ทฤษฎีการเลี้ยงดูตามเพศสภาพ: จุดเริ่มต้นความปวดของร่างกายอินเตอร์เซ็กซ์

บทความนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากรายงานวิจัย “Gender Players and Gender Prisoners: When Intersex Activism, Medical Authority, and Terminology Collid” โดย Georgiann Davis (2011) ซึ่งนำเสนอภาพรวมของ การเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของกลุ่มบุคคลที่เกิดมาพร้อมกับความหลากหลายของคุณลักษณะทางเพศ หรือ อินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex) ผ่านการศึกษาเจาะลึกถึงความขัดแย้งระหว่างขบวนการขับเคลื่อนสิทธิอินเตอร์เซ็กซ์กับวงการแพทย์ และจุดเปลี่ยนที่ทำให้ขบวนการขับเคลื่อนสิทธิอินเตอร์เซ็กซ์หันมาสร้างความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์เฉกเช่นในปัจจุบัน

ในระบบทางสังคมที่คุ้นเคยกับการแบ่งเพศออกเป็นเพียงสองเพศ “ชาย” หรือ “หญิง” (Gender Binary System)
คำว่า Intersexuality มักถูกทำให้เข้าใจผิดว่า เป็นความผิดปกติที่พบได้ยาก หรือเป็นโรคทางพันธุกรรม
แต่ในความเป็นจริงทางชีววิทยา อินเตอร์เซ็กซ์ คือ ความหลากหลายของคุณลักษณะทางกายภาพ เช่น โครโมโซม ต่อมเพศ (Gonads) ฮอร์โมน อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก หรืออวัยวะสืบพันธุ์ภายใน ไม่สามารถจัดให้เป็นชายหรือหญิงได้อย่างตายตัวตั้งแต่กำเนิด

(หมายเหตุเกี่ยวกับการใช้ศัพท์: การใช้คำว่า Intersexuality ปรากฏในงานวิจัยของ Georgiann Davis (2011)
ซึ่งเป็นไปตามค่านิยมและการใช้ศัพท์ในแวดวงวิชาการยุคก่อน
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีข้อเสนอแนะให้หลีกเลี่ยงคำลงท้ายด้วย “-uality” หรือ “-ual”
เนื่องจากส่วนเสริมคำดังกล่าวมักสร้างความเข้าใจผิดแก่สังคมโดยชี้นำให้เข้าใจว่า
อินเตอร์เซ็กซ์ เป็นเรื่องของ “เพศวิถี”
(Sexual Orientation) เช่นเดียวกับ Heterosexuality หรือ Homosexuality

ทั้งที่ในความเป็นจริง อินเตอร์เซ็กซ์ คือเรื่องของคุณลักษณะทางเพศทางร่างกาย (Sex Characteristics)
ดังนั้น เพื่อความแม่นยำตามหลักสิทธิมนุษยชนและบริบทสังคมปัจจุบัน บทความนี้จึงเลือกใช้คำว่า “อินเตอร์เซ็กซ์” แทน) [2]

ในมิติของสถิติ แม้จะไม่มีการบันทึกระดับชาติอย่างเป็นทางการ เนื่องจากขาดนิยามที่เป็นสากล
แต่จากการประเมินผ่านรายงานวิจัย How Sexually Dimorphic Are We?
Review and Synthesis โดย Melanie Blackless และคณะ (2000) ชี้ว่า ความหลากหลายของคุณลักษณะทางเพศนี้
สามารถเกิดขึ้นได้ 1 ใน 100 ของการเกิด ขณะที่รายงานวิจัย Sexing the Body โดย Anne Fausto-Sterling (2000)
ได้ประเมินอัตราการพบเจอบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์อยู่ที่ประมาณ 1 ใน 1,000 ถึง 1 ใน 2,000 ของการเกิด
โดยสมาคม Intersex Society of North America (ISNA) ระบุว่า มีคุณลักษณะทางเพศที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์
อย่างน้อย 15 รูปแบบ และต่อมางานวิจัยทางการแพทย์สมัยใหม่ โดย Jones, Hart, Carpenter และคณะ (2016)
จากรายงาน Intersex: Stories and Statistics from Australia ได้ชี้ให้เห็นว่ามีความหลากหลายของคุณลักษณะทางเพศที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์มากกว่า 40 รูปแบบ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ประชากรอินเตอร์เซ็กซ์มีจำนวนไม่น้อยไปกว่าคนที่มีผมสีแดงธรรมชาติในประชากรโลก [7]

