เมื่อพูดถึงบุคคลสำคัญที่มีบทบาทในการผลักดันประเด็นสิทธิของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์เข้าสู่เวทีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ชื่อของ เมาโร กาบราล กรินสปัน หรือที่มักเรียกสั้น ๆ ว่า เมาโร กาบราล เป็นอีกคนหนึ่งที่โดดเด่น
เมาโร กาบราล เป็นนักกิจกรรม นักวิจัย นักเขียน #ชาวอาร์เจนตินา ซึ่งทำงานเกี่ยวกับความหลากหลายของคุณลักษณะร่างกาย รวมถึงประเด็นของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ บุคคลข้ามเพศ และความหลากหลายของร่างกายในมิติอื่น ๆ เขาเริ่มมีส่วนร่วมในการเคลื่อนไหวด้านสิทธิอินเตอร์เซ็กซ์ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 และทำงานด้านนี้อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของขบวนการสิทธิอินเตอร์เซ็กซ์ในระดับนานาชาติ (InterAction for Health and Human Rights, 2024)
.
เส้นทางการทำงานของ กาบราล มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเขาไม่ได้ทำงานเฉพาะในฐานะนักกิจกรรม แต่เชื่อมโยง ประสบการณ์ชีวิตของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์เข้ากับการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิ หลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กฎหมาย และนโยบายสาธารณะ
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องในงานของเขาคือ สิทธิในร่างกาย (bodily rights) ความเป็นอิสระในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกาย (bodily autonomy) ความสมบูรณ์แห่งร่างกาย (bodily integrity) และการยุติการทำให้ความหลากหลายของลักษณะทางเพศถูกมองว่าเป็นพยาธิสภาพ (depathologisation)
กล่าวอีกนัยหนึ่ง งานของ กาบราล ช่วยชวนให้สังคมเปลี่ยนคำถามจาก
“เราจะทำอย่างไรให้ร่างกายอินเตอร์เซ็กซ์ เป็นปกติ?”
ไปสู่คำถามว่า
.
“เราจะสร้างระบบสุขภาพและสังคมที่เคารพความหลากหลายของร่างกาย และดูแลความต้องการด้านสุขภาพของแต่ละบุคคลโดยไม่ทำให้ร่างกายต้องถูกเปลี่ยนเพียงเพื่อให้สอดคล้องกับบรรทัดฐานได้อย่างไร?”
.
ร่างกายที่ถูกบอกว่าต้องเปลี่ยน
ความคิดของ กาบราล ไม่ได้เกิดขึ้นจากการศึกษาทางวิชาการเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับประสบการณ์ชีวิตของเขาเอง
กาบราล ถูกกำหนดเพศเป็นหญิงเมื่อแรกเกิด และเติบโตขึ้นในฐานะเด็กผู้หญิง อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เขาเริ่มตระหนักว่าร่างกายของตนมีลักษณะที่ #แตกต่างจาก_ความคาดหวัง ที่สังคมและระบบการแพทย์มีต่อร่างกายของผู้หญิง
ประสบการณ์ดังกล่าวนำเขาเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์หลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการตรวจ การรักษา และการผ่าตัดที่มีผลต่อร่างกายอย่างถาวร
หลายปีต่อมา กาบราล ย้อนกลับไปเล่าประสบการณ์เหล่านั้นผ่านบทความ “The Marks on Our Bodies” หรือ “ #ร่องรอยบน_ร่างกายของเรา ” ซึ่งเผยแพร่ในปี 2015
.
เขาเล่าว่า เมื่อประมาณ 30 ปีก่อน ขณะที่ยังเป็นเด็ก เขาถูกนำเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์หลังจากสูตินรีแพทย์พบว่าร่างกายของเขาแตกต่างจากเด็กผู้หญิงคนอื่นในวัยเดียวกัน จากนั้นเขาต้องผ่านการพบแพทย์หลายคน การตรวจร่างกาย การตรวจภายใต้การดมยาสลบ การตรวจเลือด การตรวจอัลตราซาวนด์ จิตบำบัด การผ่าตัด และการขยายช่องคลอด (dilation) (Cabral Grinspan, 2015)
.
