กว่าจะรู้ว่าเป็น Intersex

ปฐมบท เริ่มต้นชีวิต

เราเกิดในชนบทที่ห่างไกลความเจริญ ไม่มีไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์ ถนนเป็นดินทราย และลูกรัง เราคลอดด้วยมือแม่หมอตำแย ตัดสายสะดือด้วยไม้ไผ่เหลาคมปานมือ เติบโตท่ามกลางวัฒนธรรมครอบครัวชาติพันธุ์เขมร ซึ่งมีวัฒนธรรมที่ค่อนข้างแข็งตัว พ่อรับราชการครู  ตำแหน่งสุดท้ายเป็นครูใหญ่ชั้นเอกและเป็นนักการเมือง แม่เป็นแม่บ้าน (แม่เป็นลูกครึ่งเขมร – จีน) แม่เป็นคนรักสะอาด เจ้าระเบียบ แม่เป็นคนขยัน ทำงานบ้าน งานเรือนทุกอย่างด้วยตัวแม่เอง เรามีพี่ 8 คน เป็นชาย 2 คน เป็นหญิง 5 คน และเจ้พี่สาวพี่คนที่ 6 เป็น Transgender เธอนิยามตัวเอง ว่า “กะเทย” เราเป็นคนที่ 9 คนสุดท้อง ตอนเป็นเด็กเป็นคนตัวเล็ก ผิวขาว ปากแดง ไว้จุก ซุกซน อารมณ์ดี ตอนเกิดคุณพ่ออายุ 45 ปี คุณแม่อายุ 44 ปี ด้วยความที่มีพี่หลายคน และอายุห่างจากพี่ๆคนโตๆมาก พี่ๆไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ บ้าง เรียนในตัวจังหวัดบ้าง ต่างอำเภอ ต่างจังหวัดบ้าง ทำให้เราตอนจำความได้ ไม่เคยเจอพี่ๆครบทุกคนเลย แม้แต่พี่สาวคนสองที่อยู่บ้านใกล้กัน เราเข้าใจว่า เขาคือเพื่อนบ้าน วันหนึ่งบ้านเรามีงาน พี่ๆกลับมาบ้านพร้อมหน้ากันหมดทุกคน เราตกใจมาก ถามแม่ว่า “เขาเหล่านี้ คือใคร มาจากไหน เยอะจัง” เราคิดว่า พี่ๆเป็นคนข้างบ้านมาร่วมงาน แม่บอกว่า “นี่คือพี่ๆ” แม่เรียกชื่อเล่นของพี่ๆตามลำดับให้ฟังทั้ง 7 คน เพราะตั้งแต่แรกเกิดจนจำความได้น่าจะประมาณอายุ 4-5 ขวบแล้วเราเห็นมีแต่พี่คนที่ 8 คนซึ่งเป็นติดกัน รู้เท่านั้นว่านี่ คือพี่สาว เราคิดว่าเรามีกันแค่ 2 พี่น้อง เราเข้าใจว่าพ่อกับแม่แต่งงานกันตอนอายุมากแล้วจึงมีเรา 2 คนกับพี่สาว

ครอบครัวเรามีอาชีพหลักคือทำนา มีบ่อปลาธรรมชาติ บ่อเลี้ยงปลานิล ปลาไน ทำสวน ปลูกผักสวนครัว ไผ่ กล้วย น้อยหน่า ฝรั่ง มะม่วง พุทรา ขนุน ละมุด ลำไย มะพร้าวกะทิ เผือก มันสาคู มันเทศ นุ่น ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ปลูกฝ้าย ทอผ้า เลี้ยงหมู วัว ควาย เป็ด ไก่ เป็ดเทศ ห่าน เป็ดไข่ แม่เป็นตัวหลักในการทำการเกษตรกรรม แม่มีลูกนา ที่มาอยู่ด้วยที่บ้าน ช่วยทำนา ช่วยงานบ้าน และเป็นพี่เลี้ยงช่วยดูแลพี่ๆ จนถึงรุ่นเราซึ่งมีพี่เลี้ยง 2 ชุดๆละ 3 คน และแม่เป็นแม่ค้าที่หาบผลผลิตการเกษตร เดินทางตามรางรถไฟจากบ้านมาขายที่ตลาดหน้าสถานีรถไฟศีขรภูมิ เป็นระยะทางไป – กลับรวมกว่า 14 กิโลเมตร ตั้งแต่ครั้งที่ยังไม่มีรถยนต์โดยสาร ใช้การเดินด้วยเท้า ขี่ม้า ขับเกวียน เป็นพาหนะในการเดินทาง และพ่อเลี้ยงม้าไว้ขี่ไปสอนหนังสือต่างหมู่บ้านต่างตำบล เมื่อพี่ๆเติบโต และเรียนจบชั้นประถมปีที่ 4 โรงเรียนที่หมู่บ้าน ต้องไปเรียนต่อชั้นประถมปีที่ 5 – 7 ที่โรงเรียนประถมประจำอำเภอ พ่อให้พี่ชายคนโตควบม้าพาน้องๆอีก 3 คนไปเรียนหนังสือที่อำเภอ ส่วนพ่อใช้วิธีการเดินทาง “รถจักรยานครูใหญ่” ที่มีตะแกรงท้ายอันใหญ่ใช้บรรทุกของหนักๆ เช่นข้าวเปลือกบรรจุกระสอบป่านได้ แม่ พ่อ เลี้ยงลูกให้รู้จัก และลงมือทำการเกษตรกรรมข้างต้นด้วยตัวเองทุกคน เป็นการทำเพื่อกินเป็นหลัก มีเหลือจึงขาย บ้านเราจึงไม่ต้องซื้อหาอาหาร กับข้าวอะไรมากนัก จะซื้อในสิ่งที่เราผลิต ทำเองไม่ได้ ไม่มีเท่านั้น

ปี 2506 เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในครอบครัวเรา เมื่อพ่อซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นครูใหญ่ ชั้นเอก กำลังได้รับการพิจารณาเป็นศึกษาธิการอำเภอ ต้องประสบกับข้อกล่าวหาจากฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวหาว่าพ่อ “มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์” เพียงเพราะพ่อเป็นคนเรียนเก่ง สอบเทียบวุฒิได้ที่ 1  เป็นครูใหญ่ตั้งแต่อายุ 21 พ่อเป็นคนหัวก้าวหน้า รักการอ่านหนังสือทุกชนิด พ่อมีความคิด และมีหนังสือแนวสังคมนิยมในห้องสมุดที่บ้านหลากหลายเรื่องเป็นจำนวนมาก บ้านเราถูกทางการมารื้อค้นหนังสือ พ่อจึงหอบหนังสือส่วนหนึ่งควบม้าหลบหนีไปทางเขาพระวิหาร ก่อนที่จะถูกจับกุม หนังสือส่วนที่เหลือ พี่ๆพากันไปซ่อน แม่เอาไปเผาทิ้งบ้าง  และพ่อกลับมาลาออกจากราชการครู ซึ่งเป็นงานที่พ่อแสนรัก หลังจากนั้นพ่อตัดสินใจลงสู่สนามการเมือง และประสบผลสำเร็จพ่อได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดสุรินทร์ ในวาระปีพ.ศ. 2508 – 2511

