โทมัส/โทมัสซิน ฮอลล์ (Thomas(ine) Hall )
อินเตอร์เซ็กซ์ที่ประกาศตนเป็นทั้งชายและหญิงในศตวรรษที่ 17
สิทธิพิเศษ หรือสิทธิ์ปกติที่มนุษย์พึงมี ที่จะแสดงออกตามตัวตน
กฎหมายเป็นเครื่องมือในการจำกัดอิสรภาพ หรือกฎหมายเป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้เพื่อแสดงถึงเสรีภาพของตน ?
ลองจินตนาการถึงโลกในศตวรรษที่ 17 โลกที่เต็มไปด้วยสงคราม ความยากลำบาก และกฎเกณฑ์ทางเพศที่เข้มงวดอย่างยิ่ง ในโลกแบบนั้น มีคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตไม่เหมือนใคร และกล้าท้าทายกรอบ “ชาย–หญิง” อย่างเปิดเผย
เรื่องราวของ โทมัส/โทมัสซิน ฮอลล์ เริ่มต้นขึ้นราวปี ค.ศ. 1603 ใกล้เมืองนิวคาสเซิลอะพอนไทน์ ประเทศอังกฤษ เด็กคนนี้ได้รับศีลล้างบาปในชื่อ “โทมัสซิน” และถูกเลี้ยงดูมาในฐานะเด็กหญิง ใช้ชีวิตเรียนรู้งานบ้าน งานเย็บปัก ทำอาหาร และดูแลครัวเรือน ทักษะที่สังคมในเวลานั้นคาดหวังจาก “ผู้หญิง”
แต่เมื่อเติบโตขึ้น ชีวิตของฮอลล์กลับไม่ได้เดินไปตามเส้นทางเดียว
ในปี ค.ศ. 1625 ฮอลล์ตัดสินใจ “เป็นผู้ชาย” โดยตัดผมของตนเอง เปลี่ยนเครื่องแต่งกาย และเข้าร่วมกองทัพอังกฤษในฐานะ “โทมัส ฮอลล์” ฮอลล์ออกไปรบ ทั้งที่เมืองกาดิซในสเปน และที่ชายฝั่งฝรั่งเศส แม้การรบจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ แต่ฮอลล์ก็รอดชีวิตกลับมา
หลังจากนั้น ฮอลล์กลับมาใช้ชีวิตเป็นผู้หญิงอีกครั้ง ทำงานถักลูกไม้และเย็บผ้าในเมืองพลีมัธ
ชีวิตของ ฮอลล์ สามารถเคลื่อนไปมาระหว่างสองโลกได้ ใช่ โลกของ “ผู้ชาย” และ “ผู้หญิง”
แล้วในปี ค.ศ. 1628 ฮอลล์ก็ตัดสินใจครั้งใหญ่ เดินทางข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกไปยังอาณานิคมเวอร์จิเนีย คราวนี้ในฐานะผู้ชายอีกครั้ง
แต่เมื่อไปถึงที่นั่น ฮอลล์กลับเปลี่ยนมาใช้ชีวิต เป็นผู้หญิงอีกครั้ง และทำงานเป็นแรงงานผูกสัญญา (indentured servant) ในบ้านของผู้ตั้งถิ่นฐาน การตัดสินใจนี้อาจไม่ใช่แค่เรื่องอัตลักษณ์ แต่เกี่ยวข้องกับการเอาตัวรอด เพราะงานบ้านเบากว่างานในไร่ยาสูบ และในเวอร์จิเนียขณะนั้น ผู้หญิงมีจำนวนน้อยมาก และในสังคมที่ผู้ชายมีจำนวนมาก ผู้หญิงยังถูกมองหาในฐานะ “คู่ครองทางเพศ”
พยานคนหนึ่งสัญชาติอังกฤษ บอกว่า “ฮอลล์เคยกล่าวว่าเธอแต่งกายเป็นผู้หญิง “เพื่อหาอะไรให้แมวของฉันกิน” ซึ่งนักประวัติศาสตร์บางคนตีความว่าเป็นการเปรียบเปรยถึงกิจกรรมทางเพศ ( มีบันทึกการเล่าเรื่องนี้แบบมุขปาฐะ / เช่น พยานเล่าว่าเจ้าตัวพูดว่า
อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตที่ “ข้ามไปมา” ระหว่างเพศ กลับทำให้ฮอลล์กลายเป็นเป้าสายตาของชุมชน
ผู้คนเริ่มตั้งคำถาม
ฮอลล์เป็นใครกันแน่?