ผลจากกระบวนการเหล่านั้นทำให้เกิดแผลเป็นขนาดใหญ่และลึกบริเวณหน้าท้อง ตั้งแต่เชิงกรานขึ้นไปจนถึงสะดือ และบริเวณระหว่างแผลเป็นสูญเสียความรู้สึก ( รูปประกอบ อยู่ใน link อ้างอิง )
แต่สิ่งที่ กาบราล ต้องการสื่อไม่ได้มีเพียงร่องรอยทางกายภาพ
เพราะสำหรับเขา #ร่างกายมีร่องรอย และ #ความทรงจำ_ก็มีร่องรอยเช่นกัน
เขาอธิบายว่าความเจ็บปวดทางจิตใจจากประสบการณ์ดังกล่าวดำรงอยู่เป็นเวลานานหลายสิบปี (Cabral Grinspan, 2015)
สิ่งที่น่าสนใจคือ กาบราล ไม่ได้อธิบายว่าแพทย์ที่ดูแลเขาเป็น “คนเลว” ตรงกันข้าม เขาระบุว่าแพทย์หลายคนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาเป็นคนสุภาพ มีเจตนาดี และปฏิบัติต่อเขาอย่างดีในความหมายทั่วไป
.
แต่ปัญหาอยู่ที่ กรอบความรู้และกรอบการวินิจฉัยทางการแพทย์
.
จากมุมมองของระบบการแพทย์ในเวลานั้น ร่างกาย อัตลักษณ์ เพศวิถี และชีวิตของเขาถูกตีความผ่านกรอบของ “การวินิจฉัย” และเมื่อร่างกายถูกกำหนดให้อยู่ภายใต้การวินิจฉัย ร่างกายของเขาจึงถูกมองว่าเป็นร่างกายที่ “ผิดรูป” หรือ malformed (Cabral Grinspan, 2015)
.
คำถามสำคัญของ กาบราล จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า
“แพทย์เป็นคนดีหรือคนไม่ดี?”
แต่อยู่ที่ว่า
“กรอบความรู้ทางการแพทย์ทำให้แพทย์มองร่างกายของคนคนหนึ่งอย่างไร?”
.
และในทัศนะของกาบราลคิดว่า แพทย์ไม่สามารถยอมรับสิ่งที่เขาพยายามบอกเกี่ยวกับตัวเองได้
โดยคิดว่าแพทย์ไม่สามารถยอมรับว่า ร่างกายของกาบราล อาจจะ “ #ดีอยู่แล้ว” โดยไม่จำเป็นต้องถูกแก้ไข และไม่สามารถยอมรับว่า กาบราล “ #ระบุตัวเองว่า_เป็นเด็กผู้ชาย_ที่ชอบผู้ชาย”
.
#เมื่อแผลเป็น_ไม่ได้อยู่_เพียงบนผิวหนัง
.
ในบทความเดียวกัน กาบราล เล่าถึงเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันที่สะท้อนผลกระทบจากการผ่าตัดได้อย่างชัดเจน
.
ครั้งหนึ่งเขาถูกไฟลวกบริเวณหน้าท้องขณะทำอาหาร แต่ไม่รู้สึกถึงความร้อนในทันที เนื่องจากบริเวณระหว่างแผลเป็นสูญเสียความรู้สึก
ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เขาตั้งคำถามต่อความเข้าใจทั่วไปเกี่ยวกับคำว่า “insensitivity” หรือการสูญเสียความรู้สึก
เมื่อพูดถึงการสูญเสียความรู้สึก ผู้คนอาจนึกถึงเพียงการไม่รู้สึกเมื่อถูกสัมผัส แต่สำหรับ กาบราล การสูญเสียความรู้สึกหมายถึงการที่เขาอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าผิวหนังของตนกำลังถูกไฟไหม้ (Cabral Grinspan, 2015)
เรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า ผลกระทบจากการแทรกแซงทางการแพทย์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงรูปลักษณ์ของร่างกาย แต่สามารถเกี่ยวข้องกับ #ความรู้สึก การรับรู้ร่างกาย และความปลอดภัยในการใช้ชีวิตประจำวันได้ด้วย
.
