Chimera: แค่เป็นเรา ในแบบที่มี DNA มากกว่า 1 ชุด
ครั้งหนึ่ง วิชาชีววิทยาเคยบอกเราว่า เราทุกคนต่างมี DNA จำนวน 1 ชุด ประกอบไปด้วย 2 สายที่มาจากพ่อและแม่ ซึ่งภายใน DNA จะมีโครโมโซมที่จัดเรียงกันทั้งหมด 23 คู่ หรือ 46 แท่งโครโมโซม
แต่ข้อค้นพบที่ว่านี้ อาจไม่ใช่ความจริงอันจีรังสำหรับทุกคนเสมอไป เมื่อแพทย์ค้นพบว่า มีโอกาสที่มนุษย์คนหนึ่งอาจมีคุณลักษณะทางร่างกายที่ปรากฏ DNA มากกว่า 1 ชุด
อ้างอิง The New York Times เมื่อปี 2019 ถึงเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ชื่อ คริส ลอง (Chris Long) เขาเคยผ่านการทำหมันผู้ชาย ก่อนจะตรวจพบว่า ตัวเองป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเวลาต่อมา และจำเป็นจะต้องได้รับการผ่าตัดปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งเขาก็ได้รับบริจาคไขกระดูก และผ่าตัดปลูกถ่ายไขกระดูกสำเร็จ
ต่อมา เขาได้เข้ารับการทดลองกับห้องปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ สำนักงานเขตวาชู เมืองรีโน รัฐเนวาดา สหรัฐอเมริกา เพื่อตรวจ DNA จากน้ำอสุจิ (Semen) ซึ่งมีส่วนประกอบหลักเป็นเซลล์เม็ดเลือดขาว (ซึ่งเป็นที่อยู่ของ DNA) และเซลล์อสุจิ (ในกรณีของ คริส ลอง ไม่มีส่วนนี้ เพราะทำหมันไปแล้ว) ก่อนจะพบกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับร่างกายของเขาเองว่า DNA ที่ปรากฏขึ้นหลังการตรวจไม่ใช่ของเขา แต่เป็น DNA เจ้าของไขกระดูกที่ได้บริจาคให้เขา
นอกจากนี้ หลังจากปลูกถ่ายไขกระดูกไปแล้ว 3 เดือน DNA ในเลือดของเขาถูกแทนที่ด้วย DNA ของผู้บริจาคทั้งหมด และเมื่อเวลาผ่านไป 4 ปี เซลล์บางส่วน เช่น ในริมฝีปากและกระพุ้งแก้ม มี ทั้ง DNA ของเขาเองและของผู้บริจาค ขณะที่บางส่วนของร่างกาย เช่น เส้นผม ยังเป็น DNA ดั้งเดิมของเขาอยู่ แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดออกมา แต่ผู้เชี่ยวชาญได้ให้ความคิดเห็นตรงกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเกี่ยวข้องกับ “เม็ดเลือดขาว” ที่มาจากการผ่าตัดปลูกถ่ายไขกระดูก
แม้คุณลักษณะทางร่างกายแบบ ไคมีรา (Chimera Syndrome) ที่เราหยิบยกนี้จะมาจากการผ่าตัดปลูกถ่ายไขกระดูก แต่ในบางกรณีพบได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่มของการตั้งครรภ์ จากการที่ตัวอ่อน 2 ตัวรวมกันและพัฒนาขึ้นมาเป็นมนุษย์เพียงคนเดียว (tetragametic chimera) ส่งผลให้อวัยวะบนร่างกายแต่ละส่วนปรากฏเป็น DNA ชุดที่ต่างกัน และนี่ข้อค้นพบที่ทำให้เราเห็นว่า ร่างกายมนุษย์เต็มไปด้วยความหลากหลายที่รอการค้นพบ และความหลากหลายทั้งหมดนั้นคือความปกติของมนุษย์
แต่คำถามที่สำคัญคือ แล้วบุคคลที่มีคุณลักษณะร่างกายแบบนี้จะมีวิธีการดูแลตัวเองยังไง เมื่อมี 2 DNA?
