ในตอนที่แล้ว เราพูดถึงการเคารพผู้เข้ารับบริการ ที่เริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ อย่างการเรียกชื่อและสรรพนามที่ถูกต้อง แต่การเคารพศักดิ์ศรีของบุคคลคนหนึ่ง ไม่ได้หยุดอยู่แค่คำพูดและวิธีการสื่อสาร มันยังขยายไปถึงพื้นที่ส่วนตัวและร่างกายของคน ๆ นั้นด้วยเช่นกัน ตอนนี้เราจะมาพูดถึงสิทธิในความเป็นส่วนตัว และสิทธิที่จะกำหนดขอบเขตของตัวเองเมื่อต้องเข้ารับการรักษา
การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลมักเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งจากอาการเจ็บป่วย
ความกังวลต่อผลการรักษา และความจำเป็นที่ต้องไว้วางใจให้บุคลากรทางการแพทย์เข้ามาดูแลร่างกายของเรา
สำหรับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์แล้ว ความรู้สึกเปราะบางนี้อาจยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก
เมื่อการรักษาที่ควรเน้นไปที่อาการเจ็บป่วยกลับกลายเป็นพื้นที่ที่ต้องคอยตอบคำถามเกี่ยวกับร่างกาย
หรือต้องเผชิญกับความสนใจที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุผลทางการแพทย์จากความเจ็บป่วยในครั้งนั้นเลยสักนิด
ความอยากรู้อยากเห็นเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ และในทางการแพทย์
การเรียนรู้จากผู้รับบริการก็เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากร
แต่การเรียนรู้แบบนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม ก็ต่อเมื่ออยู่บนพื้นฐานของความเคารพ ความสมัครใจ
และการยินยอมของผู้ป่วยเท่านั้น
เมื่อได้รับคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษา
บางครั้งผู้เข้ารับบริการอาจถูกซักถามเกี่ยวกับประวัติ การรักษาในอดีต หรือรายละเอียดเกี่ยวกับร่างกาย และ/ หรือคุณลักษณะทางร่างกาย ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอาการที่มาพบแพทย์ในวันนั้นเลย
หากคุณไม่แน่ใจว่าคำถามเหล่านั้นจำเป็นต่อการวินิจฉัยหรือการรักษาจริงหรือไม่ คุณสามารถถามกลับได้อย่างสุภาพ เช่น “ข้อมูลนี้จำเป็นต่อการรักษาอาการของฉัน/ผมในวันนี้อย่างไรบ้างคะ/ครับ”
คำถามแบบนี้ไม่ได้เป็นการตั้งข้อสงสัยในความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์แต่อย่างใด แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายเข้าใจตรงกันว่า ข้อมูลไหนบ้างที่สำคัญต่อการดูแลรักษา และข้อมูลไหนบ้างที่อาจยังไม่มีความจำเป็นในตอนนั้น
การเรียนรู้ของบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ควรมาแลกกับสิทธิของผู้ป่วย
โรงพยาบาลหลายแห่ง เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติของนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาพยาบาล และผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพสาขาต่าง ๆ การเรียนรู้จากสถานการณ์จริงมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพของระบบสาธารณสุขอย่างปฏิเสธไม่ได้
แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ผู้ป่วยก็ยังมีสิทธิที่จะรู้ว่าใครอยู่ในห้องตรวจบ้าง แต่ละคนมีบทบาทอะไร และสามารถขอให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการรักษาเท่านั้นที่สามารถเข้าร่วมสังเกตการณ์ได้
การตัดสินใจแบบนี้ ไม่ใช่ การขัดขวางการเรียนการสอนแต่อย่างใด แต่คือการใช้สิทธิในความเป็นส่วนตัวและความสบายใจของตัวผู้รับบริการเอง ซึ่งถือ เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลรักษา ที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
