สิทธิของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ตามหลักการยอกยาการ์ตา พลัส 10 ตอนที่ 4: การรับรองทางกฎหมายที่เป็นธรรม ก้าวต่อไปของรัฐในการคุ้มครองบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์

เมื่อพูดถึง “การรับรองตัวตนทางกฎหมาย” หลายคนมักนึกถึงประเด็นเรื่องการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อ
หรือการเปลี่ยนข้อมูลในบัตรประชาชน แต่หากมองในมิติที่ลึกลงไป ประเด็นนี้มีคำถามสำคัญกว่านั้นคือ
เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีและเท่าเทียม รัฐควรรับรองตัวตนของบุคคลอย่างไร

หลักการข้อที่ 31: นิยามและสิทธิในการได้รับการรับรองทางกฎหมาย (Principle 31: The Right to Legal Recognition)

หลังจากที่เราได้สำรวจข้อมูลเบื้องต้น สิทธิที่จะรับรู้ความจริง สิทธิในบูรณภาพของเนื้อตัวร่างกาย และประเด็นเรื่องการตีตราทางสังคมในสามตอนแรกแล้ว ในบทความตอนที่ 4 ซึ่งเป็นตอนจบของซีรีส์นี้ จะมุ่งเน้นไปที่มิติเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดในฐานะเครื่องมือของรัฐในการคุ้มครองสิทธิ นั่นคือ ระบบเอกสารประจำตัวและการรับรองสิทธิ์ของบุคคลตามกฎหมาย ซึ่งเอกสาร “หลักการยอกยาการ์ตา พลัส 10” (YP+10) ได้บัญญัติข้อคุ้มครองไว้ใน

หลักการข้อที่ 31: สิทธิในการได้รับการรับรองทางกฎหมาย (The Right to Legal Recognition)

ในหลักการข้อที่ 31 วรรคแรก ได้ระบุรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานไว้อย่างชัดเจนว่า

“ทุกคนมีสิทธิได้รับการรับรองทางกฎหมาย โดยไม่ต้องอ้างอิงถึง หรือกำหนดให้ต้องระบุ มอบหมาย หรือเปิดเผยเรื่องเพศ เพศสภาพ รสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศสภาพ หรือคุณลักษณะทางเพศ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับเอกสารแสดงตน รวมถึงสูติบัตร โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติจากเหตุเหล่านี้ และทุกคนมีสิทธิที่ จะเปลี่ยนแปลงข้อมูล ที่ระบุเพศสภาพในเอกสารดังกล่าว ตราบเท่าที่ยังมีการบันทึกข้อมูลนั้นอยู่”

ข้อความนี้ย้ำหลักการสำคัญว่า ความเป็นบุคคลตามกฎหมาย (Legal Personality) และสิทธิ์ในการมีเอกสารแสดงตนที่ถูกต้อง เป็นสิทธิเด็ดขาด ของมนุษย์ทุกคนที่รัฐต้องรับรอง โดยคุณลักษณะทางชีววิทยาที่หลากหลายหรือภาวะอินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex) จะต้องไม่ถูกนำมาใช้เป็นข้อจำกัดหรือเงื่อนไขในการเข้าถึงสิทธิ์นี้

ข้อกำหนดเชิงนโยบาย: จากการยุติการระบุเพศสู่การมีทางเลือกที่หลากหลาย

เพื่อปรับเปลี่ยนหลักการทางทฤษฎีให้กลายเป็นแนวปฏิบัติที่ เป็นรูปธรรม สำหรับหน่วยงานภาครัฐ เอกสาร YP+10 ได้กำหนดหน้าที่หลักที่ รัฐภาคี จะต้องดำเนินการ (States Shall) ไว้ภายใต้หลักการข้อที่ 32 ในด้านการจัดการระบบเอกสารราชการที่สำคัญ 2 ระดับ ดังนี้

ระดับที่ 1: การยุติการลงทะเบียนเพศสภาพในเอกสารประจำตัว เอกสารระบุข้อกำหนดเชิงนโยบายระยะยาวที่มีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยกำหนดให้รัฐต้อง

“รับรองว่าเอกสารแสดงตนอย่างเป็นทางการ จะต้องรวมเฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลที่เกี่ยวข้อง สมเหตุสมผล และจำเป็นตามที่กฎหมายกำหนดเพื่อวัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น และด้วยเหตุนี้ ยุติการลงทะเบียนเพศและเพศสภาพของบุคคลในเอกสารแสดงตน เช่น สูติบัตร บัตรประจำตัวประชาชน หนังสือเดินทาง และใบอนุญาตขับขี่ และยุติการให้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นบุคคลตามกฎหมาย”