เริ่มต้นการเรียนหนังสือ

เราเป็นคนติดนมแม่ และติดพ่อมาก เมื่ออายุได้ 4 – 5 ขวบ ก็ตามพี่สาว ตามพี่ๆญาติๆไปเรียนหนังสือ (ไปเรียนบ้าง ไม่ไปบ้าง) โรงเรียนในชนบทครั้งโน้นตั้งอยู่ที่วัด ต่อมาจึงแยกจากวัดมาสร้างอาคารเรียนในที่แห่งใหม่ เป็นโรงเรียนประถมในหมู่บ้าน มีชั้นเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 1- 4  เราเข้าชั้นป.1 ซ้ำๆอยู่ 3 ปีด้วยเหตุเพราะตามพี่ๆไปโรงเรียน เมื่ออายุ 7 ปี ครบเกณฑ์ได้ขึ้นชั้น ป. 1 เป็นทางการ การได้เข้าเรียนโดยไปเรียนกับพี่ๆก่อนเกณฑ์ ทำให้เราอ่านออก เขียนได้ก่อนเพื่อน ประกอบกับพ่อเคยเป็นครู พ่อจะสอนทำการบ้าน และสอนพิเศษให้เขียน อ่าน คิด คำนวณ สะกดตัวหนังสือ อ่านหนังสือพิมพ์ทุกหน้า แม้แต่หน้าโฆษณา จนสามารถเขียน และอ่านหนังสือนอกตำราเรียนได้ทุกเรื่อง ทุกเล่ม พ่อทำห้องสมุดในบ้าน มีหนังสือมากมายหลากหลายสาขา หนังสือที่เราชอบอ่าน คือประวัติศาสตร์ ประวัติคนดังๆ วรรณกรรม วรรณคดี สารคดี การเมือง สังคม และต้องอ่านหนังสือให้พ่อฟังทุกคืนก่อนนอน ประกอบกับพ่อเป็นนักอ่าน นักศึกษาค้นคว้าข้อมูล พ่อเป็นนักเขียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจากเรื่องเล่าของปู่ ย่า ตา ยาย และศึกษาเพิ่มเติม  แต่งเพลง แต่งโคลง กลอน ละครเวที ทั้งเขียนบท กำกับการแสดง และพ่อแสดงเอง พ่อเป็นนักดนตรีมโหรีพื้นบ้าน สีซออู้ได้เก่ง และไพเราะมาก เวลาพ่อแต่งเพลง พ่อจะสีซอประกอบการแต่ง เราได้ความเป็นนักอ่าน ชอบอ่านหนังสือจากพ่อ ทุกเรื่อง ทุกบทเพลง บทกลอน โคลงที่พ่อเขียน พ่อจะให้เราอ่านเป็นคนแรก จึงเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เราได้รู้เรื่องราวต่างๆ มากมาย 

เราค่อนข้างเรียนเก่ง เรียนชั้นประถมปีที่ 1 – 4 สอบได้ที่ 1 ตลอดการเรียนชั้นประถมต้น เราเรียนที่โรงเรียนในหมู่บ้านจนจบป.4 การเรียนต่อชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 – 7 ต้องสอบคัดเลือกเพื่อเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนประถมศึกษาประจำอำเภอ ต้องเดินทางด้วยรถยนต์โดยสารประจำทาง ซึ่งมีเพียงคันเดียวในตำบล วิ่งวนทั้งตำบล – อำเภอทั้งวัน ราคาค่าโดยสารเที่ยวละ 50 สตางค์ เราเป็นคนตัวเล็ก ผอมมาก เล่นกีฬา จะเป็นประเภทรุ่นจิ๋ว กีฬาที่ชอบตอนนั้นคือวิ่งเร็ว วิ่งผลัด รุ่นจิ๋ว การเดินทางด้วยรถยนต์โดยสารนั้นบางวันไม่มีที่นั่ง ก็นั่งตักคนขับรถ บางวันคนขับรถก็จะให้ช่วยเก็บค่ารถโดยสาร สองกรณีนี้ เราก็เลยได้สิทธิจากคนขับรถยกเว้นการเก็บค่ารถ ด้วยความเป็นลูกคนเล็ก และติดนมแม่ กินนมแม่จนป.7 อายุ 13 ปี จึงเลิกนมได้ โดยตอนอายุ 12 ปี แม่ออกอุบายว่า “แม่ไม่มีเงินให้เรียนหนังสือ ต้องไปอยู่กับพี่สาว (เป็นครู) ที่อำเภอท่าตูม จึงจะได้เรียน” หลงเชื่อแม่ เห็นใจแม่ สงสารแม่ และอายเพื่อนๆหากไม่ได้เรียนต่อ จึงตัดใจ ขาดนมแม่ไปเรียนที่อำเภอท่าตูมตามคำแม่บอก แต่ต้องกลับบ้านทุกวันศุกร์และวันหยุดเพื่อกลับมากินนมแม่ ต่อมาเลิกกินนมแม่ได้เองเพราะแม่หมดประจำเดือนจึงทำให้น้ำนมแม่หมดไปด้วย

ในวัยเด็กเสื้อผ้าที่เราใส่ตอนจำความได้แล้วเป็นกางเกงขาสั้น เสื้อยืด เสื้อผ้าแบบผู้ชาย เสื้อผ้าที่เป็นแบบผู้หญิงจะเป็นชุดนักเรียนหญิงที่ต้องใส่กระโปรง ข้างในสวมกางเกงขาสั้น ใส่เสื้อซับในเป็นเสื้อคอกระเช้า เมื่อมีงานสำคัญๆของครอบครัว เช่นปี 2514 อายุ 7 ขวบได้นั่งรถไฟไปกรุงเทพฯครั้งแรก เพื่อส่งพี่ชายไปเรียนปริญญาเอกที่ญี่ปุ่น งานแต่งงานพี่สาว งานรับปริญญาพี่ชาย แม่จะจัดหาชุดผู้หญิง โดยการตัดใหม่ให้สวมใส่ เราชอบเล่นขายของกับลูกพี่ลูกน้องที่เป็นผู้ชาย ไม่ชอบเล่นกับผู้หญิง เล่นของเล่นแบบเด็กชายเขาเล่น เช่นหนังสติ๊ก ปีนต้นไม้ ยิงปืนก้านกล้วย ทำรถสองล้อวิ่งเล่น กระโดดเล่นน้ำสระ เล่นบทบาทสมุติ เช่นแต่งงาน มีครอบครัว มีลูก เราจะเป็นผู้ชาย และตั้งคณะลิเก ชื่อ “คณะโกสินทร์ ไก่ขาว” (โกสินทร์ มาจากชื่อน้องชายลูกพี่ลูกน้องเพื่อนเล่นตั้งแต่เกิด) เราสวมบทบาทผู้ชายและเป็นพระเอกลิเกตลอดการเล่น เวลาอาบน้ำไม่พ่อก็แม่จะสลับกันอาบน้ำให้จนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4  

ความรู้สึกแรกเริ่มที่เราไม่รู้ตัว อยู่ๆก็เกิดขึ้น

วันหนึ่งตอนเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 (ป.2) อายุ 8 ขวบ อยู่ๆไม่รู้มีอะไรดลใจ จูงใจให้เกิดความรู้สึก “รัก” เพื่อนนักเรียนหญิงในห้องเรียนเดียวกัน เรามีความรู้สึกรักเธอ ชอบเธอ อยากหอมแก้มเธอ อยากกอดเธอ หวง ห่วงเธอ ต้องนั่งเรียนใกล้ๆเธอ แล้วเราก็แกล้งเธอ แอบอยู่ข้างหลังเธอ เรียกชื่อเธอ พอเธอหันมา เราก็หอมแก้มเธอทันที ตั้งแต่นั้นมา เราก็ถือว่าเป็นเรา “แฟนกัน” เราแกล้งเธอครั้งเดียวหอมเธอครั้งเดียวก็พอ ความรักของเราเป็นที่รับรู้ของเพื่อนๆในห้อง และพี่ๆในโรงเรียนหลายคนที่รับรู้ ความรักครั้งแรกนี้เป็นความรักความผูกพันความอบอุ่น เป็นความรักแบบใสๆบริสุทธิ์ของเด็กๆ ความรู้สึกนั้นยังคงรู้สึกดีและมีอยู่จนถึงทุกวันนี้