เมื่อ “การทำให้เป็นปกติ” กลายเป็นคำถามด้านสิทธิมนุษยชน
ประสบการณ์ของ กาบราล นำไปสู่คำถามที่สำคัญว่า เมื่อทารกหรือเด็กเกิดมาพร้อมลักษณะทางเพศที่แตกต่างจากสิ่งที่สังคมคุ้นเคย เหตุใดร่างกายจึงต้องถูกเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เข้าสู่กรอบ “ชาย” หรือ “หญิง” ตั้งแต่ยังไม่สามารถมีส่วนร่วมในการตัดสินใจได้
ในบริบทของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ คำว่า normalisation หรือการทำให้ร่างกายเข้าสู่บรรทัดฐาน มักเกี่ยวข้องกับการแทรกแซงทางการแพทย์ที่มีเป้าหมายทำให้ลักษณะทางเพศของร่างกายสอดคล้องกับความคาดหวังแบบชายหรือหญิง
กาบราล อธิบายว่าการผ่าตัด ในวัยเด็ก หรือ วัยรุ่น สร้างความรู้สึกและส่งสารบางอย่างสร้างความเข้าใจไปยังเด็กเหล่านั้นว่า
“ ร่างกายของตนเองจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเสียก่อน จึงจะเป็นร่างกายที่ยอมรับได้และสมควรได้รับความรัก “
กาบราล จึงเสนอให้ตั้งคำถามกลับว่า
#เหตุใด_ร่างกายจึงต้อง_ถูกเปลี่ยนแปลง เสียก่อนที่สังคมจะยอมรับร่างกายนั้น?
จากมุมมองนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ร่างกายของเด็กเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่สังคมซึ่งกำหนดว่าร่างกายแบบใดจึงจะถือว่าเป็นร่างกายที่ “ปกติ”
ดังนั้น ทางเลือกหนึ่งจึงอาจไม่ใช่การเปลี่ยนร่างกายของเด็ก แต่คือ #การเปลี่ยนสังคม_ให้สามารถยอมรับ_ความหลากหลายของร่างกาย ได้มากขึ้น
แนวคิดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกรอบ intersex depathologisation หรือการยุติการทำให้ความหลากหลายของลักษณะทางเพศถูกมองว่าเป็นพยาธิสภาพ
.
Depathologisation ไม่ได้หมายความว่า “ไม่ต้องรักษา”
อย่างไรก็ตาม แนวคิดเรื่อง depathologisation จำเป็นต้องได้รับการอธิบายอย่างระมัดระวัง
การยุติการทำให้เป็นพยาธิสภาพ ไม่ได้หมายความว่าบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ไม่ควรได้รับการดูแลทางการแพทย์
สิ่งที่ กาบราล และขบวนการสิทธิอินเตอร์เซ็กซ์ตั้งคำถามคือ เราควรแยกให้ออกระหว่าง
ความหลากหลายของร่างกายที่ไม่ได้ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพ
กับ
ภาวะหรือความต้องการทางสุขภาพที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลทางการแพทย์
กาบราล อธิบายว่า งานด้านภาษาและการแพทย์ของขบวนการอินเตอร์เซ็กซ์พยายามยืนยันความจำเป็นในการแยก “ความหลากหลายที่มีสุขภาพดี” ออกจาก “ความต้องการทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล” (Cabral Grinspan, 2015)
ดังนั้น คำถามจึงไม่ควรเป็นเพียงว่า
“ร่างกายนี้แตกต่างจากชายหรือหญิงตามบรรทัดฐานหรือไม่?”
แต่ควรถามว่า
“บุคคลนี้ #มีความต้องการ_ด้านสุขภาพอะไร และเราจะให้การดูแลโดยเคารพสิทธิและความสมบูรณ์แห่งร่างกายของเขาได้อย่างไร?”