เป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง?
คำถามนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่คำพูด แต่นำไปสู่การกระทำที่รุนแรง ถูกตรวจสอบอวัยวะเพศทั้งยามหลับ(แอบตรวจ)และยามตื่น (ใช้กำลังบังคับ) อย่างน้อยที่มีบันทึกไว้คือ 4 ครั้ง
ฮอลล์กลายเป็นที่สนใจของคนในชุมชน โดยเฉพาะผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ได้แก่ Dorothy Rodes, Barbara Hall และ Alice Long
วันหนึ่ง ผู้หญิงเหล่านี้เผชิญหน้ากับฮอลล์และเรียกร้องให้เพื่อจะพิสูจน์ว่า ฮอลล์เป็น ชายหรือหญิง พวกเธออ้างสิทธิในการตรวจร่างกาย เพราะศาลอังกฤษอนุญาตให้ผู้หญิงตรวจร่างกายผู้หญิงด้วยกันเพื่อใช้เป็นหลักฐานในคดี เพื่อนบ้านพากันตรวจร่างกายของฮอลล์หลายครั้ง โดยไม่ได้รับความยินยอม เพื่อพยายาม “พิสูจน์” ว่าเพศที่แท้จริงคืออะไร บางครั้งถึงขั้นใช้กำลังจับตัวกดลงเพื่อตรวจสอบอวัยวะเพศ
ท่ามกลางความสับสนและการคุกคามนี้
ฮอลล์ตอบคำถาม ว่า
“ข้าพเจ้าเป็นทั้งผู้ชายและผู้หญิง” (Both man and woman)
คำตอบนี้ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งจบลง กลับยิ่งทำให้ชุมชนสับสนมากขึ้น บางคนยืนยันว่าฮอลล์เป็นผู้หญิง บางคนบอกว่าเป็นผู้ชาย และบางคนก็ไม่สามารถตัดสินได้เลย
ท้ายที่สุด เรื่องนี้ไปถึงศาลสูงของอาณานิคมที่เจมส์ทาวน์
.
วันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 1629 ศาลได้พิจารณาคดีของฮอลล์ โดยอาศัยคำให้การจากผู้เกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ศาลไม่ได้พยายาม “บังคับให้เลือก” เพศใดเพศหนึ่งเหมือนที่กฎหมายยุโรปมักทำ
ศาลตัดสินว่า
ฮอลล์เป็น “ทั้งชายและหญิง” จริง โดยไม่ตรวจสอบอวัยวะของฮอลล์ซ้ำ
แต่การยอมรับนี้ก็มาพร้อมเงื่อนไข
ฮอลล์ต้องแต่งกายเป็นผู้ชาย
แต่ต้องสวมผ้าคลุมศีรษะและผ้ากันเปื้อนแบบผู้หญิง
ราวกับว่าร่างกายและตัวตนของฮอลล์ต้องถูก “แสดง” ให้สังคมเห็นตลอดเวลา [ ถูกบังคับให้เปิดเผยตัวตน ]
คำตัดสินนี้ดูเหมือนจะเปิดพื้นที่ให้กับความหลากหลาย แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็ทำให้ฮอลล์กลายเป็น “คนนอก” อย่างชัดเจน ถูกมอง ถูกจับจ้อง และถูกกำหนดจากอำนาจของสังคม
หลังจากวันนั้น
ชื่อของโทมัส/โทมัสซิน ฮอลล์ ก็หายไปจากบันทึกทางประวัติศาสตร์
ไม่มีใครรู้ว่าชีวิตของ “เขา/เธอ” เดินต่อไปอย่างไร
แต่เรื่องราวที่หลงเหลืออยู่ ได้บอกเราบางอย่างที่สำคัญมาก
แม้ในยุคที่กฎเกณฑ์ทางเพศเข้มงวดที่สุด ก็ยังมีคนที่ใช้ชีวิตอยู่นอกกรอบนั้น
โทมัส/โทมัสซิน ฮอลล์ ไม่ได้เป็นเพียงบุคคลในอดีต
แต่เป็นหลักฐานว่า
คนอินเตอร์เซ็กซ์ และผู้ที่ไม่สอดคล้องตามกรอบเพศมีตัวตนอยู่ในประวัติศาสตร์มาโดยตลอด
#กฎหมาย#มุมกฎหมาย เพื่อเข้าใจบริบทในยุคสมัยนั้น
.