วัยรุ่นตอนต้นเริ่มเรียนรู้การทำกิจกรรม

หลังจากเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 7 แล้ว เราได้สอบเข้าเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ ผลการเรียนในระดับมัธยมต้น ม.ศ. 1- 3 ค่อนข้างดีแต่ไม่ดีมากนักอยู่ในระดับ 70 – 80 % (ผลการเรียนสมัยนั้นเป็นระดับคะแนน 1 – 100 เปอร์เซ็นต์) เราเริ่มฉายแววการเป็นผู้นำกิจกรรม ในงานเข้าค่ายยุวกาชาด เราชวนเพื่อนๆในกลุ่มกิจกรรมยุวกาชาดจัดแสดงเต้นอาปาเช่ในคืนรอบกองไฟของการเข้าค่าย โดยเราเป็นผู้ออกแบบท่าเต้น และนำการฝึกซ้อมการเต้น ในขณะเดียวกันเราเริ่มสำรวจตัวเอง พบว่าตัวเองมีสมาธิสั้น การเรียนอ่อน ไม่ถึง 90 เปอร์เซอร์ขึ้นไปตามที่ตั้งใจไว้ จึงหัดวาดรูปคน และเริ่มเล่นหมากฮอต จนหมากฮอตกลายเป็นของเล่นที่ต้องเล่นทุกครั้งที่ว่าง ซึ่งก็เป็นผลทำให้มีสมาธิมากขึ้น นิ่งขึ้น และช่วงเรียนมัธยมต้นนี้มีโอกาสเปิดโลกทัศน์ออกสู่ภายนอกที่กว้างออกไปจากที่เราเจอประจำ เมื่อโรงเรียนได้จัดกิจกรรมทัศนศึกษาประจำปีทุกปี เราได้รับการสนับสนุนจากพ่อ แม่ พี่ชายให้ไปทัศนศึกษานอกสถานที่ในภาคอีสาน จังหวัดนครพนม และภาคตะวันออกได้เห็นทะเลบางแสน พัทยา อ่างศิลาเป็นครั้งแรกในชีวิต รู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก

เรียนรู้ชีวิตกิจกรรม ภายใต้สโลแกนประจำใจ “เรียนดี กีฬาเด่น กิจกรรมดัง”

ช่วงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นช่วงปรับเปลี่ยนแนวคิด การเติบโตทางความคิด การเรียน ทัศนคติ มีความกล้า มีความมั่นใจ อายุช่วงนี้อยู่ระหว่าง 17 – 18 ปี  กำลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 – 5 ได้เรียนรู้การพูดต่อหน้าสาธารณะ ด้วยมีพ่อเป็นโค้ตให้ และลงมือทำกิจกรรมอย่างเต็มตัว จากการสมัครเป็นประธานนักเรียน และได้รับชัยชนะด้วยคะแนนอันท่วมท้น จากวลีแรกของการเปิดปราศรัยหาเสียงด้วย ประโยคว่า “ถึงเวลาแล้วที่สิทธิผู้หญิงต้องได้รับความเท่าเทียมเท่ากับผู้ชาย” เสียงปรบมือตอบรับดังกึกก้องจากนักเรียนกว่า 2,000 คน ชีวิตในช่วงนั้นได้ทำกิจกรรมมากมายดังใจปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นการสร้างการมีส่วนร่วมจากนักเรียนทุกชั้นปีในการพัฒนาโรงเรียน จัดกิจกรรมขบวนพาเหรดกีฬาสี ลอยกระทง แห่เทียนเข้าพรรษา เปิดบูทขายน้ำในโรงเรียน โดยให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ส่งตัวแทนห้องมาทำหน้าที่พนักงานขายช่วงพักเที่ยงหมุนเวียนกันในแต่ละวันตลอดปีการศึกษา จัดฉายภาพยนตร์เรื่อง “ลูกอีสาน” 5 รอบ ในโรงหนังของอำเภอ เพื่อระดมทุนจัดซื้อ โต๊ะ เก้าอี้ ม้าหินอ่อนมอบให้โรงเรียน กิจกรรมที่ทำได้รับความเห็นชอบ และสนับสนุนจากผู้อำนวยการโรงเรียน ครูผู้สอน ครูประจำชั้น และครูทุกคน แม้กระทั้งช่วงหาเสียงเลือกตั้งประธานนักเรียน ช่วงที่เรียกว่า “โค้งสุดท้าย” ขอครูประจำชั้น ประจำวิชา หาเสียงในห้องเรียนทุกชั้นปี ครูทุกชั้นทุกห้องเปิดโอกาสให้เข้าไปหาเสียงในห้องได้

ช่วงเรียนม.ปลายนี้เอง ที่ไม่รู้ว่าเป็นใครเรียกเราว่า “ทอม” ซึ่งเราเองก็ไม่รู้ว่าบุคลิกแบบเรานี้ เขาเรียกว่าทอม เอา ทอม ก็ทอม และเราก็บอกเพื่อนๆ ทอมด้วยกันว่า “เรานี่แหล่ะนอกจากจะเป็นประธานนักเรียนแล้ว จะเป็นประธานทอมคนแรกของประเทศไทย” เราเองพยายามหาหนังสือในห้องสมุดโรงเรียนเพื่อหาความรู้เรื่องเพศ ที่ทีมากกว่าวิชาสุขศึกษา แต่ไม่พบว่ามีหนังสือเล่มใดในห้องสมุดเลยสักเล่มที่มีเรื่องราวของทอม กะเทย หรือเพศอื่นนอกจากเพศหญิง ชาย

พบการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่สำคัญในชีวิต

ด้วยการเป็น “ประจำเดือน” ครั้งแรกในช่วงอายุ 17 ย่าง 18 ด้วยความตกใจ เครียด อึดอัด ร้องไห้ เมื่อเห็นเลือดประจำเดือนครั้งแรกของตัวเอง ท่ามการความหดหู่ กลัว ไม่อยากมี ไม่อยากมี ไม่อยากเป็นประจำเดือน มีพี่สาวปลอบใจ อธิบายบอกว่า “มันเป็นธรรมชาติของผู้หญิง” ยิ่งไม่อยากเป็นผู้หญิงเอาเสียเลย ถึงเวลามีรอบเดือน ต้องทำใจ ร้องไห้ทุกครั้ง

การเปลี่ยนแปลงที่เราไม่รู้ว่า นี่คืออะไร อยู่ๆก็มา  เหมือนความฝัน เมื่อวันหนึ่ง ของการมีรอบเดือน สังเกตุพบว่ามีหน้าอกโตขึ้น อาบน้ำทำความสะอาดบริเวณตรงนั้น พบว่า มีความผิดปกติในอวัยวะของตัวเอง สิ่งแรกที่สะดุดใจ คือ มีอะไรไม่รู้ยื่นยาวออกมาข้างในแคมนอกทั้งสองข้าง ตรงเนินหัวเหน้ามีลำลึงค์ยาวออกมา ในวัยเด็กเราไม่เคยสังเกตของตนเอง คนที่อาบน้ำให้ไม่แม่ก็พ่อบ้างพี่บ้าง เมื่อเราโตขึ้นรู้จักกการอาบน้ำด้วยตัวเอง เราไม่ได้ใส่ใจสังเกตุอะไรในอวัยวะส่วนนั้นของตน เพราะด้วยความที่ไม่อยากมี จึงไม่สนใจใส่ใจ เราเก็บความสงสัยในสิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่กล้าพูดบอกใคร ไม่กล้าบอกแม่ กลัวแม่ขอดู คิดไปเอง ถ้าแม่เห็น แม่จะต้องด่า โทษว่า “เราไปทำอะไรมา ไปท้องกับใครมา แล้วไปทำแท้งมาหรือเปล่า เพราะมีอันยาวที่ๆยื่นมา มันผิดสังเกต ผิดปกติ” กลัวแม่จับแต่งงาน สารพัดจะคิดมากมาย จึงเก็บความลับนี้ไว้ และ ฮีลใจตัวเอง ด้วยการบอกว่า “ต้องมีคนเป็นแบบเรา เราต้องมีเพื่อนเป็น และเป็นเรื่องปกติ เพียงแต่เรายังไม่เจอเพื่อนคนนั้นที่เป็นแบบเรา” สิ่งที่ทรมานที่สุด คือ ทุกครั้งที่มีรอบเดือนใส่ผ้าอนามัยความชื้นจากน้ำรอบเดือนกับผ้าอนามัยที่ดูดซับ ทำให้เรารู้สึกเหนอะหนะลำลึงค์ เลือดเปื้อนส่วนที่ยื่นยาวออกมาข้างในแคมนอกนั้น อึดอัด รำคาญ มีความอับชื้น ไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว ต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อย ต้องล้างบ่อย และแอบร้องไห้ทุกครั้งที่มีรอบเดือน ได้แต่ภาวนาขอให้รอบเดือนหมดลงไวๆ อยากผ่าตัดเป็นผู้ชายมากๆ อยากเอานมออก ก็ได้คิด เพราะความไม่รู้ว่ามีที่ไหนที่ผ่าตัด ต้องเตรียมตัวอย่างไร  ค่าใช้จ่ายเท่าไร ไม่มีข้อมูล หนังสือ ให้เราได้ค้นคว้า