นี่คือความแตกต่างระหว่าง “การรักษาโรค” กับ “การรักษาร่างกายเพียงเพราะร่างกายนั้นแตกต่างจากบรรทัดฐาน”
.
จากประสบการณ์ส่วนตัวสู่เวทีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
กาบราล เริ่มมีส่วนร่วมกับการเคลื่อนไหวด้านสิทธิอินเตอร์เซ็กซ์ตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 และตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา เขาทำงานในฐานะนักกิจกรรม นักวิจัย นักเขียน และผู้ฝึกอบรมในประเด็นความหลากหลายของร่างกาย (InterAction for Health and Human Rights, 2024)
ในปี 2009 เขาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง GATE (Global Action for Trans Equality) และดำรงตำแหน่ง Co-Director จนถึงปี 2017 ก่อนดำรงตำแหน่ง Executive Director จนถึงต้นปี 2022
งานของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่การเคลื่อนไหวในระดับชุมชน แต่ขยายไปสู่เวทีระดับสหประชาชาติและสถาบันระหว่างประเทศ โดยมีส่วนสำคัญในการนำประเด็นอินเตอร์เซ็กซ์เข้าสู่การอภิปรายด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ (InterAction for Health and Human Rights, 2024)
ในปี 2011 กาบราล ยังได้เข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็นของ คณะอนุกรรมาธิการด้านสิทธิมนุษยชนแห่งรัฐสภายุโรป ในหัวข้อสิทธิ LGBTI ในโลก โดยนำเสนอประเด็นสิทธิของบุคคลข้ามเพศและอินเตอร์เซ็กซ์ต่อเวทีดังกล่าว (LGBT Intergroup, 2011)
เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นพัฒนาการที่สำคัญของการเคลื่อนไหว กล่าวคือ ประสบการณ์ของบุคคลที่เคยถูกมองว่าเป็น “ปัญหาทางการแพทย์” กำลังถูกนำเสนอในฐานะ ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่รัฐและสถาบันระหว่างประเทศต้องรับผิดชอบ
.
เมาโร กาบราล กับ Yogyakarta Principles
อีกบทบาทหนึ่งที่ทำให้ชื่อของ กาบราล มีความสำคัญอย่างยิ่งคือการมีส่วนร่วมใน Yogyakarta Principles
กาบราล มีส่วนร่วมในการจัดทำ Yogyakarta Principles ซึ่งได้รับการรับรองในปี 2006 และเป็นหนึ่งในผู้ลงนามในหลักการดังกล่าว ต่อมาเขาเป็นสมาชิกคณะทำงานจัดทำ Yogyakarta Principles Plus 10 (YP+10) ในปี 2017 ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากหลายภูมิภาคของโลก และเป็นผู้ลงนามในเอกสารทั้งสองฉบับ (InterAction for Health and Human Rights, 2024; Yogyakarta Principles, 2017)
ความสำคัญของ YP+10 อยู่ที่การขยายกรอบการคุ้มครองให้ครอบคลุมอย่างชัดเจนถึง “ลักษณะทางเพศ” (sex characteristics) นอกเหนือจากรสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ และการแสดงออกทางเพศ โดย YP+10 อธิบายว่า #sex_characteristics ครอบคลุมลักษณะทางกายภาพที่เกี่ยวข้องกับเพศ เช่น อวัยวะเพศ กายวิภาคของระบบสืบพันธุ์และอวัยวะเพศ โครโมโซม ฮอร์โมน และลักษณะทางกายภาพที่ปรากฏในช่วงวัยเจริญพันธุ์ (Yogyakarta Principles, 2017)
การเพิ่ม “sex characteristics” จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ เพราะช่วยทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับ #คุณลักษณะทางเพศ ได้รับการพิจารณาอย่างชัดเจนในกรอบสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
.