[ทฤษฎี John Money และกรณีศึกษา David Reimer: เมื่อ "การขัดเกลา" ถูกนำมาแทนที่ธรรมชาติ]

แต่สิ่งที่อาจเป็นคำถามและเป็นที่มาที่ทำให้ Georgiann Davis หยิบมาศึกษาผ่านรายงานวิจัย “Gender Players and Gender Prisoners: When Intersex Activism, Medical Authority, and Terminology Collid” คือ เหตุใดระบบสองเพศถึงบีบให้แพทย์เลือกใช้กระบวนการทางการแพทย์เข้าแทรกแซงร่างกายของเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ตั้งแต่ทารก? คำตอบซ่อนอยู่ในประวัติศาสตร์การแพทย์ช่วงกลางศตวรรษที่ 20

ย้อนกลับไปช่วงทศวรรษ 1950–1970 John Money นักจิตวิทยาแห่ง Johns Hopkins University ร่วมกับ Anke A. Ehrhardt ได้เสนอทฤษฎีการเลี้ยงดูตามเพศสภาพ (Optimal Gender Rearing / Gender Dimorphic Behavior Theory) Money เชื่อว่า “เพศสภาพของเด็กไม่ได้ถูกกำหนดมาตั้งแต่ในครรภ์ แต่เกิดจากการขัดเกลาทางสังคมในช่วงปฐมวัย” หากทารกได้รับการผ่าตัดปรับแต่งอวัยวะเพศให้ชัดเจน และได้รับการเลี้ยงดูให้สอดคล้องกับเพศที่แพทย์เลือกให้ เด็กคนนั้นจะสามารถเติบโตเป็นชายหรือหญิงที่ปกติได้

ทฤษฎีของ Money ถูกนำไปใช้อ้างอิงในวงการแพทย์ทั่วโลกเป็นเวลาหลายทศวรรษ โดยมีกรณีศึกษาที่เป็นหมุดหมายสำคัญคือ กรณีของ David Reimer (ที่ถูกอ้างอิงในเอกสารวิชาการว่า กรณี John/Joan):

• ในปี ค.ศ. 1965 David Reimer ซึ่งเป็นทารกเพศชายปกติ ได้ประสบอุบัติเหตุระหว่างการผ่าตัดขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศเมื่ออายุได้ 7 เดือน ทำให้เขาสูญเสียอวัยวะเพศ

• John Money ได้แนะนำให้พ่อแม่ทำการตัดอัณฑะและผ่าตัดสร้างช่องคลอดจำลอง พร้อมเปลี่ยนชื่อเป็น “Joan” และเลี้ยงดูในฐานะเด็กผู้หญิง

• Money ตีพิมพ์รายงานผลสำเร็จทางการแพทย์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 25 ปี เพื่อยืนยันว่า ทฤษฎีการขัดเกลาเพศสภาพของตนได้ผล

ทว่าความจริงถูกเปิดเผยในปี ค.ศ. 1997 โดย Milton Diamond, H. Keith Sigmundson และนักข่าว John Colapinto ในนิตยสาร Rolling Stone โดยเปิดเผยว่า David Reimer ไม่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้หญิง เขาต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส และตัดสินใจเปลี่ยนกลับมาใช้อัตลักษณ์เพศชายตั้งแต่วัยรุ่น ก่อนจะตัดสินใจจบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตายในวัยเพียง 38 ปี

โศกนาฏกรรมนี้คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ทฤษฎีของ John Money เกิดจากการปลอมแปลงข้อมูลทางการแพทย์

[การผ่าตัดที่ไม่จำเป็น ความลับ และตราบาปในระดับครอบครัว]

แม้ทฤษฎีของ Money จะถูกทำลายลง แต่ค่านิยมทางการแพทย์ในการปรับแต่งเรือนร่างให้เข้าสู่ระบบเพศสองขั้วกลับยังคงอยู่
ความหลากหลายของคุณลักษณะทางเพศโดยส่วนใหญ่นั้นไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต
แต่ทารกจำนวนมากกลับต้องถูกส่งเข้าห้องผ่าตัดเพื่อตัดเฉือนคลิตอริส ปลูกถ่ายช่องคลอด หรือตัดต่อมเพศออก
เพียงเพื่อให้อวัยวะเพศภายนอกสามารถกำหนดได้ว่าเป็นเพศชายหรือหญิง ผ่านสายตาของสังคม

