สิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ (Reproductive Rights) เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่รับรองว่าทุกคนมีสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกาย สุขภาพ และการเจริญพันธุ์ของตนเองอย่างอิสระ โดยปราศจากการบังคับ การเลือกปฏิบัติ หรือความรุนแรง หลักการนี้ได้รับการรับรองในเอกสารระหว่างประเทศหลายฉบับ รวมถึงแผนปฏิบัติการจากการประชุมนานาชาติว่าด้วยประชากรและการพัฒนา (International Conference on Population and Development: ICPD) และองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ซึ่งยืนยันว่า ทุกคนควรสามารถตัดสินใจได้ว่าจะมีบุตรหรือไม่ มีเมื่อใด มีจำนวนเท่าใด รวมทั้งสามารถเข้าถึงข้อมูล บริการ และเทคโนโลยีด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และไม่เลือกปฏิบัติ (United Nations Population Fund [UNFPA], 1994; World Health Organization [WHO], 2018)
ในทางปฏิบัติ สิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ครอบคลุมการวางแผนครอบครัว การเข้าถึงบริการฝากครรภ์และการคลอดที่ปลอดภัย การป้องกันและรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การรักษาภาวะมีบุตรยาก การได้รับการศึกษาที่ถูกต้องและครอบคลุมเกี่ยวกับเรื่องเพศ การเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ที่ครบถ้วน ตลอดจนสิทธิที่จะ #ให้หรือปฏิเสธ ความยินยอมก่อนเข้ารับการรักษาหรือหัตถการทางการแพทย์ใดๆ
การขับเคลื่อนเรื่องสุขภาพเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ จึงเป็นการพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวพันกับการดูแลสุขภาวะทางเพศ พฤติกรรมทางเพศ และความสุขที่เกิดจากพฤติกรรมทางเพศ ซึ่งควรเป็น เรื่องพื้นฐาน ที่มนุษย์ควรจะได้รับความรู้ และการดูแลที่เหมาะสมตามแต่ปัจจัยของร่างกายแต่ละคน แต่ความเป็นจริง เรื่องเหล่านี้มักไม่ค่อยถูกหยิบยกมาพูดในพื้นที่สาธารณะด้วยเหตุแห่งวัฒนธรรม จารีตประเพณีสังคมที่มองว่า เรื่องเพศเป็นเรื่องลามกอนาจาร ไม่นำพาให้เกิดความสร้างสรรค์เมื่อถูกหยิบขึ้นมาพูด และอาจนำไปสู่การกระทำชิงสุกก่อนห่าม และการผิดลูกผิดเมีย
แต่การเก็บประเด็นนี้ให้เป็นเรื่องซ่อนแอบภายในสังคม และไม่ให้ข้อมูลความรู้เบื้องต้นในสิ่งที่บุคคลหนึ่งควรจะรู้ก็อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้นำมาซึ่งปัญหาทั้งการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ป้องกัน การมีเพศสัมพันธ์แบบไม่รักษาความสะอาด การไม่มีความรู้เรื่องการเลือกขนาดไซส์ถุงยาง การใช้ยาคุมกำเนิดและยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน การใช้ยาป้องกันการติดต่อเชื้อไวรัส HIV จากเพศสัมพันธ์ (PrEP) และการใช้ยาต้านเชื้อไวรัส HIV แบบฉุกเฉิน (PEP) ไปจนถึงการเข้าถึงคลินิกสูตินรีเวช คลินิกทำแท้งปลอดภัย และคลินิกกุมารเวชเพื่อฝากครรภ์หรือขอคำปรึกษาเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้ทำให้การมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิสุขภาพเพศและอนามัยเจริญพันธุ์เป็นความจำเป็นอย่างมาก และจะเป็นหมุดหมายตั้งต้นเพื่อให้สังคมเปลี่ยนมุมมองใหม่ในการคุยประเด็นเรื่องเพศศึกษาและความสัมพันธ์ทางเพศ เพื่อสร้างสังคมที่รู้จักตั้งแต่กระบวนการสานสัมพันธ์ที่ไม่เอาเปรียบ หรือไม่ขอความยินยอมก่อนการตัดสินใจกระทำการใดๆ ไปจนถึงการป้องกันและการดูแลสุขภาวะทางเพศของคนทุกเพศทุกวัยบนความเข้าใจในคุณลักษณะทางเพศที่ปรากฏบนร่างกายนั้นๆ ซึ่งทั้งหมดนี้ องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้มีแนวทางเกี่ยวกับสิทธิสุขภาพเพศและอนามัยเจริญพันธุ์เอาไว้มากมาย และถูกระบุอยู่ในหลายอนุสัญญา และกติการะหว่างประเทศ ซึ่ง THAi iNTERSEX RiGHTS ขอหยิบยกมาเล่าให้ฟังดังนี้
[สิทธิสุขภาพเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ในเวทีโลก]
สิทธิสุขภาพเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ ได้รับการยอมรับในเวทีระหว่างประเทศว่าเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชน โดยครอบคลุมสิทธิของบุคคลทุกคนในการเข้าถึงข้อมูล บริการสุขภาพ การตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายของตนเอง และการได้รับการคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติ โดยไม่คำนึงถึงเพศ เพศสภาพ รสนิยมทางเพศ หรือคุณลักษณะทางเพศ
สิทธิสุขภาพเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ ถูกพูดถึงครั้งแรกในการประชุม International Conference on Population and Development ในปี 2537 ณ กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ สาระสำคัญในการประชุมครั้งนั้นคือ การเปลี่ยนจากการควบคุมอัตราการเติบโตของประชากร มาให้ความสำคัญกับ คุณภาพชีวิต สิทธิมนุษยชน และความเท่าเทียมของปัจเจกบุคคล โดยในประเด็นสิทธิสุขภาพเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ ประกอบด้วย:
• สิทธิความเท่าเทียมทางเพศ
• การวางแผนครอบครัวที่ปลอดภัย
• สุขภาพของแม่และเด็กเป็นสิ่งที่สำคัญ
• การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และการเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง
• ความเสมอภาคและการยุติความรุนแรงในผู้หญิงและเด็ก
จากเนื้อหาในครั้งนั้น ทำให้ องค์การอนามัยโลก (World Health Organization) ประกาศให้สุขภาพเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ เป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ในปี 2547 โดยมุ่งเน้นให้ทุกคนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างครอบคลุม ปลอดภัย และเท่าเทียม โดยที่:
• นิยามของสิทธิสุขภาพเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ ครอบคลุมถึงสภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสังคมในทุกเรื่องที่เกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์
• ทุกคนมีสิทธิที่จะตัดสินใจเรื่องร่างกาย ชีวิตคู่ การวางแผนครอบครัว และมีชีวิตทางเพศที่ปลอดภัยด้วยตนเอง
• การเข้าถึงบริการทางการแพทย์ ครอบคลุมการเข้าถึงข้อมูลและการบริการด้านสุขภาพแม่และเด็ก การคุมกำเนิด การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การดูแลอนามัยช่วงตั้งครรภ์และคลอดบุตร รวมถึงการจัดการภาวะแทรกซ้อนอย่างครบวงจร
นอกจากนี้ ความคิดเห็นทั่วไป #22 ว่าด้วยสิทธิสุขภาพเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ ของคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (Committee on Economic, Social and Cultural Rights) ที่ได้ความคิดเห็นไว้เมื่อปี 2559 ในข้อที่ 11 ยังได้ระบุว่า “รัฐภาคีควรตระหนักถึงพันธกรณีเร่งด่วนเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ ซึ่งรวมถึงการขจัดการเลือกปฏิบัติ เพื่อดำเนินการให้บริการการดูแลสุขภาพเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ รวมถึงข้อมูล ความพร้อมของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีทักษะ ยา และเทคโนโลยีที่จำเป็นในระดับที่กำหนด”
ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นเหตุให้ภาคประชาสังคม นักวิชาการ และนักขับเคลื่อนสิทธิทางเพศต่างลุกขึ้นมาผลักดันให้เกิดกฎหมายที่รับรองสิทธิในการเข้าถึงการมีสุขภาพเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ที่ดี
[จุดเริ่มต้นของการพูดถึงเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์]
เมื่อปี 2559 หรือ 10 ปีที่แล้ว ประเทศไทยได้ประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับสิทธิสุขภาพเพศและอนามัยเจริญพันธุ์เป็นครั้งแรก แม้ว่าในครั้งนั้นจะถูกประกาศใช้ภายใต้ชื่อของ พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ที่ฟังแล้วอาจดูเหมือนว่า ทุกกรณีของการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นนั้นมีปัญหาและต้องได้รับการแก้ไข และถูกวิพากษ์ในมุมมองของนักขับเคลื่อนสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องว่า กฎหมายฉบับนี้เป็นกฎหมายที่เน้นการป้องกันปัญหามากกว่าการรับรองสิทธิ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้กล่าวถึงการรับรองสิทธิของคนทุกเพศและทุกช่วงวัยที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะอนามัยเจริญพันธุ์และการตั้งครรภ์