เรียนระดับอุดมศึกษา   

ชีวิตในมหาวิทยาลัย หลังจากจบมัธยมศึกษาปีที่ 5 โปรแกรมวิทยาศาสตร์เกษตรแล้วตัดสินใจเลือกเรียนทางด้านการเกษตรที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานวิทยาเขตสุรินทร์ เลือกเรียนคณะสัตวศาสตร์ เหตุที่เรียนเกษตรเพราะมีเป้าหมายอยากจะทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนหรืองาน NGOs เนื่องจากไม่ชอบเครื่องแบบยูนิฟอร์มแบบราชการ อยากมีอิสระกับการแต่งตัว มีอิสระกับการทำงาน อยากทำงานกับความคิด อยากมีโอกาสได้แลกเปลี่ยนทำงานกับชาวบ้านเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมที่ดีขึ้นกว่าปัจจุบันที่เป็นอยู่ นี่คือเป้าหมายในชีวิตที่ตั้งใจไว้ ในระหว่างเรียนก็ยังคงดำเนินกิจกรรมเรียนดี กีฬาเด่น กิจกรรมดัง โดยได้เป็นคณะกรรมการบริหารสโมสรนักศึกษา เป็นเลขาธิการสโมสรนักศึกษามาตลอดการเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง และเป็นที่ปรึกษาให้สโมสรนิสิตเมื่อเรียนปริญญาตรี

ก้าวสู่การเป็นนักกิจกรรมความหลากหลายทางเพศเพราะการถูกคุกคาม

เมื่อเรียนจบแล้วเลือกที่จะทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนอันเป็นงานที่ชอบและตั้งใจไว้ว่าจะเป็นนักพัฒนาสังคม จะทำงานเปลี่ยนแปลงสังคมให้ได้ และในปลายปี 2529 ได้ทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งแรกฝนตำแหน่งนักพัฒนาชุมชนสมความปรารถนา ตั้งแต่เกิด จนเข้าสู่วัยเรียนจนกระทั่งจบการศึกษาเราไม่เคยได้รับการคุกคามดูถูกเหยียดหยามในสิ่งที่เป็นในอัตลักษณ์ที่เป็น ในวิถีชีวิตที่ทำ เราไม่เคยถูกคุกคามจากครอบครัว สังคม โรงเรียนหรือในที่สาธารณะใดๆเลย

ณ องค์กรที่ทำงานแห่งแรกนี้ ได้มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตมากมายหลายอย่างในการคุกคามความเป็นส่วนตัวจากเพื่อนร่วมงาน เมื่อสนิทสนมกันแล้วรู้จักกันแล้วเพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นรุ่นพี่ก็จะเริ่มคุกคามลวนลามด้วยวาจา ด้วยคำพูด ด้วยการกระทำ เช่น ถามว่า “เอ็งเอากันยังไง เป็นผู้หญิงนอนด้วยกันยังไง เอ็งทำยังไงกัน นี่นะถ้าเอ็งเจอของจริงเนี่ยเอ็งจะเปลี่ยนเอ็งจะติดใจ เอ็งจะกลับมาเป็นผู้หญิง ชอบผู้ชาย แฟนเองก็เหมือนกันถ้าได้เจอของจริงลองดูสักครั้งหนึ่งจะเปลี่ยนใจ จะติดใจว่าของจริงอ่ะมันไม่เหมือนของเทียมนะของผู้ชายนะของแท้ ไม่ใช่ของเทียม ไม่ใช้นิ้ว”……..แค่นั้นยังไม่พอเราโดนขอลูบเป้ากางเกง หรือบางครั้งก็ไม่ได้ขอแต่ว่าเอามือทำท่าทางในลักษณะของการขอลูกเป้ากางเกง “บอกว่าขอดูหน่อยซิของเอ็งใหญ่แค่ไหน” แทบจะทุกครั้งที่เจอกับเพื่อนร่วมงานกลุ่มนี้ ซึ่งเราเองขณะนั้นก็ไม่รู้ว่า นี่คือ “สิทธิ สิทธิบนเนื้อตัวร่างกาย สิทธิมนุษยชน” ที่เราสามารถปกป้องตัวเองได้ เราได้เดินถอยหนี เท่านั้นที่ทำได้  และมีอยู่วันหนึ่งที่เขาเหล่านี้ คิด วางแผนจะหลอกเราไปดื่ม กิน และจะข่มขื่นเรา โชคดีที่วันนั้นเราไปออกไปสังสรรกับพวกเขา ที่เรารู้เพราะว่าในคืนนั้นมีเพื่อนเราซึ่งเป็นกระเทยได้ไปเที่ยวกับกลุ่มผู้ชาย 3 คนนั้น เขาได้วางแผนมอมเหล้าเพื่อนกระเทยจนเมาแล้วก็เอาไปอาบอบนวดหมอนวด “ทำการขึ้นครู” เพื่อนกะเทย แต่เพื่อนกะเทยไม่ได้มีความรู้สึกชอบผู้หญิง จึงรอดตัว ตอนเช้าเพื่อนกะเทยมาเล่าให้ฟัง และบอกว่า “ดีแล้วที่ไก่ไม่ไป ถ้าไก่ไปไก่โดนพวกมันมอมเหล้าแล้วรุมข่มขืนแน่เพราะมันบอกว่ามันวางแผนไว้แล้วว่ามันจะให้ไอ้ไก่เจอสักครั้งจะได้เปลี่ยนเป็นผู้หญิงจะได้รู้รสชาติว่าของจริงมันเป็นยังไง”……เมื่อเราได้ฟังเรารู้สึกแย่มาก โกรธ เสียใจ ตกใจกลัวเกลียดคน 3 คนนั้น ณ วันนี้ ความรู้สึกนั้นก็ไม่ได้หายไป หายไปไหนคงอยู่ในใจตัวเองตลอดเวลา ในขณะเดียวกันก็เกิดความคิดว่า “สักคนหนึ่งฉันจะต้องมีเพื่อนฉันจะต้องทำงานเรื่องนี้ให้ได้ฉันจะต้องทำงาน เพื่อสิทธิให้ได้”…….หลังจากเหตุการณ์นั้นเราก็พยายามที่จะอยู่ห่างกับกลุ่มผู้ชาย 3 คนนี้ให้มากไม่สุงสิงไม่ไปเที่ยวด้วยไม่ไปดื่มกินด้วยตามปกติที่เคยเป็น จนกระทั่งเราได้ไปทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งใหม่ที่ต่างจังหวัด ซึ่งเป็นองค์กรของฝรั่ง เหตุการณ์การทำงานที่นี้เป็นปกติไม่มีการคุกคามใดๆ