เมื่อ “ภาษา” กลายเป็นเรื่องของอำนาจ
ในบทความ The Marks on Our Bodies Cabral ไม่ได้พูดถึงเพียงแผลเป็นบนร่างกาย แต่ยังพูดถึง “ร่องรอย” ที่เกิดจากภาษา
เขาชี้ให้เห็นว่า วิธีที่การแพทย์นิยามบุคคลมีผลอย่างสำคัญต่อวิธีที่การแพทย์ปฏิบัติต่อบุคคลนั้น
หากร่างกายถูกนิยามว่าเป็น “ความผิดปกติ” การรักษาก็อาจถูกออกแบบขึ้นเพื่อ “แก้ไขความผิดปกติ”
แต่หากเราเริ่มต้นจากการมองว่าเป็น ความหลากหลายของลักษณะทางเพศ คำถามทางการแพทย์ก็สามารถเปลี่ยนไปเป็น
“บุคคลนี้มีความต้องการด้านสุขภาพอะไรบ้าง?”
การเปลี่ยนภาษาในลักษณะนี้จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนคำศัพท์ แต่เป็นการเปลี่ยนกรอบความคิดที่อยู่เบื้องหลังคำศัพท์นั้น
กาบราล ยังชี้ให้เห็นว่า ขบวนการอินเตอร์เซ็กซ์ได้พยายามนำคำต่าง ๆ ที่เคยถูกใช้เพื่ออธิบายประสบการณ์ของความรุนแรง เช่น mutilation, rape, และ torture รวมทั้งแนวคิดเรื่อง bodily integrity, decisional autonomy และ informed consent มาใช้ในกรอบการเรียกร้องสิทธิมนุษยชน (Cabral Grinspan, 2015)
#เปลี่ยนภาษา_และกรอบความคิด
จาก ความผิดปกติ (disorder) / ความไม่เป็นปกติ (abnormality) / การแก้ไขให้กลับสู่ภาวะปกติ (correction)
.
ไปสู่ ความหลากหลาย (diversity) / ความสมบูรณ์แห่งร่างกาย (bodily integrity) / ความเป็นอิสระในการตัดสินใจ (autonomy) / ความยินยอมโดยได้รับข้อมูล (informed consent)
นี่คือการเปลี่ยนจาก ภาษาทางการแพทย์ ไปสู่ ภาษาของสิทธิ
.
Yogyakarta Principles กับสิทธิในร่างกายของเด็ก
ความเชื่อมโยงระหว่างงานของ กาบราล กับ Yogyakarta Principles เห็นได้อย่างชัดเจนในหลักการที่เกี่ยวข้องกับการแทรกแซงร่างกายของเด็ก
Yogyakarta Principles ปี 2006 เรียกร้องให้รัฐดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายของเด็กถูกเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรด้วยกระบวนการทางการแพทย์เพื่อกำหนดอัตลักษณ์ทางเพศ โดยปราศจากความยินยอมโดยเสรีและโดยได้รับข้อมูลของเด็ก ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงอายุและวุฒิภาวะของเด็ก รวมถึงหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ (Yogyakarta Principles, 2006, Principle 18)
ในปีเดียวกันนั้นเอง วงการแพทย์ได้พัฒนากรอบคำศัพท์อีกแบบหนึ่งผ่านเอกสารที่เรียกว่า Chicago Consensus ซึ่งเสนอการใช้คำว่า Disorders of Sex Development (DSD) เพื่ออธิบายความหลากหลายของคุณลักษณะทางเพศบางรูปแบบ
กาบราล จึงมองเห็นความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง #ภาษาของสิทธิมนุษยชน กับ #ภาษาของการแพทย์
.
ด้านหนึ่งกำลังพูดถึง #ความสมบูรณ์ของร่างกาย ความเป็นอิสระในการตัดสินใจ และความยินยอม
.
ขณะที่อีกด้านหนึ่งยังคงใช้กรอบคำว่า “ความผิดปกติ” ในการอธิบายร่างกาย
.