ยามที่สถาบันทางการแพทย์เผชิญหน้ากับความไม่เข้าขั้วตามระบบสองเพศ
สถาบันมักใช้กลยุทธ์ “ความลับและการโกหก” (Secrecy and Deception) โดยแพทย์มักแนะนำ
ให้พ่อแม่ปิดบังข้อมูลทางพันธุกรรมจากเด็ก ดังเช่นบันทึกทางการแพทย์จริงของ Georgiann Davis
ในปี ค.ศ. 1997 เมื่อเธออายุ 13 ปี ที่สูตินรีแพทย์เขียนไว้ในเวชระเบียนว่า:

“หลังจากการอภิปรายอย่างกว้างขวาง ฉันรู้สึกว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเอาต่อมเพศออก
เธอไม่ทราบเกี่ยวกับการศึกษาโครโมโซม และเอกสารวิชาการส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าเป็นการดีที่สุดที่เธอจะไม่ทราบเรื่องโครโมโซม…”
.
ประสบการณ์ของ Hannah อาสาสมัครในงานวิจัย ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการถูกปกปิดข้อมูล
เธอพบว่าตนเองมีโครโมโซม 46, XY โดยบังเอิญระหว่างเรียนปฏิบัติการปัดเซลล์ข้างกระพุ้งแก้ม (buccal smear)
ในวิชาชีววิทยาในมหาวิทยาลัย หลังจากที่ตลอดชีวิตเธอเข้าใจมาตลอดว่า
เธอได้รับการผ่าตัดเอารังไข่ที่เสี่ยงเป็นมะเร็งออกไปเมื่ออายุ 13 ปี
การผ่าตัดและการปิดบังความจริงนี้ ไม่ได้ช่วยลดความอับอายตามที่แพทย์กล่าวอ้าง
แต่กลับเป็นการฝังตราบาปและความลับอันน่าอับอายไว้ในใจของเด็กและครอบครัว

[สู่การตั้งคำถามกับโครงสร้างเพศสองขั้ว]

เรื่องราวชีวิตของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ ทั้งที่ปรากฏในหน้ารายงานวิจัยที่ Georgiann Davis หยิบมาใช้อ้างอิง
หรือที่เธอประสบพบเจอด้วยตัวเอง กำลังชี้ให้เราเห็นว่า
ความจริงของเรือนร่างมนุษย์มีความหลากหลายเกินกว่าจะถูกจำกัดด้วยกรอบเพศชาย-หญิง
ความทุกข์ทรมานของผู้มีภาวะเพศกำกวมไม่ได้เกิดจากตัวชีววิทยาของพวกเขาเอง
แต่เกิดจากระบบสังคมและอำนาจทางการแพทย์ที่พยายามยัดเยียดกรอบเพศสองขั้วอย่างรุนแรง

บทความ: อัส, วิท
บรรณาธิการ: พรีส
อ้างอิง:
[1] Davis, Georgiann (2011). Gender Players and Gender Prisoners: When Intersex Activism, Medical Authority, and Terminology Collide. Doctor of Philosophy (Ph.D.) Dissertation in Sociology, Graduate College of the University of Illinois at Chicago, Chicago, Illinois, USA. 
[2] Child Rights International Network. (2014). Intersex(uality). 
[3] Blackless, Melanie, Charuvastra, Anthony, Derryck, Amanda, Fausto-Sterling, Anne, Lauzanne, Karl, & Lee, Ellen (2000). “How Sexually Dimorphic Are We? Review and Synthesis.” American Journal of Human Biology, 12(2): 151-166. 
[4] Fausto-Sterling, Anne (1993). “The Five Sexes: Why Male and Female Are Not Enough.” The Sciences, 33(2): 20-25. 
[5] (2000a). Sexing the Body: Gender Politics and the Construction of Sexuality. New York: Basic Books. 
[6] The Intersex Society of North America. (2008). How common is intersex?. 
[7] Jones, Hart, Carpenter et al., (2016). Intersex: Stories and Statistics from Australia 
[8] Money, John, & Ehrhardt, Anke A. (1972). Man & Woman, Boy & Girl: Differentiation and Dimorphism of Gender Identity from Conception to Maturity. Baltimore, MD: Johns Hopkins University Press. 
[9] Colapinto, John (1997). “The Case of Joan/John.” Rolling Stone Magazine, Issue 775, pp. 54-97. / (2000). As Nature Made Him: The Boy Who Was Raised as a Girl. New York: HarperCollins. 
[10] Diamond, Milton, & Sigmundson, H. Keith (1997). “Sex Reassignment at Birth: A Long Term Review and Clinical Implications.” Archives of Pediatrics & Adolescent Medicine, 151(10): 1046-1050. 

CATEGORIES:

Comments are closed