 ข้อกำหนดนี้ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงในทางสากลว่า ข้อมูลเรื่องเพศ (Sex) ในเชิงชีววิทยานั้น บ่อยครั้ง ไม่มีความจำเป็น หรือสมเหตุสมผลในการนำมาจัดแสดง บนหน้าบัตรประจำตัวประชาชน หรือ หนังสือเดินทาง สำหรับการทำธุรกรรมทั่วไปในชีวิตประจำวัน การยุติการระบุเพศบนหน้าบัตรจึงเป็นแนวทางเชิงโครงสร้างที่จะช่วยปกป้องบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์จากการถูกตั้งคำถาม การตรวจสอบ หรือการเลือกปฏิบัติเมื่อต้องแสดงสิทธิ

ระดับที่ 2: มาตรการในระยะเปลี่ยนผ่านและการเพิ่มทางเลือก ในระหว่างที่รัฐส่วนใหญ่ยังคงระบบการลงทะเบียนเพศสภาพเอาไว้ เอกสาร YP+10 ได้กำหนดมาตรการระยะสั้นและระยะกลางที่รัฐต้องดำเนินการทันที ดังนี้

1. การมีทางเลือกที่หลากหลาย: รัฐต้องกำหนดให้มีตัวเลือกเครื่องหมายแสดงเพศสภาพที่หลากหลาย (Multiplicity of gender marker options) นอกเหนือจากระบบทวิลักษณ์ชาย-หญิง (เช่น ตัวเลือกเพศที่สาม หรือเครื่องหมาย X) เพื่อรองรับบุคคลที่มีคุณลักษณะทางเพศที่หลากหลายหรือบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ที่ไม่ต้องการถูกจำกัดอยู่ภายใต้กรอบชาย-หญิง

2. การยุติเงื่อนไขทางการแพทย์: รัฐต้องรับรองว่าจะไม่มีหลักเกณฑ์ในการกำหนดให้มีคุณสมบัติ เพื่อที่ จะเข้าถึงสิทธิใดๆ เช่น การแทรกแซงทางการแพทย์หรือศัลยกรรม กล่าวคือมีต้องมีใบรับรองแพทย์ประกอบ หรือใบยืนยันว่ามี การผ่าตัดยืนยันเพศสภาพมาก่อน (Medical or psychological interventions) การวินิจฉัยทางจิตเวชหรือการแพทย์ใด ๆ หรือความเห็นของบุคคลที่สาม มาเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นหรือข้อบังคับในการอนุญาตให้บุคคลเปลี่ยนแปลงชื่อ หรือเพศสภาพทางกฎหมาย

นอกจากนี้ รัฐควรมีระบบที่รวดเร็ว โปร่งใส และเข้าถึงได้ สำหรับการเปลี่ยนชื่อของบุคคลหรือคำนำหน้าชื่อ โดยตั้งอยู่บนหลักการเคารพ การกำหนดตัวตนของบุคคล (Self determination)

ผลกระทบเชิงระบบของการขาดการรับรองทางกฎหมาย

เอกสารราชการอาจเป็นกระดาษเพียงหนึ่งใบ แต่ในชีวิตจริง มันคือกุญแจที่เปิดประตูไปสู่สิทธิต่าง ๆ ในทุกมิติของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นภาคการศึกษา การทำงาน การรักษาพยาบาล การเดินทาง การทำธุรกรรมทางการเงิน และเมื่อข้อมูลในเอกสารนั้น ไม่สอดคล้องกับชีวิตจริง บุคคลผู้นั้นอาจต้องอธิบายเรื่องส่วนตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับ คนแปลกหน้า ต้องเผชิญกับสายตาเคลือบแคลงสงสัย หรือแม้กระทั่ง ถูกปฏิเสธการให้บริการ เป็นผล กระทบซึ่งเกิดขึ้นกับชีวิตของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ทุกวัน

ข้อเท็จจริงที่เอกสาร YP+10 พยายามแก้ไขผ่านหลักการข้อที่ 31 คือผลกระทบและอุปสรรคเชิงระบบที่บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ต้องเผชิญเมื่อรัฐขาดกฎหมายรองรับ ในระบบกฎหมายดั้งเดิมที่บังคับให้ระบุเพศสภาพเป็นเพียง “ชาย” หรือ “หญิง” ตั้งแต่แรกเกิด บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์มักตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในหลายช่วงชีวิต

1. การถูกบังคับเลือกเพศตั้งแต่แรกเกิด: ระบบสูติบัตรที่ บังคับให้ระบุเพศทันทีหลังคลอด กลายเป็นแรงกดดันเชิงโครงสร้างที่บีบให้แพทย์และผู้ปกครอง ต้องรีบผ่าตัดดัดแปลงอวัยวะทารก เพียงเพื่อให้ได้ข้อมูลมากรอกลงในสูติบัตรของรัฐ