เหตุการณ์ที่ 2 เราเคยถูกคุกคามด้วยวาจาคำขู่จากแม่ของอดีตแฟนว่า…… “ขอให้เลิกคบกับลูกสาวเขาเพราะนี่มันเป็นเรื่องผิดปกติผิดธรรมชาติ เป็นเรื่องของพวกโรคจิตวิตถาร ไม่เลิกฉันจะจัดการกับเธออย่างไรก็ได้ ฉันจะให้สามล้อข่มขืนเธอก็ได้ ฉันจะใช้คนยิงเธอทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้”……..ซึ่งยิ่งเพิ่มความเจ็บปวดความโกรธเกลียดความคับแค้นใจในตัวเราเป็นอย่างมากและเราคิดว่า…..”สักวันหนึ่งฉันจะต้องทำเรื่องนี้ให้ได้ฉันจะต้องทำเรื่องสิทธิคนรักเพศเดียวกันให้ได้…..ฉันจะทำเรื่องตัวเองให้ได้ฉันจะบอกโลกทั้งโลกว่ามันผิดด้วยหรือที่ฉันเป็นทอม” 

2 ครั้งยังไม่พอ ยังมีครั้งที่ 3 เมื่อเราสอบงานราชการ ติดลำดับที่ 1 ได้เรียกตัวเข้าบรรจุทำงานในฐานะลูกจ้างก่อน 2 ปีหลังจากนั้นจะถูกเลือกบรรจุเป็นข้าราชการประจำของกระทรวงฯ ในวันที่ไปรายงานตัวพบกับผู้บังคับบัญชาผู้บังคับบัญชาบอกว่า…… “ปกติผมรับผู้ชายนะแล้วก็ต้องจบมหาวิทยาลัยขอนแก่นด้วย”……ทำให้เรารู้สึกแย่มากๆกับคำพูดเหล่านี้นี่เรากำลังจะหนีเสือปะจระเข้อีกแล้วเหรอในเมื่อเราเพิ่งโดนเพื่อนร่วมงาน 3 คนวางแผนที่จะข่มขืนเราเพื่อเปลี่ยนให้เราเป็นผู้หญิงเรามาโดนหัวหน้างานใหม่บอกว่าปกติผมรับผู้ชายแล้วนี่เราเป็นทอมเราจะรอดพ้นไหมจากการจะถูกคุกคามถูกข่มขืนถูกลวนลามหรือวางแผนใดๆไหม จึงทำให้เราตัดสินใจไม่ทำงานที่นี่ลาออกทันทีตั้งแต่วันแรกที่เข้าไปรายงานตัวยิ่งเพิ่มความกดดันทำให้เราอยากทำงานเพื่อสิทธิของตัวเองมากยิ่งขึ้นและปรารถนาที่จะทำให้เร็วที่สุดให้ได้เจอเพื่อนเพื่อจะทำงานเพื่อตัวเองให้ได้เพราะเราเคยฝันเคยคิดไว้และเพื่อนๆได้ตั้งแต่ครั้งเรียนโรงเรียนมัธยมปลายแล้วว่าเมื่อครั้งที่มีการเลือกประธานนักเรียนบอกว่าเพื่อนๆเชียร์ว่าให้เป็นประธานทอมแห่งประเทศไทยไปเลยเราก็บอกว่าเรานี่แหละจะเป็นประธานทำคนแรกแห่งประเทศไทย

ความฝันของเราไม่เกินความจริงเมื่อมีวันนั้นมาถึงวันที่เราอยากมีเพื่อนอยากมีกลุ่มที่เป็นแบบเรา ปี 2536 เมื่อเราได้กลับมาทำงานองค์กรพัฒนาเอกชนที่สุรินทร์บ้านเกิด องค์กรได้รับนักศึกษาฝึกงานเข้ามาฝึกงานที่สำนักงานและได้รู้จักกับเราได้มีการทักทายขึ้นว่า…… “พี่อยากมีกลุ่มแบบพวกเราไหม”…..เรารีบตอบว่า….. “อยากมีอยากมีมากคิดและฝันมานานแล้ว”  ในความคิดของเราตอนนั้นรู้สึกดีใจมากที่เราจะมีเพื่อนตามที่เราจะปรารถนามานานแสนนานเขาคนนั้นก็คือชมพู่สุพิชชา เบาทิพย์ ผู้นำให้เราเข้าสู่  “กลุ่มอัญจารี” ซึ่งเป็นกลุ่มแรกที่ทำงานเกี่ยวกับสิทธิคนรักเพศเดียวกันและสิทธิหญิงรักหญิงโดยมีช่องทางการสื่อสารคือวารสารเล่มเล็ก “อัญจารีสาร” และมีช่องทางการสื่อสารด้วยการส่งจดหมายทางตู้ปณ.

กลุ่มอัญจารี มีพี่แตง อัญชนา สุวรรณานนท์ เป็น 1 ในผู้ก่อตั้ง อัญจารี ทำให้เราได้เรียนรู้ประสบการณ์จากเพื่อนๆ ได้เรียนรู้งานวิชาการสถานการณ์สังคมโลกจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่จัดทำโดยกลุ่มอัญชลีให้โอกาสในการเข้าร่วมงานเกือบจะทุกครั้งที่มีการจัดไม่ว่าจะเป็นการสัมมนา พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยน หรืองานวิชาการ งานด้านกฎหมาย งานแลกเปลี่ยนระดับประเทศระดับโลกต่างๆมานับตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมาเป็นปีที่เป็นการเริ่มต้นของการเป็นนักกิจกรรมความหลากหลายทางเพศซึ่งเป็นสิ่งที่เราปรารถนามาตั้งแต่แรกที่เราเจอกับการคุกคามจากเพื่อนร่วมงาน การข่มขู่จากแม่อดีตแฟน นี่คือก้าวแรกในชีวิตของการเป็นนักกิจกรรมความหลากหลายทางเพศ ซึ่งตอนนั้นเรายังคงมีนิยามตัวเองว่าเป็น “ทอม”

นอกจากนี้เราเคยได้พบหมอเพราะเคยเป็นรอบเดือน 15 วันติดต่อกันแล้วไม่หยุดได้เข้าไปพบหมอเจอหมอสูตินารีเวชเป็นผู้ชายโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เราเล่าอาการให้ฟังเสร็จ หมอทักเราว่า…… “บอกหมอมานะมีอะไรกับผู้หญิงหรือเปล่าถึงเป็นแบบนี้ อย่าโกหกหมอนะบอกมาตามตรงหมอเคยมีนักศึกษาฝึกงานมาฝึกงานกับหมอและเป็นแบบนี้บอกหมอตามตรงว่าเคยมีอะไรกับผู้หญิง” เราไม่ตอบ และหมอก็บอกให้เราขึ้นขาหยั่งเพื่อจะตรวจภายในแค่เราได้คำพูดว่าเคยมีอะไรกับผู้หญิงหรือเปล่าเราก็ไม่อยากจะหาหมออยู่แล้วเราจึงปฏิเสธการขึ้นขาหยั่ง และปฏิเสธการรักษาบอกหมอว่า…… “หมอจะสั่งยาอะไรหรือให้อะไรก็ได้หรือไม่อะไรก็ได้เราขอยุติการรักษาแค่นี้”……นี่คือครั้งแรกที่เราถูกคุกคามโดยคนที่เราคิดว่าจะเข้าใจคน คนที่ดูแลรักษาด้านสุขภาพ แต่กลับให้ตั้งคำถามทั้งที่เราจึงรู้สึกถูกคุกคามไม่ปลอดภัย เราจึงปฏิเสธการหาหมอสูตินารีเวช และไม่ยอมรับการตรวจมะเร็งปากมดลูกจนกระทั่งมีระบบ HPV มาถึงได้รับการตรวจด้วยตนเอง 