อย่างไรก็ตาม บางส่วนของหลักการและเหตุผลของพระราชบัญญัติฉบับนี้ กลับมีสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าในหลายประเด็น อาทิเช่น
• วัยรุ่นมีสิทธิได้รับความรู้เรื่องเพศศึกษาในสถานศึกษา
• วัยรุ่นมีสิทธิเข้าถึงบริการสุขภาพด้านอนามัยเจริญพันธุ์
• วัยรุ่นมีสิทธิได้รับการศึกษาแม้ตัดสินใจตั้งครรภ์
• การจัดการข้อมูลการรักษาให้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลและเป็นความลับ
[บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ กับสิทธิสุขภาพเพศ
และอนามัยเจริญพันธุ์]
สำหรับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ สิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์ไม่ได้หมายถึงเพียงการเข้าถึงบริการด้านการมีบุตรเท่านั้น หากยังหมายถึง การคุ้มครองสิทธิในการรักษาศักยภาพของระบบสืบพันธุ์ การเคารพสิทธิในความสมบูรณ์ของร่างกาย (Bodily Integrity) และการรับรองว่าการรักษาทางการแพทย์จะเกิดขึ้นบนพื้นฐานของความยินยอมโดยได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนก่อนทำหัตถการ (Informed Consent)
ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา เด็กอินเตอร์เซ็กซ์จำนวนมากทั่วโลกถูกผ่าตัดอวัยวะเพศหรือผ่าตัดนำต่อมเพศออกตั้งแต่วัยทารกหรือวัยเด็ก ทั้งที่ไม่มีภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ การรักษาเหล่านี้มักมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้อวัยวะเพศหรือร่างกายมีลักษณะใกล้เคียงกับมาตรฐานของเพศหญิงหรือเพศชายมากกว่าการรักษาโรค ผลที่ตามมาอาจรวมถึงการสูญเสียการทำงานของต่อมเพศ การต้องใช้ฮอร์โมนทดแทนตลอดชีวิต การสูญเสียความรู้สึกทางเพศ และในหลายกรณีอาจทำให้สูญเสียความสามารถในการมีบุตรทางชีวภาพอย่างถาวร (interACT, 2022; ILGA-Europe, n.d.)
ด้วยเหตุนี้ แนวคิดเรื่องสิทธิในความสมบูรณ์ของร่างกาย (Bodily Integrity) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ หลักการนี้ยืนยันว่าทุกคน รวมถึงเด็ก มีสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตเกี่ยวกับร่างกายของตนเอง การผ่าตัดหรือการรักษาที่ไม่จำเป็นทางการแพทย์และไม่สามารถรอจนกว่าบุคคลจะให้ความยินยอมได้ ควรถูกเลื่อนออกไปจนกว่าบุคคลนั้นจะมีความสามารถในการตัดสินใจด้วยตนเอง หลักการดังกล่าวยังครอบคลุมสิทธิในการเข้าถึงบริการสุขภาพทางเพศ บริการอนามัยการเจริญพันธุ์ เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (Assisted Reproductive Technologies: ART) และระบบหลักประกันสุขภาพที่ไม่เลือกปฏิบัติ (ILGA-Europe, n.d.)
นอกจากแนวคิดเรื่องสิทธิอนามัยการเจริญพันธุ์แล้ว ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ยังเกิดแนวคิดที่เรียกว่า ความเป็นธรรมด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ (Reproductive Justice) ซึ่งได้รับการพัฒนาโดยนักเคลื่อนไหวสตรีผิวดำในสหรัฐอเมริกา แนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่า การมีเพียง “สิทธิ” ตามกฎหมายอาจไม่เพียงพอ หากผู้คนยังเผชิญอุปสรรคจากโครงสร้างทางสังคม เช่น ความยากจน การเลือกปฏิบัติ ความเหลื่อมล้ำทางเชื้อชาติ ความพิการ หรืออคติทางเพศ จนไม่สามารถใช้สิทธิเหล่านั้นได้จริง
เมื่อมองผ่านกรอบของความเป็นธรรมด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์จึงเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้าง เด็กอินเตอร์เซ็กซ์จำนวนมากถูกตัดสินใจแทนเกี่ยวกับร่างกายและอนาคตด้านการเจริญพันธุ์ตั้งแต่ยังไม่สามารถแสดงความคิดเห็นหรือให้ความยินยอมได้ การผ่าตัดนำอัณฑะหรือรังไข่ออก (gonadectomy) อาจทำให้ #ไม่สามารถ ผลิตเซลล์สืบพันธุ์ได้อีก ส่งผลต่อโอกาสในการมีบุตรทางชีวภาพในอนาคต ขณะเดียวกัน การ #ผ่าตัด ลดขนาดคลิตอริสหรือการผ่าตัดตกแต่งอวัยวะเพศอาจส่งผลกระทบต่อการตอบสนองทางเพศ คุณภาพชีวิต และในบางกรณีอาจมีผลต่อความสามารถในการสืบพันธุ์ด้วย (interACT, 2022)