2. ความไม่สอดคล้องของเอกสารในวัยผู้ใหญ่: ในกรณีที่บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์เติบโตขึ้นมาแล้วพบว่า ฮอร์โมน ร่างกาย หรืออัตลักษณ์ของตน ไม่ได้ตรงกับเพศ ที่รัฐระบุให้ในสูติบัตรตอนแรกเกิด พวกเขาจะไม่สามารถแก้ไขเอกสารให้ตรงกับความเป็นจริงได้เนื่องจากติดเงื่อนไขทางกฎหมาย ส่งผลให้เกิดปัญหาในการ เดินทางระหว่างประเทศ การสมัครงาน หรือการเข้าถึง สวัสดิการของรัฐ

3. การละเมิดความเป็นส่วนตัว: การที่เอกสารราชการ ไม่ตรงกับรูปลักษณ์ภายนอก บีบให้บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ต้องเปิดเผย ประวัติการรักษาพยาบาล หรือ สภาพทางร่างกาย ส่วนบุคคลต่อเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลภายนอก โดยไม่จำเป็น ซึ่งขัดต่อสิทธิในความเป็นส่วนตัวที่กำหนดในหลักการยอกยาการ์ตา

เมื่อเราพูดถึงสิทธิมนุษยชน เรามักนึกถึงเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น หรือการคุ้มครองจากความรุนแรง
อย่างไรก็ตาม สิทธิที่สำคัญที่สุด อาจเริ่มต้นจากการที่ เราถูกมองเห็น ในแบบที่เราเป็น
การที่เรา ไม่ต้องพิสูจน์ตัวตนของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า และการที่กฎหมายทำหน้าที่รับรองศักดิ์ศรีของมนุษย์
อำนวยให้บุคคลสามารถใช้ชีวิตได้ โดยไม่ต้องเผชิญอุปสรรคจากข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกับตัวตนของตนเอง

บทสรุปภาพรวมของซีรีส์: มุ่งสู่มาตรฐานสิทธิมนุษยชนที่สมบูรณ์

ตลอดบทความทั้ง 4 ตอนนี้ เราได้ร่วมกันสำรวจและวิเคราะห์ข้อเท็จจริงเชิงระบบจากเอกสาร “หลักการยอกยาการ์ตา พลัส 10” (YP+10) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ประเด็นเรื่องบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex) ไม่ใช่เรื่องของความชอบส่วนบุคคล
หรือประเด็นทางเพศวิถีทั่วไป แต่เป็นเรื่องของ สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานในมิติของ คุณลักษณะทางเพศ (Sex Characteristics)
ซึ่งการคุ้มครองที่สมบูรณ์ตามมาตรฐานสากลจะเกิดขึ้นได้จริง ก็ต่อเมื่อองค์ประกอบทั้ง 4 มิติได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบพร้อมกัน การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยแยกแยะคุณลักษณะทางกายภาพออกจากอัตลักษณ์และรสนิยมทางเพศในตอนที่ 1
การคุ้มครองทางกายภาพ โดยยุติการผ่าตัดดัดแปลงอวัยวะเด็กอินเตอร์เซ็กซ์โดยปราศจากความยินยอมที่แท้จริงในตอนที่ 2
การทลายอคติทางสังคม โดยขจัดตราบาปและการเหมารวมเชิงวัฒนธรรมที่อิงกรอบทวิลักษณ์ชาย-หญิงในตอนที่ 3
และการรับรองสิทธิ์ทางกฎหมาย โดยปรับปรุงระบบเอกสารสิทธิของรัฐให้มีความยืดหยุ่น หลากหลาย
และปราศจากเงื่อนไขทางการแพทย์ในตอนที่ 4

หลักการยอกยาการ์ตา พลัส 10 ไม่ได้บัญญัติสิทธิขึ้นมาใหม่ แต่เป็นเครื่องมือเชิงวิชาการและกฎหมายที่เตือนให้รัฐทั่วโลกตระหนักว่า บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์คือมนุษย์คนหนึ่งที่พึงได้รับสิทธิในการเป็นเจ้าของร่างกาย มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และได้รับการคุ้มครองภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรมเช่นเดียวกับมนุษย์ทุกคนในสังคม

เรียบเรียงเพื่อนำมาสื่อสาร/ กราฟฟิก: ตุ้ย
บรรณาธิการ: พรีส
อ้างอิง:
[1] OHCHR. Human Rights Violations Against Intersex People – A Background Note

CATEGORIES:

Comments are closed