คดีความที่โด่งดัง (ปี 1629)ในเวอร์จิเนีย พฤติกรรมการสลับไปมาระหว่างการแต่งกายเป็นชายและหญิงของ Hall สร้างความสงสัยให้กับคนในชุมชน จนนำไปสู่การตรวจสอบร่างกายหลายครั้งโดยกลุ่มสตรีและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น
• การตรวจสอบ: การตรวจสอบร่างกายให้ผลที่กำกวม (Indeterminate) เนื่องจากเขามีลักษณะทางกายภาพที่แสดงออกถึงทั้งสองเพศ
• คำให้การ: เมื่อถูกสอบสวนในศาล Hall ยืนยันด้วยตัวเองว่าเขาคือ “ทั้งชายและหญิง” (Both man and woman)
• คำตัดสินของศาล: ศาลเมืองเจมส์ทาวน์ (Jamestown Court) ภายใต้การนำของผู้ว่าการ John Pott ได้มีคำตัดสินที่แปลกประหลาดที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ แทนที่จะบังคับให้เลือกเพศใดเพศหนึ่ง ศาลกลับตัดสินว่า Hall มี “ธรรมชาติสองอย่าง” (Dual nature)
* บทลงโทษ/มาตรการ: เพื่อระบุตัวตนของเขาต่อสาธารณะ ศาลสั่งให้ Hall ต้องแต่งกายด้วย “เสื้อผ้าแบบผสม” คือให้สวมกางเกงแบบผู้ชาย แต่ต้องสวมหมวกและผ้ากันเปื้อนแบบผู้หญิงทับไว้ เพื่อให้ชาวเมืองตระหนักถึงสถานะทางเพศที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา
ความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์
เรื่องราวของ Thomas(ine) Hall สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของสังคมยุคก่อนที่พยายามจะจัดการกับความซับซ้อนของเพศสภาพผ่านระบบกฎหมาย และถือเป็นหนึ่งในบันทึกทางประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดเกี่ยวกับบุคคลที่ไม่สอดคล้องกับระบบสองเพศ (Gender Non-conforming) ในอเมริกา
ในศตวรรษที่ 17 (ยุคอาณานิคม) กฎหมายและจารีตประเพณีเรื่องการแต่งกายมีความเข้มงวดมาก โดย Thomas(ine) Hall มีชีวิตอยู่ในช่วงที่สังคมไม่ได้มองว่าเสื้อผ้าเป็นเพียงเรื่องของความสวยงาม แต่เป็น “เครื่องหมายระบุสถานะ” ทางสังคมและเพศสภาพอย่างชัดเจน
เหตุผลที่ไม่สามารถเลือกใส่ชุดได้ตามใจชอบ มีปัจจัยหลักดังนี้
1. กฎหมายควบคุมความฟุ่มเฟือย (Sumptuary Laws)
ในอังกฤษและอาณานิคม มีการใช้กฎหมายที่เรียกว่า Sumptuary Laws เพื่อควบคุมว่าใครสามารถสวมใส่เสื้อผ้าแบบไหน ผ้าชนิดใด หรือสีอะไร โดยแบ่งตาม “ลำดับชั้นทางสังคม” และ “เพศ”
• เป้าหมาย: เพื่อให้ทุกคนที่มองเห็นสามารถระบุได้ทันทีว่าบุคคลนั้นมีฐานะอะไร และมีหน้าที่อะไรในสังคม
• การฝ่าฝืน: การแต่งกายข้ามเพศ (Cross-dressing) ถือเป็นการหลอกลวงสังคมและเป็นการละเมิด “ระเบียบที่พระเจ้าสร้างขึ้น” (Divine Order)
2. โครงสร้างทางแรงงานและกฎหมาย (Legal & Economic Division)
ในยุคนั้น สิทธิและหน้าที่ของบุคคลถูกกำหนดโดยเพศอย่างเบ็ดเสร็จ:
• งาน: ผู้ชายทำงานในไร่ยาสูบหรือเป็นทหาร ส่วนผู้หญิงทำงานบ้าน เย็บปักถักร้อย หรือทำสวนครัว
• สิทธิ: ผู้ชายมีสิทธิในทรัพย์สินและกระบวนการทางกฎหมายมากกว่าผู้หญิง การที่ Hall สลับชุดไปมาจึงสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบการจ้างงาน (ในฐานะแรงงานขัดหนี้) เพราะเจ้านายไม่รู้จะมอบหมายงานหรือคิดค่าจ้างในฐานะเพศใด
3. การแต่งกายคือ “ความจริง” ของสังคม
คนในศตวรรษที่ 17 เชื่อว่ารูปลักษณ์ภายนอกต้องสะท้อน “ความจริงภายใน” เมื่อ Hall ยืนยันว่าตนเองเป็นทั้งสองเพศ แต่เลือกแต่งกายเป็นชายบ้างหญิงบ้าง ชุมชนจึงมองว่าเขาเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อย ศาลจึงสั่งให้เขาแต่งกายแบบ “ผสม” เพื่อให้คนอื่นไม่เกิดความสับสนหรือ “ถูกหลอก” (Deceived) เมื่อต้องปฏิสัมพันธ์ด้วย
คำว่า #Indeterminate ในบริบทของคดี Thomas(ine) Hall เมื่อปี 1629 มีความหมายที่คาบเกี่ยวกันระหว่าง “การวินิจฉัยทางการแพทย์ (ในยุคนั้น)” และ “สถานะทางกฎหมาย” ซึ่งมีความน่าสนใจดังนี้:
1. ความหมายในเชิงกายภาพ (Physical Ambiguity)
ในยุคศตวรรษที่ 17 ความรู้เรื่องสรีรวิทยาและพันธุศาสตร์ยังไม่ก้าวหน้าเหมือนปัจจุบัน เมื่อชาวบ้านหรือเจ้าหน้าที่ทำการ “ตรวจค้นร่างกาย” (Physical examination) ของ Hall แล้วระบุว่าผลออกมาเป็น Indeterminate หมายความว่า:
• ไม่สามารถจำแนกได้ชัดเจน: ลักษณะอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกที่ปรากฏ ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นชาย (Male) หรือหญิง (Female) ตามนิยามปกติในขณะนั้น
• ความกำกวม: ในบันทึกของศาลระบุว่า การตรวจแต่ละครั้งให้ผลไม่ตรงกัน บางกลุ่มบอกว่าเป็นชาย บางกลุ่มบอกว่าเป็นหญิง ทำให้ผลสรุปสุดท้ายในทางปฏิบัติคือ “ไม่ชัดเจน”
2. สถานะ “กะเทย” ในมุมมองยุคเก่า (Hermaphroditic status)
แม้คำว่า Intersex จะเป็นคำสมัยใหม่ แต่ในสมัยนั้นหากใครมีลักษณะที่ Indeterminate พวกเขาจะถูกเรียกว่า “Hermaphrodite”
* ตามหลักกฎหมายคอมมอนลอว์ (Common Law) ของอังกฤษในสมัยนั้น (อ้างอิงจากตำราของ Sir Edward Coke) บุคคลที่เป็น Hermaphrodite จะถูกจัดประเภทตาม “เพศที่เด่นชัดกว่า” (The sex which prevails)
• แต่ในกรณีของ Hall ผลการตรวจมันก้ำกึ่งมากจนศาลไม่สามารถตัดสินได้ว่าเพศไหน “เด่นชัดกว่า” (Prevails) คำว่า Indeterminate จึงถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายสภาวะที่กฎหมายหาทางลงให้ไม่ได้
3. ผลกระทบทางกฎหมาย (Legal Limbo)
เมื่อสถานะทางเพศเป็น Indeterminate มันสร้างปัญหาใหญ่ให้กับสังคมอาณานิคม เพราะ:
• ถูกมองว่า ผิดธรรมชาติ: สังคมยุคนั้นเชื่อในระบบสองเพศที่พระเจ้าสร้างขึ้น (Binary) สิ่งที่ระบุไม่ได้จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องประหลาดหรือผิดปกติ
• การบังคับใช้กฎหมาย: กฎหมายสมัยนั้นแยกสิทธิและหน้าที่ตามเพศ (เช่น การเกณฑ์ทหาร, การทำสัญญารับใช้) เมื่อเพศของ Hall “ระบุไม่ได้” ศาลจึงต้องคิดค้นวิธีควบคุมใหม่ ซึ่งก็คือการสั่งให้แต่งกายแบบผสมนั่นเอง
Indeterminate ในสมัยนั้นหมายถึงการที่ร่างกายและอัตลักษณ์ของ Hall “ลื่นไหลและก้ำกึ่ง” จนระบบกฎหมายและบรรทัดฐานสังคมในยุคนั้นไม่สามารถนำเขาไปใส่ไว้ใน “กล่อง” ของเพศชายหรือเพศหญิงเพียงอย่างเดียวได้
ถ้าเปรียบเทียบกับ คนที่แต่งกายข้ามเพศ โดยไม่ได้เป็น คนอินเตอร์เซ็กซ์ จะมีบทลงโทษใน ศตวรรษที่ 17 อย่างไร ? #คนข้ามเพศ
หากบุคคลนั้น “ไม่ได้เป็นอินเตอร์เซ็กซ์” ( #Endosex ) แต่เจตนาแต่งกายข้ามเพศ (Cross-dressing) ในศตวรรษที่ 17 บทลงโทษจะมีความรุนแรงและมุ่งเน้นไปที่การ “ดัดสันดาน” และ “กอบกู้ศีลธรรม” มากกว่ากรณีของ Thomas(ine) Hall
เนื่องจากสังคมมองว่าเป็นการ “จงใจหลอกลวง” (Fraud) และการ “ลบหลู่กฎระเบียบของพระเจ้า” บทลงโทษมักจะประกอบด้วย:
1. การประจานต่อสาธารณะ (Public Humiliation) คือบทลงโทษพื้นฐานที่นิยมที่สุด เพื่อให้ผู้กระทำผิดเกิดความอับอายและไม่กล้าทำอีก
• The Stocks or Pillory: การถูกจองจำในเครื่องไม้ประจานที่จัตุรัสกลางเมือง ให้ชาวบ้านมาด่าทอหรือขว้างปาสิ่งของใส่
• Public Confession: บังคับให้ยืนสารภาพบาปในโบสถ์ต่อหน้าชุมชนในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นบทลงโทษทางสังคมที่รุนแรงมากในยุคนั้น
2. การลงโทษทางกาย (Corporal Punishment)
• The Whipping Post: การถูกเฆี่ยนตีในที่สาธารณะ (Public Whipping) จำนวนครั้งขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลและความรุนแรงของพฤติกรรม
• Banishment: ในบางกรณีที่มองว่าเป็นภัยคุกคามต่อศีลธรรมของชุมชนอย่างร้ายแรง อาจถูกสั่ง “เนรเทศ” ออกจากอาณานิคม
3. มุมมองทางกฎหมาย: ความแตกต่างจากกรณี อินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex)
• กรณีทั่วไป: ศาลมองว่าเป็น “อาชญากรรมทางศีลธรรม” (Moral Crime) เป้าหมายคือการบังคับให้กลับไปแต่งกายตามเพศกำเนิด
• กรณี Thomas(ine) Hall: ศาลมองว่าเป็น “ความสับสนทางธรรมชาติ” (Confusion of Nature) จึงไม่ได้เฆี่ยนตีแต่ใช้วิธี “ระบุตัวตน” แทน เพื่อให้สังคมรู้เท่าทันสภาวะของเขา #บังคับ ให้เปิดเผยคุณลักษณะทางเพศ , เพศสรีระ ต่อผู้อื่น ผ่านการแต่งกาย
#nonbinary#intersex#ThaiintersexRights
See less