ความขัดแย้งดังกล่าวเป็นหนึ่งในบริบทสำคัญที่ทำให้ กาบราล และนักกิจกรรมอินเตอร์เซ็กซ์จากหลายประเทศเข้าไปมีส่วนร่วมในการ #ทบทวน_และปฏิรูประบบ International Classification of Diseases (ICD) ขององค์การอนามัยโลก (Cabral Grinspan, 2015)
.
จากการเปลี่ยนคำศัพท์ สู่การเปลี่ยนระบบการแพทย์
สำหรับ กาบราล การเปลี่ยนคำศัพท์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
ในบทความปี 2015 เขาเสนอว่า การปฏิรูประบบการจำแนกโรคจำเป็นต้องดำเนินไปไกลกว่าการเสนอคำศัพท์ที่สอดคล้องกับสิทธิมนุษยชน
จำเป็นต้องมี แนวทางทางการแพทย์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นรูปธรรม
และเมื่อ #มีการละเมิด สิทธิมนุษยชนต่อบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ ก็จำเป็นต้องมีระบบที่สามารถ
มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง มีการบันทึกข้อมูลเป็นระบบ มีช่องทางการรายงานและการร้องเรียน
อย่างเหมาะสม นำไปสู่การรับผิดชอบต่อเจ้าของร่ายกาย และการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดนั้น
กล่าวได้ว่า เป้าหมายไม่ได้อยู่เพียงที่การเปลี่ยนวิธีที่แพทย์ “#พูดถึง” บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ แต่ต้องเปลี่ยนวิธีที่ระบบการแพทย์ “#ปฏิบัติต่อ” บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ด้วย (Cabral Grinspan, 2015)
.
จากความจริงของร่างกาย #สู่สิทธิ_ในการกำหนด_ตนเอง
นอกเหนือจากงานด้านสิทธิอินเตอร์เซ็กซ์ Cabral ยังมีบทบาทในกระบวนการผลักดัน #กฎหมายอัตลักษณ์ทางเพศ_ของอาร์เจนตินา (Argentine Gender Identity Law) ซึ่งได้รับการรับรองในปี 2012 และยังมีส่วนร่วมในการจัดทำร่างกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลที่มีคุณลักษณะทางเพศอย่างครอบคลุมของอาร์เจนตินา (InterAction for Health and Human Rights, 2024)
เส้นทางการทำงานดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญเรื่อง self-determination หรือสิทธิของบุคคลในการกำหนดตนเอง
จากเดิมที่ร่างกายและอัตลักษณ์ของบุคคลอาจถูกกำหนดโดยแพทย์ รัฐ หรือสถาบันอื่น กาบราล กลับเสนอให้ #เสียงของบุคคล_ผู้เป็นเจ้าของร่างกาย กลับมาอยู่ตรงกลางของกระบวนการตัดสินใจ
นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของการ “เลือกเพศ” แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า
ใครควรเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายและชีวิตของบุคคลคนหนึ่ง?
.
“ร่องรอย” ที่กลายเป็นแรงผลักดันให้เปลี่ยนระบบ
เรื่องราวของ เมาโร กาบราล จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของชายอินเตอร์เซ็กซ์คนหนึ่งกับประสบการณ์ทางการแพทย์ในวัยเด็ก
แต่เป็นเรื่องของการเดินทางจาก ร่างกายของบุคคลหนึ่ง ไปสู่ การตั้งคำถามต่อระบบความรู้
จากร่องรอยบนผิวหนัง
สู่ร่องรอยในความทรงจำ
จากการวินิจฉัยทางการแพทย์
สู่คำถามเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
จากการผ่าตัดที่เกิดขึ้นกับร่างกาย
สู่คำถามว่าใครควรมีอำนาจตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายนั้น
และจากประสบการณ์ส่วนบุคคล
สู่การเปลี่ยนแปลงในระดับกฎหมาย นโยบาย และมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
ปัจจุบัน กาบราล ยังคงทำงานด้านความหลากหลายของร่างกายและสิทธิของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ โดยในปี 2024 InterAction for Health and Human Rights แต่งตั้งเขาเป็น Principal Consultant และ Project Coordinator สำหรับโครงการระหว่างประเทศที่มุ่งรื้อถอนการละเมิดสิทธิมนุษยชนในบริบททางการแพทย์ต่อบุคคลที่มีความหลากหลายของลักษณะทางเพศแต่กำเนิด นอกจากนี้ งานวิจัยของเขายังให้ความสนใจกับผลกระทบของขบวนการต่อต้านแนวคิดเรื่องเพศต่อบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ รวมถึงการเข้าถึงความยุติธรรม ความจริง และการเยียวยา (InterAction for Health and Human Rights, 2024)
ท้ายที่สุด เรื่องราวของ เมาโร กาบราล อาจทำให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามกับสิ่งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด นั่นคือ
เมื่อเราเห็นร่างกายที่แตกต่างจากสิ่งที่สังคมคุ้นเคย เราจะพยายามเปลี่ยนร่างกายนั้นให้เหมือนกับบรรทัดฐาน หรือเราจะเรียนรู้ที่จะสร้างสังคมที่สามารถอยู่ร่วมกับความหลากหลายของร่างกายได้?