ด้วยเหตุนี้ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและองค์กรอินเตอร์เซ็กซ์ในหลายประเทศจึงเรียกร้องให้ยุติการแทรกแซงทางการแพทย์ที่ไม่จำเป็นในเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ รับรองสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายของตนเอง และส่งเสริมการเข้าถึงบริการอนามัยการเจริญพันธุ์อย่างเท่าเทียม โดยให้บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับชีวิตและร่างกายของตนเอง ซึ่งจากแนวทางทั้งหมด THAi iNTERSEX RiGHTS จึงขอสรุปเอาสิ่งที่บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ควรจะได้รับ หากมีกฎหมายอนามัยเจริญพันธุ์ มีดังนี้:
• การไม่ถูกเลือกปฏิบัติ: บุคลากรทางการแพทย์จะต้องไม่ปฏิเสธบริการที่เกี่ยวข้องอนามัยเจริญพันธุ์ อันมีเหตุมาจากคุณลักษณะเพศ โครโมโซม ฮอร์โมน อวัยวะสืบพันธุ์ที่ไม่เป็นไปตามกรอบสองเพศชายกับหญิง และประวัติการผ่าตัดที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์
• การได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการรักษา: บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์มีสิทธิได้รับข้อมูลผลการรักษาของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นผลการตรวจโครโมโซม ฮอร์โมน การผ่าตัดร่างกายในอดีต หรือแม้แต่ภาวะโรคต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับศักยภาพในการเจริญพันธุ์
• การมีสิทธิเลือกเกี่ยวกับการรักษา: บุคคลทุกคนไม่ควรเข้ารับรักษาหรือผ่าตัดที่ไม่จำเป็นทางการแพทย์และไม่เร่งด่วน จนกว่าบุคคลนั้นจะมีความสามารถในการตัดสินใจและให้ความยินยอมโดยรู้ข้อมูล (informed consent) ได้ด้วยตนเอง
• การเปิดเผยหรือปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล: ข้อมูลส่วนบุคคลเป็นสิทธิเฉพาะบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์เท่านั้นที่จะตัดสินใจเปิดเผยกับใครหรือไม่
• การเข้าถึงการมีบุตร: บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์มีสิทธิเข้ารับการปรึกษาเรื่องการมีบุตร รวมถึงสิทธิในการรับทราบและเข้าถึงวิธีการมีบุตรที่เหมาะสมกับตัวเอง
• หลักประกันการได้รับบริการทางการแพทย์: บุคลากรทางการแพทย์ สาขาสูตินรีเวชและกุมารเวช ควรผ่านการอบรมเรื่อง Differences of Sex Development (DSD), Intersex Characteristics และ Human Rights
• กลไกงบประมาณ: ต้องมีการจัดการด้านงบประมาณ บุคลากร และระบบบริการให้พร้อมรับรองบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์
• กลไกการร้องเรียน: บุคคลทุกคนมีสิทธิร้องเรียนเมื่อถูกเลือกปฏิบัติ ถูกปฏิเสธการรักษา หรือถูกละเมิดสิทธิส่วนบุคคลระหว่างการรักษา
ทั้งนี้ THAi iNTERSEX RiGHTS เชื่อว่า ในกระบวนการผลักดันกฎหมายใดก็ตามเพื่อให้ได้มาซึ่งการรับรองสิทธิของคนทุกกลุ่มโดย ไม่ลดทอนตัวตนและสิทธิ ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในภายหลัง สิ่งสำคัญคือการพูดคุย เปิดใจรับฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนถึงปัญหาและข้อจำกัดที่ผ่านมา รวมถึงการเปิดใจรับฟังทิศทางการจัดทำกฎหมายที่จะทำให้กฎหมายนั้นสามารถนำมาปฏิบัติใช้ได้จริง หากทุกฝ่ายสามารถหันหน้าเข้ามาพูดคุยได้ ทุกคนก็จะสามารถผลักดันกฎหมายฉบับนี้ออกมาได้สำเร็จ และสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการด้านสุขภาพเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ที่ดีจากรัฐได้อย่างแท้จริง
[2] ILGA-Europe. (n.d.). Bodily Integrity
[3] United Nations. 1994. Report of the International Conference on Population and Development
[4] World Health Organization. 2004. Reproductive health strategy to accelerate progress towards the attainment of international development goals and targets
[5] United Nations Economic and Social Council. 2016. General comment No. 22 (2016) on the right to sexual and reproductive health
[6] United Nations Population Fund. 2016. พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559