การกำหนดขอบเขต คือการดูแลตัวเอง
หลายคนกังวลว่า การปฏิเสธคำขอบางอย่างอาจทำให้บุคลากรทางการแพทย์ไม่พอใจ หรืออาจส่งผลต่อการรักษาที่จะได้รับ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การบอกความต้องการของตัวเองอย่างสุภาพและชัดเจน คือส่วนหนึ่งของความร่วมมือระหว่างผู้เข้ารับบริการกับทีมรักษา คุณสามารถบอกความต้องการของตัวเองได้ เช่น ขอให้อธิบายเพิ่มเติมก่อนเริ่มตรวจร่างกาย ขอให้มีเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาอยู่ในห้อง ขอใช้เวลาในการตัดสินใจก่อนตอบรับคำขอบางอย่าง ขอให้ใช้ภาษาที่คุณเข้าใจและรู้สึกสบายใจ
การกำหนดขอบเขตเป็นการสร้างพื้นที่ที่ทำให้คุณมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตัวเองได้อย่างปลอดภัย
การรักษาที่ดีเริ่มจากความไว้วางใจ
ความไว้วางใจไม่ได้สร้างขึ้นหรืออิงจากความรู้ทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากการที่ผู้รับบริการรู้สึกว่าตัวเองได้รับการรับฟัง ได้รับข้อมูลเพียงพอ และได้รับการปฏิบัติด้วยความเคารพ
เมื่อบุคลากรทางการแพทย์อธิบายเหตุผลของการตรวจ มีการขอความยินยอมก่อนดำเนินการ และเคารพการตัดสินใจของผู้ป่วย สิ่งเหล่านี้ช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการรักษา และทำให้บุคคลนั้นกล้าที่จะสื่อสารข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเองมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ผู้รับบริการเองก็มีบทบาทในการสร้างความร่วมมือนี้ได้เช่นกัน ผ่านการพูดตรง ๆ เกี่ยวกับความต้องการ ความกังวล และขอบเขตที่ตัวเองรู้สึกสบายใจ
เพราะทุกคนมีสิทธิในความเป็นส่วนตัว
การเข้ารับการรักษาพยาบาลอาจทำให้เราต้องเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว หรือยอมรับการตรวจร่างกายในบางกรณี แต่นั่นไม่ได้แปลว่า ผู้เข้ารับบริการต้องยอมรับในทุกคำถาม ทุกการสังเกตการณ์ หรือทุกคำขอโดยไม่มีคำอธิบายหรือไม่สามารถปฏิเสธได้
ไม่ว่าคุณจะมีคุณลักษณะทางร่างกายแบบใด ทุกคนล้วนมีสิทธิในความเป็นส่วนตัว มีสิทธิกำหนดขอบเขตของตัวเอง และมีสิทธิได้รับการดูแลในสภาพแวดล้อมที่ให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรี ความปลอดภัย และความไว้วางใจ
เมื่อคุณรู้สึกปลอดภัยพอที่จะกำหนดขอบเขตของตัวเองได้ สิ่งที่ตามมาคือความไว้วางใจที่จะเล่าอาการและความกังวลของตัวเองอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น แต่ความไว้วางใจนั้นจะมีความหมาย ก็ต่อเมื่อสิ่งที่คุณพูดออกไปนั้น ได้รับการรับฟังและประเมินอย่างจริงจัง ไม่ใช่ถูกมองผ่านเลนส์ของ “ความแตกต่างทางร่างกาย” เพียงอย่างเดียว ตอนต่อไป เราจะพาไปดูว่า การประเมินอาการอย่างครอบคลุมรอบด้านสำหรับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ควรมีหน้าตาแบบไหน
หมายเหตุ ข้อมูลชุดนี้อ้างอิงและเรียบเรียงจับใจความสำคัญเพื่อสื่อสารให้เข้าใจอย่างง่าย จากคู่มือสิทธิผู้ป่วยขององค์กร interACT (สหรัฐอเมริกา) ซึ่งระบบบริการทางการแพทย์และกฎหมายคุ้มครองสิทธิอาจแตกต่างจากบริบทของประเทศไทย
อย่างไรก็ตาม THAi iNTERSEX RiGHTS นำเนื้อหานี้มาเผยแพร่ เพื่อเป็นแนวทางและกระบอกเสียงในการผลักดันมาตรฐานการรักษาพยาบาลที่โอบรับและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ในสังคมไทยต่อไป
เรียบเรียงเพื่อนำมาสื่อสาร/กราฟฟิก: ตุ้ย
บรรณาธิการ: พรีส
อ่านเอกสาร interACT ได้ ที่นี่