เบ้าที่หล่อหลอมให้เราสนใจสังคมและต้องการทำงานเปลี่ยนแปลงสังคม

เบ้าที่หล่อหลอมให้เราสนใจสังคมและต้องการทำงานเปลี่ยนแปลงสังคมนั้นเพราะเรามีพ่อเป็นไอดอลเป็นแบบอย่าง พ่อเป็นครูเป็นครูใหญ่นักพัฒนา เป็นผู้รู้เป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เป็นนักคิดนักเขียน เป็นนักดนตรีพื้นบ้าน นักแต่งโคลงกลอน บทร้อง บทละคร บทเพลง เนื้อหาทั้งเพลงภาษาไทย ภาษาเขมร ภาษากูย บนถนนการเมืองพ่อก็ไม่แพ้ใครพ่อยืนหยัดต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมทางสังคมหลังจากที่ถูกการปราบปรามอย่างหนักในสมัยของจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์เป็นนายกรัฐมนตรี พ่อรับราชการครูตำแหน่งครูใหญ่กำลังอยู่ในช่วงของการประเมินให้เป็นศึกษาธิการระหว่างนั้นพ่อถูกคำสั่งของทางราชการในการปราบปรามผู้มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์  พ่อคือ 1 ในกลุ่มเป้าหมายของทางราชการที่มีความคิดก้าวหน้าราชการถือว่าพ่อเป็นข้าราชการที่มีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ทางราชการได้มาค้นบ้านเพื่อค้นหาเอกสารสำคัญที่เกี่ยวข้องซึ่งจริงๆแล้วบ้านเรามีเพียงหนังสือของพ่อ เพราะพ่อมีห้องสมุด พ่อมีหนังสือค่อนข้างก้าวหน้า สารคดี หนังสืออ่านนอกตำราต่างๆมากมายที่เอาไว้อ่านเอง เอาไว้ให้ลูกหลานค้นคว้าหาอาหารนอกตำรา สำหรับการเมืองในระบบของพ่อ พ่อได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาจังหวัดสุรินทร์รุ่นแรกๆที่จัดให้มีการเลือกตั้งในวาระปี 2508-2511  เราจึงมีเลือดนักสู้อย่างพ่อ ได้เลือดนักการเมืองจากพ่อชอบอ่านหนังสือ ก็เพราะพ่อสอนให้อ่านหนังสือเหมือนพ่อ ชอบเขียนหนังสือเหมือนพ่อ มีความเป็นระเบียบส่วนตัวบางอย่างจากแม่ 

          ในช่วงที่เกิดสถานการณ์บ้านเมืองในยุค 14 ตุลาคม 2516 และ 16 ตุลาคม 2519 เรายังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาพี่ชายคนที่ 5 กำลังเรียนอยู่มหาวิทยาลัยศิลปากรคณะโบราณคดี เราทราบข่าวจากพ่อว่าพี่ได้เข้าร่วมขบวนการนิสิตนักศึกษาในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญในยุคนั้นเช่นกันและพ่อก็ได้ไปรับตัวพี่ชายกลับมาบ้าน เนื่องจากพี่ชายถูกยิงด้วยแก๊สน้ำตา เราก็ได้ฟังเรื่องราวที่พ่อกับพี่ชายเล่าให้ฟังก็เก็บเล็กเก็บน้อยตามประสาเด็กๆ แต่เรารู้ว่ามันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากและพี่ชายก็มีเพลงในยุคนั้นเรียกว่าเป็นเพลงใต้ดินของวงคาราวานของหงาคาราวานจำได้ว่าชื่อเพลงว่า “คนตีเหล็ก” เปิดให้ฟังทุกวันด้วยเทปคัตเซ็ท เราฟังจำเนื้อเพลงได้และก็อีกหลายๆเพลง เรารู้สึกซาบซึ้งกับบทเพลงเหล่านี้ดูฟังแล้วมีพลังยิ่งทำให้เราอยากทำงานเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมตั้งแต่บัดนั้นทั้งๆที่เรายังเป็นเด็กเล็กยังไม่รู้ภาษาอะไรมากนัก

Intersex คืออะไร อะไรคือ Intersex

Intersex คืออะไรเราเองไม่รู้  กับสภาพของสรีรร่างกายส่วนของอวัยวะข้างล่างที่เกิดขึ้นของเรา เราไม่กล้าบอกใครไม่กล้าพูดกับใครไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่พี่น้องในไส้ หรือญาติพี่น้อง ที่บ้านไม่มีใครเคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย นอกจากคู่ชีวิตที่รู้ว่าเรามีอะไรเกิดขึ้นเรา แต่เราก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร เราเก็บความลับนั้นไว้นานตั้งแต่อายุ 18 จนกระทั่งปี 2553  เราอายุ 46 ปีแล้วตัดสินใจคุยเรื่องนี้ในวงสนทนาหลังเลิกประชุมกับนุ่ม ชมพู่ นาดา เราได้บอกเล่าเรื่องความผิดปกติของอวัยวะส่วนล่างของเราและความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงที่เรากำลังจะมีความสัมพันธ์กับคู่ชีวิต เรารู้สึกเจ็บ เรารู้สึกปวดจนทนไม่ได้แล้ว ก็ไม่สามารถจะทำอะไรต่อได้ และเราก็ไม่รู้ว่าร่างกายเรานี้มีอะไรเกิดขึ้นมีลักษณะคล้ายลำลึงค์ มีลักษณะคล้ายถุงไข่สองข้าง เหมือนยังสร้างไม่เสร็จเพราะถุงไม่ติดกัน ไม่มีไข่ในถุง และมีขี้เปียกด้วย ซึ่งทุกคนนั่งฟังด้วยความตั้งใจ ไม่ตัดสินไม่ตีตรา ไม่คุกคาม ไม่มีความคิดเห็นใดๆ เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ทุกคนให้  ให้เกียรติเรา โอบอุ้มเรา  แต่ใจเราฟูมาก เราได้ปลดปล่อยความอัดอั่น อึดอัด ความในใจ ที่บอกใครไม่ได้ เราได้เจอพื้นที่ความปลอดภัย ที่เราได้พูดในสิ่งที่เราเก็บเป็นความลับมาเกือบตลอดชีวิต

และอีกครั้งสำคัญ ในปี 2557 เราได้พูดคุยเรื่องของสรีรร่างกายส่วนของอวัยวะข้างล่างที่เกิดขึ้นของเราอีกครั้งกับวาดดาวและเต๋าซึ่งทั้งสองก็เป็นพื้นที่ความปลอดภัยของเราอีกเช่นกันที่โอบรับ รับฟังไม่ตัดสิน ไม่ตีตรา ไม่คุกคามไม่ซักถาม ให้ความอบอุ่นให้ความปลอดภัย ให้พื้นที่อิสระให้เราได้พูดคุย  และในปีเดียวกันวาดดาวได้เข้าร่วมสัมมนาเรื่องความหลากหลายทางเพศที่ต่างประเทศ  วาดดาวได้พูดคุยกันกับเราทางออนไลน์และส่งภาพมาให้เลือกเป็นภาพโมเดลภาพสเก็ตของลักษณะอวัยวะที่แสดงถึงความเป็น Intersex ซึ่งมีมากมายนับเป็นมากกว่า 700 แบบเราก็เลือก เราเลือกและส่งกลับไปให้วาดดาวแชทกลับมาว่า……“พี่ไม่ต้องใจน่ะ พี่มีเพื่อนเพื่อนแบบนี้ ลักษณะเพศของพี่แบบนี้เขาเรียกว่า intersex พี่มีเพื่อนทั้งโลก”…… เราสุดแสนดีใจเหมือนปลดล็อคอะไรสักอย่างออกไปจากตัวเองเมื่อรู้ว่าเราไม่ใช่คนแปลกประหลาดอะไรสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติ เรามีเพื่อนอีกทั้งโลกที่เป็นแบบเรา เราดีใจมากๆ เรามีเพื่อนแล้วเรามีพื้นที่ปลอดภัยแล้ว เรามีที่ที่เราจะพูดคุยเรื่องเหล่านี้ได้อย่างปลอดภัยแล้ว เป็นความตื่นเต้นดีใจที่สุดๆ ในชีวิตเรารู้สึกโล่งเหมือนกับยกภูเขาออกจากอก ยกความมืดดำที่เราค้นหาคำตอบให้กับตัวเองมาตั้งแต่อายุ 18 ปีออกไปจากชีวิตเราพบทางสว่างอยู่ข้างหน้าเราพบหนทางของการมีเพื่อนรอบข้างที่พร้อมจะเดินทางไปด้วยกันแล้ว 