สำหรับ กาบราล คำตอบไม่ได้อยู่ที่การปฏิเสธการแพทย์ หากแต่อยู่ที่การทำให้การแพทย์สามารถทำหน้าที่ดูแลสุขภาพโดยไม่ลดทอนศักดิ์ศรี ความสมบูรณ์แห่งร่างกาย และสิทธิในการกำหนดตนเองของบุคคล
และบางที นี่อาจเป็นความหมายที่ลึกที่สุดของ “ร่องรอยบนร่างกายของเรา” ร่องรอยเหล่านั้นไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่บอกเล่าถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับร่างกาย แต่ยังเป็นเสียงที่ตั้งคำถามว่า เราจะออกแบบระบบสุขภาพ กฎหมาย และสังคมอย่างไร เพื่อไม่ให้ร่างกายของใครต้องถูกเปลี่ยนแปลงเพียงเพราะมันแตกต่างจากบรรทัดฐานอีกต่อไป
เอกสารอ้างอิง
1. Cabral Grinspan, M. (2015). The marks on our bodies. Intersex Day. เผยแพร่ 25 October 2015. [ https://intersexday.org/en/mauro-cabral-marks-bodies/ ]
2 . InterAction for Health and Human Rights. (2024). Welcoming Mauro Cabral Grinspan. 15 January 2024. [ https://interaction.org.au/40714/welcoming-mauro-cabral-grinspan/ ]
3. LGBT Intergroup. (2011). Mauro Cabral: Trans and intersex rights. European Parliament Subcommittee on Human Rights hearing on LGBTI Rights in the World, 30 June 2011. [ https://vimeo.com/26002162 ]
4. International Commission of Jurists et al. (2006). The Yogyakarta Principles: Principles on the Application of International Human Rights Law in Relation to Sexual Orientation and Gender Identity. Yogyakarta, Indonesia. [ https://www.icj.org/wp-content/uploads/2012/08/Yogyakarta-Principles-publication-2007-eng.pdf / อ่านภาษาไทย เอกสารคณะกรรมการสิทธิฯ : https://lms.nhrc.or.th/Document/ebook/E13088/mobile/index.html ]
5. International Service for Human Rights, ARC International, & Expert Drafting Committee. (2017). The Yogyakarta Principles plus 10: Additional Principles and State Obligations on the Application of International Human Rights Law in Relation to Sexual Orientation, Gender Identity, Gender Expression and Sex Characteristics. [ https://www.refworld.org/legal/resolution/icjurists/2017/122482 ]
6. Yogyakarta Principles. (2017). Preamble, Yogyakarta Principles plus 10. โดยเอกสารระบุความหมายของ “sex characteristics” และยืนยันว่าหลักการดังกล่าวใช้กับ grounds of sex characteristics เช่นเดียวกับ sexual orientation, gender identity และ gender expression [ https://www.refworld.org/legal/resolution/icjurists/2017/122482 ]