1. ต้อง “รู้แผนที่ DNA ของตัวเอง” (Personalized Mapping)
เนื่องจาก ร่างกายแต่ละส่วนอาจมี DNA ที่กำกับการทำงานคนละชุด เช่น เลือด และผิวหนัง เป็น DNA ชุดหนึ่ง แต่อวัยวะสืบพันธุ์ และเซลล์สืบพันธุ์ เป็น DNA อีกชุดหนึ่ง
ดังนั้น ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการตรวจ DNA และทำแผนที่ DNA ตามตำแหน่งร่างกายของตัวเอง
2. การตรวจโรคต้อง “ระวังผลตรวจที่ผิดพลาด”
เนื่องจาก คนทั่วไปอาจตามหาโรคทางพันธุกรรมได้จากการตรวจ DNA แต่สำหรับคนที่มีคุณลักษณะทางร่างกายแบบไคมีรา การตรวจเลือดตำแหน่งอื่นของร่างกาย อาจไม่ได้คำตอบเดียวกันกับ DNA ตำแหน่งเดียวกับอวัยวะที่ป่วยจริงๆ ดังนั้นคนที่มีคุณลักษณะแบบไคมีรา จำเป็นจะต้องแจ้งแพทย์เกี่ยวกับคุณลักษณะทางร่างกายของตัวเอง และควรตรวจหาโรคจากหลายแหล่ง เพื่อยืนยันอาการป่วย
3. ต้องจับตาระบบภูมิคุ้มกัน (Immune System)
เพราะคุณลักษณะทางร่างกายแบบไคมีรา มีเซลล์ต่างพันธุกรรมอยู่ร่วมกัน บางคนจึงอาจมีอาการ “ภาวะภูมิคุ้มกันสับสน” (Autoimmune-Like) สิ่งที่ควรต้องทำคือ การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ และสังเกตภาวะร่างกายตัวเอง เช่น อาการอักเสบเรื้อรัง เหนื่อยผิดปกติ ผื่น เพราะอาจมีที่มาจาก ภาวะภูมิคุ้มกันสับสน
4. การวางแผนมีลูก (Reproductive Health)
ร่างกายแบบไคมีรา มี 2 รูปแบบ หากเป็นไคมีราตั้งแต่แรกเกิด เป็นไปได้ที่จะพบว่า เซลล์สืบพันธุ์ (ไข่/อสุจิ) อาจมี DNA คนละชุดกับ DNA ที่ปรากฏในเลือดหรือผิวหนัง ขณะที่ หากเป็นไคมีราจากการปลูกถ่ายไขกระดูก เมื่อระยะเวลาผ่านไป เซลล์ส่วนใหญ่ทั้งร่างกายอาจถูกแทนที่ด้วยเม็ดเลือดขาวและ DNA จากผู้บริจาคไขกระดูก และเหลือเพียง DNA ส่วนของผมหรือเล็บเท่านั้นที่เป็น DNA เจ้าของร่างกาย ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบ ล้วนแต่ส่งผลต่อการมีบุตร เพราะ DNA ของลูกไม่สอดคล้องกับ DNA ที่ตรวจได้จากเลือดของพ่อแม่ ดังนั้น บุคคลที่มีคุณลักษณะร่างกายแบบไคมีรา จำเป็นจะต้องเข้ารับปรึกษา genetic counselor กับแพทย์ก่อนมีลูก
5. การใช้ยาและการรักษา
โดยปกติ คนส่วนใหญ่ตอบสนองต่อยาในรูปแบบปกติ แต่สำหรับคนที่มีคุณลักษณะทางร่างกายแบบไคมีรา DNA แต่ละตำแหน่งร่างกายที่ต่างกัน อาจหมายถึง เมตาบอริซึ่มที่ต่างกันเล็กน้อย ซึ่งอาจส่งผลกับอาการดื้อยา หรือแพ้ยา
ดังนั้น หากพบอาการแพ้ยา จึงควรต้องแจ้งแพทย์ให้ทราบ เพื่อปรับแผนการรักษาที่เหมาะสมกับร่างกายแบบไคมีรา
แม้ว่าบุคคลที่มีคุณลักษณะร่างกายแบบไคมีราจะต้องมีกระบวนการในการดูแลร่างกายตัวเองในรูปแบบที่แตกต่างออกไป
แต่ Thai intersex Rights ยืนยันว่า ทุกคุณลักษณะทางร่างกายนั้นคือความหลากหลายที่สามารถเกิดขึ้นได้
และใช้ชีวิตได้อย่างปกติ และสามารถใช้ชีวิตร่วมกับทุกคนได้
ขอเพียงแค่คนรอบตัวเข้าใจและเคารพในคุณลักษณะทางร่างกายของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์
บทความ: อัส
บรรณาธิการ: พรีส