ปี 2558 วาดดาวและคณะทำงาน TEA GROUP ได้จัดงาน IDAHOT 2017 ภายใต้ทีม Family Rainbow วาดดาวให้โอกาสเราและพี่สาวเปิดตัวต่อหน้าเวทีว่าเราเป็นครอบครัวหลากหลายทางเพศ เรามีพี่สาวเป็นกะเทยและเราประกาศตัวว่าเราเป็นทอมและเป็น Intersex  ด้วยเป็นครั้งแรกต่อสาธารณะซึ่งเราเหมือนกับได้รับการปลดล็อคทั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตท่ามกลางเพื่อนพ้องน้องพี่นักกิจกรรมความหลากหลายทางเพศและผู้เข้าร่วมงานในวันนั้นมากมายรวมทั้งสื่อสารมวลชนหลายๆสื่อ สื่อหนังสือพิมพ์ บทความวิชาการ สื่อโทรทัศน์ ต่างก็ให้ความสนใจตามมาสัมภาษณ์ตามมาทำคลิปวีดีโอในอีกหลายช่องทาง แต่บางสื่อต้องการหลักฐานยืนยันว่าเรามีความเป็น Intersex จริง เราบอกว่าเราจะพบแพทย์ที่เข้าใจให้ความเคารพตัวตนของเรา และต้องเป็นหมอที่เข้าใจเรื่อง Intersex เท่านั้นที่จะมาทำการตรวจเรา แต่ก็หาหมอไม่เจอในปีนั้น

สิ่งที่สำคัญที่สุด ในปี 2568 นี้ มีองค์กร Thai Intersex Rights เกิดขึ้น ที่จะขับเคลื่อนสิทธิ Intersex และคลังข้อมูลเรื่อง Intersex ที่พร้อมแบ่งปันทุกคน เรามีเพื่อนร่วมทางแล้ว เราไม่โดดเดี่ยว เรามีพื้นที่ความปลอดภัย เรามีพลัง

ทอม ทรานส์ INTERSEX  คำนิยามที่เราใช้เรียกตัวเอง     

เรามีความเชื่อมั่นว่าการที่เราปฏิเสธเพศกำเนิดมาเป็นเพศที่เราต้องการเราต้องทำการบ้านกับตัวเองว่าเราพร้อมแล้วหรือที่จะเปิดเผยตัวตนของตัวเองว่าเราอยากจะใช้วิถีทางเพศอย่างไร วิถีชีวิตอย่างไร เรากล้าพอที่จะบอกพ่อแม่แล้วหรือยัง เรากล้าพอที่จะเปิดเผยตัวต่อสังคมแล้วหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นการบ้านที่ทำการบ้านทำยากมากเป็นสิ่งที่ยากที่สุดกับการก้าวเดินออกมาจากเพศกำเนิดที่สังคมกำหนด ยากกว่าทางด้านวิทยาศาสตร์เพราะมันเกี่ยวกับความมั่นคงทางด้านจิตใจความปลอดภัยในชีวิตข้างหน้าที่เราต้องเผชิญ หลังจากที่เราปฏิเสธเพศกำเนิดแล้วทำอย่างไรที่เราจะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง ทำอย่างไรให้พ่อแม่มีความสุข ไม่ถูกสังคมข้างนอกตีตรา แม่เคยเล่าให้ฟังว่ามีคนถามแม่ว่า ……….“ป้าคะป้าเลี้ยงลูกยังไงให้ลูกผู้หญิงเป็นผู้ชายให้ลูกผู้ชายเป็นผู้หญิง” แม่บอกแม่ตอบว่า …. “ไม่นะแม่ก็เลี้ยงลูกตามปกติลูกผู้ชายก็มีจู๋ ลูกผู้หญิงก็มีจิ๋ม” ซึ่งเราคิดว่าคำถามเหล่านี้กับคำตอบที่แม่ให้กับทุกคนไม่ได้เกิดเพียงครั้งเดียวแต่เกิดขึ้นหลายๆครั้งกับหลายๆคนแต่แม่ไม่บอกไม่เคยเล่าให้เราฟัง เราเข้าใจความรู้สึกของแม่มาก ในครอบครัวเราคนแรกที่รับเราได้คือพ่อ แม่คือคนสุดท้ายที่รับเราได้ ความที่แม่เป็นแม่ แม่ต้องใช้เวลายาวนานมากแค่ไหนเราไม่อาจรู้ได้กับความรู้สึกกับคำถามที่คนชอบถามแม่ ดังนั้นการปฏิเสธ และออกจากเพศกำเนิด เป็นเรื่องจากภายในที่ค่อนข้างยากมากและใช้เวลา ความกล้า เราจึงนิยามตัวเองว่าเราเป็น “ทอม ทรานส์ Intersex”

ตอบสนองในความใฝ่ฝันตั้งแต่เยาว์วัย เข้าสู่กระบวนการผ่าตัด

การผ่าตัดยืนยันเพศสิ่งที่ฝันมาทั้งชีวิต เรามีความฝันอยากจะ ทรานส์ ด้วยการผ่าตัดยืนยันเพศตั้งแต่เด็กๆที่เรามีความรู้สึกว่าเราไม่ใช่เด็กหญิงเราเป็นเด็กผู้ชาย เราชอบ เรามีความรักกับเพื่อนผู้หญิง แต่ความฝันเหล่านั้นมันแสนไกลสุดเอื้อมสำหรับคนๆหนึ่งที่อยู่ในชนบทห่างไกลจากความเจริญ ห่างไกลจากของกรุงเทพมหานคร เริ่มต้นจากไม่มีเอกสารข้อมูลข่าวสารให้เราได้ศึกษาเรียนรู้ ได้อ่านได้ทำความเข้าใจเลยว่าการผ่าตัดยืนยันเพศ ทำได้หรือไม่ มีทำที่ไหน ราคาเท่าไหร่ ทำแล้วจะปลอดภัยหรือไม่ ได้ผลอย่างไร ต้องดูแล เตรียมตัวก่อน และหลังการผ่าตัดอย่างไร ไม่เฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการผ่าตัดยืนยันเพศเท่านั้น แต่เอกสารต่างๆที่เกี่ยวกับองค์ความรู้เกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศไม่มีให้ศึกษา ค้นคว้า ในวิชาสุขศึกษาที่เรียนตั้งแต่ประถมจนกระทั่งมัธยมก็ไม่มีเรื่องของความหลากหลายทางเพศ มีอย่างเดียววิชาสุขศึกษาซึ่งเป็นสอนเรื่องระบบ 2 เพศเท่านั้นคือหญิงกับชายด้วยข้อจำกัดของเรื่ององค์ความรู้ต่างๆเหล่านี้เราก็ได้แต่ฝันแล้วก็ลืมไปบวกกับความไม่พร้อมต่างๆในชีวิตด้วยจึงไม่ได้ผ่าตัดในช่วงหนุ่มสาว

เมื่อก้าวสู่ความเป็นนักกิจกรรมความหลากหลายทางเพศจึงมีโอกาสได้เรียนรู้จากการแลกเปลี่ยนจากการอ่านข้อมูลข่าวสารจากสัมมนาต่างๆ จากเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างประเทศในประเทศ ต่างประเทศกับเพื่อนในประเทศและต่างประเทศต่างๆจึงได้รู้ว่าที่ประเทศไทยสามารถผ่าตัดยืนยันเพศได้ซึ่งในขณะนั้นมีที่กรุงเทพฯและราคาก็แพงกระบวนการและการผ่าตัดต้องเดินทางไปพบแพทย์ที่กรุงเทพมหานครหลายครั้งล้วนแล้วแต่มีค่าใช้จ่าย ในการเตรียมการผ่าตัดและค่าใช้จ่ายการผ่าตัดอยู่ในอัตราที่สูงมากเกินกว่ามนุษย์เงินเดือน NGOs แบบเราจะสามารถผ่าตัดได้เราจึงเว้นวรรคความปรารถนาอันนั้นมานานอีกหลายสิบปี

การผ่าตัดยืนยันเพศด้วยการผ่าตัดหน้าอกเอาหน้าอกออกสำหรับเรานั้นเราตัดสินใจเลือกผ่าตัดเอาเฉพาะหน้าอกออกเพราะหน้าอกคือสิ่งที่เห็นชัดเจนในความเป็นสรีระร่างกายเพราะเราเป็นคนมีหน้าอกใหญ่เราเป็นคนที่อวบอ้วนตัวเตี้ยตัวเล็กซึ่งผิดกว่าวัยเด็กๆ และเราเคยถูกล่วงละเมิดถูกคุกคามด้วยการถูกจับหน้าอกมาแล้วเราถึงมีความไม่อยากมีหน้าอกไม่ใช่การเกลียดหน้าอกตัวเอง “แต่เป็นความไม่อยากมีหน้าอก จะเป็นสุขอย่างยิ่ง” ส่วนข้างล่างหรืออวัยวะเพศนั้นเราสามารถอยู่กับเขาได้เขาอยู่กับเราได้เราพอใจที่จะมีเขาอยู่กับเราแบบนี้ เคยสอบถามกับคุณหมอท่านหนึ่งว่าเราอายุขนาดนี้แล้วตอนนั้นอายุประมาณ 55 ปีเราสามารถจะผ่าตัดเอาเฉพาะหน้าออกได้ไหม ซึ่งคุณหมอตอบว่าสามารถทำได้

 ต่อมาเรามีโอกาสได้ทำงานเป็นชุมชนหนึ่งของโครงการข้ามเพศมีสุขซึ่งทำเกี่ยวกับประเด็นสุขภาพของคนข้ามเพศ จากกระบวนการเรียนรู้เรื่องสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญของทุกคนและคนข้ามเพศ เราจึงเกิดความตระหนักถึงเรื่องความสุข สุขภาพจิตของตนเอง เราอยากมีความสุขสุดท้ายในบั้นปลายชีวิตที่เหลืออยู่ เราอยากให้กับตัวเองในสิ่งที่เราไม่เคยได้ให้ตัวเองเลย เราจึงตัดสินใจสู่กระบวนการผ่าตัดยืนยันเพศด้วยการผ่าตัดหน้าอก เริ่มกระบวนการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 เป็นต้นมาถึงกันยายน 2568 รวมระยะเวลา กว่า 3 ปี เราได้รับการเตรียมการผ่าตัด เตรียมเอกสาร ทั้งหมด 3 โรงพยาบาล คณะแพทย์ผู้ที่เกี่ยวข้องในการผ่าตัด มีหมอด้านสุขภาพจิต ศัลยกรรม ต่อมไร้ท่อ สูตินารี หมอผู้เชี่ยวชาญด้าน Intersex ได้รับการนัดหมายผ่าตัด 2 ครั้ง เวลาที่ใช้ในการพบแพทย์ 25 ครั้ง (คิดเป็นวันที่พบแพทย์ และทุกกระบวนการเป็นเวลาจำนวน 30 วัน)  แบ่งเป็น ตรวจประเมินโดยตรง 6 ครั้ง เป็นการประเมินออนไลน์ 2 ครั้งตรวจเลือด  4  ครั้ง (เตรียมผ่าตัด 2 ครั้ง ตรวจ Chromosome  1 ครั้ง ตรวจ Hormone และการทำงานของต่อมหมวกไต 1 ครั้ง) รับฟังผล Lab 4 ครั้ง รับการประเมินทางไกลด้านสุขภาพจิต 4 ครั้ง พบแพทย์เพื่อรับการชี้แจง 1 ครั้ง พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน intersex  2 ครั้ง (ตรวจ 1 ครั้ง ขอเวชระเบียน 1 ครั้ง) ขอใบส่งตัวโรงพยาบาลต้นสังกัด 2 ครั้ง                      ยื่นจดหมายถึงสำนักงานหลักประกันสุขภาพเพื่อยืนยันสิทธิ 1 ครั้ง (ประสานทางออนไลน์กับบุคลากร 2 คนนับครั้งไม่ถ้วน)           จากการเข้าสู่กระบวนการผ่าตัดและการเตรียมตัวผ่าตัดทำให้ได้พบกับปัญหาและอุปสรรคในการผ่าตัดยืนยันเพศ ของบุคคลผู้เป็น Intersex หลายเรื่อง ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าเราเองก็ไม่ได้รู้มาก่อนว่าบุคคลเป็น Intersex นั้นสามารถใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มาตรา 5 ในการผ่าตัดยืนยันเพศได้ เมื่อเราทราบสิทธิอันนี้จึงได้ดำเนินการเพื่อขอใช้สิทธิในการผ่าตัดยืนยันเพศโดยใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพสำหรับบุคคลผู้เป็น Intersex ซึ่งก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิดนัก  มีความเข้าใจว่าการผ่าตัดยืนยันเพศของบุคคล Intersex นั้นต้องผ่าตัดเลือกอวัยวะเพศอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้นส่วนของหน้าอกถือว่าเป็นการผ่าตัดเสริมความงามดังนั้นจึงต้องให้ความรู้เรื่อง Intersex กับแพทย์ พยาบาล สถานบริการด้านสาธารณสุขบุคลากรด้านสาธารณสุข หน่วยงานราชการ รัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไปอย่างต่อเนื่อง Intersex เป็นเรื่องของลักษณะทางสรีรวิทยา และทางกายภาพซึ่งต้องใช้วิทยาการทางการแพทย์ในการพิสูจน์เช่นลักษณะอวัยวะที่มองเห็นได้ภายนอกทั้งชัดเจนและไม่ชัดเจน ลักษณะอวัยวะภายในที่ต้องใช้วิทยาการทางการแพทย์ช่วยในการวินิจฉัยโครโมโซม ฮอร์โมน ต่อมเพศ

การเข้าสู่กระบวนการผ่าตัดยืนยันเพศได้พบปัญหาอุปสรรคดังนี้

  1. ระบบบริการการผ่าตัดยืนยันเพศมีเฉพาะโรงพยาบาลในเมืองใหญ่ๆและกรุงเทพฯเป็นส่วนใหญ่และมีค่าใช้จ่ายที่สูง
  2. บุคลากรทางด้านการแพทย์และการสาธารณสุขมีองค์ความรู้เกี่ยวกับ intersex ยังไม่เพียงพอ
  3. สิทธิสุขภาพเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษยชนแม้ประเทศไทยจะโชคดีที่มีบัตรหลักประกันสุขภาพหรือสิทธิบัตรทองรักษาได้โดยไม่ต้องชำระค่าใช้จ่าย แต่ในบุคคลที่เป็น Intersex นั้นแม้นจะมีข้อกำหนดตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพ.ศ. 2545 ระบุไว้ในมาตรา 5 ว่าบุคคล intersex สามารถผ่าตัดยืนยันเพศได้โดยใช้สิทธิในมาตรานี้ แต่ในกระบวนการใช้สิทธินั้นทำได้จริงหรือไม่พบว่า สามารถใช้สิทธิได้จริงในกรณีผ่าตัดเลือกเพศ แต่การเป็น Intersex มีลักษณะทางสรีรวิทยา และกายภาพที่มีความแตกต่างของแต่ละบุคคลนั้นมีมากมายที่เกี่ยวข้องกับความเป็น Intersex ที่สิทธินี้ยังไม่ครอบคลุม
  4. กระบวนการตรวจเพื่อยืนยันการเป็น Intersex มีหลายขั้นตอน ต้องตรวจหลายครั้ง ต้องใช้เวลา และมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูบุคลากรทางการแพทย์ที่เข้าใจ มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเรื่อง Intersex มีไม่เพียงพอ

CATEGORIES:

Tags:

Comments are closed