เมื่อการรักษาพยาบาล รบกวนชีวิตวัยเรียน: ผลจากการผ่าตัดแทรกแซงเพศที่สังคมอาจไม่รู้

เมื่อรัฐได้จัดทำฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์บน พื้นฐานของระบบสองเพศ (หญิง/ ชาย) เด็กที่เกิดมาทุกคนจะต้องถูกขึ้นทะเบียนราษฎร์ในฐานะเพศใดเพศหนึ่งมาโดยตลอด และจะต้องใช้ชีวิตในสังคมด้วยเพศสถานะที่รัฐลงทะเบียนให้ตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งจากโลกนี้ไป

แต่เมื่อเด็กคนหนึ่งลืมตาดูโลกขึ้นมาพร้อมกับคุณลักษณะทางร่างกายที่ไม่สามารถระบุได้ในทันทีว่า จะเป็นหญิงหรือชาย? สิ่งนี้จึงกลายมาเป็นความหนักใจให้กับพ่อแม่ที่ถูกปลูกฝังมาในระบบการศึกษาให้เชื่อว่า เมื่อเด็กคนหนึ่งเกิดมา สิ่งที่เขาจะเป็นได้คือ ไม่เป็นเพศชาย ก็ต้องเป็นเพศหญิงเท่านั้น ความไม่เข้าใจนี่อาจทำให้พ่อแม่บางคนมองว่า “ลูกของตนเองผิดปกติ” และอาจเกิดความอับอายหากต้องบอกคนรอบตัวว่า ลูกของตนอาจไม่ใช่ทั้ง “หญิง” และ “ชาย”

และชุดความคิดเช่นนี้ ไม่ได้มีแค่ในพ่อแม่ของเด็กเท่านั้น แต่แพทย์ผู้ทำคลอดเองก็อาจมีชุดความเช่นนี้เหมือนกัน แม้ในอดีตอาจยังไม่มีผลการวิจัยที่แน่ชัดว่า ภาวะที่ปรากฏบนอวัยวะที่บ่งบอกเพศที่มีลักษณะแบบใดถือว่า “ปกติ” และแบบใดถือว่า “จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดช่วยเหลือ” แต่เพื่อปิดจบปัญหาความทุกข์ใจของพ่อแม่ แพทย์จึงเสนอทางออกให้กับพ่อแม่ของเด็กว่า เด็กจำเป็นจะต้องได้รับการ “ผ่าตัดตกแต่ง” และ/ หรือให้ฮอร์โมนเพื่อปรับแต่งร่างกายให้เข้ากรอบเพศใดเพศหนึ่งโดยเร็วที่สุด

ด้วยอดีตที่ผลการศึกษาเกี่ยวกับคุณลักษณะทางร่างกายของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ยังมีอยู่จำกัด ผลที่เกิดตามมาหลังจากผ่าตัดตกแต่งจึงไม่ได้จบลงด้วยความสบายใจของทุกฝ่าย เพราะความจริงที่สังคมส่วนใหญ่ไม่มีใครรู้ คือการผ่าตัดแทรกแซงทางเพศตั้งแต่แรกเกิดของเด็กอินเตอร์เซ็กซ์จำนวนมาก คือปัญหาที่ไม่เคยถูกปิดจบลงที่ห้องผ่าตัด แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นของ “วงจรปัญหาที่ไม่สิ้นสุด” ที่รบกวนชีวิตทุกช่วงวัยของคนอินเตอร์เซ็กซ์อย่างแสนสาหัส โดยเฉพาะในวัยเรียน วัยแห่งการเรียนรู้และได้ค้นหาตัวเอง

[วงจรการรักษาที่ไม่สิ้นสุด: จากห้องผ่าตัดสู่บาดแผลสะสม]

รายงาน First, do no harm: Ensuring the rights of children with variations of sex characteristics โดย Amnesty International (2017) ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การผ่าตัดแทรกแซงร่างกายตั้งแต่เด็กนำมาซึ่งผลกระทบระยะยาว:

• การผ่าตัดซ้ำซ้อน: การผ่าตัดครั้งแรกมักเกิดภาวะแทรกซ้อน พังผืด หรือปัญหาอวัยวะสืบพันธุ์/ระบบทางเดินปัสสาวะ ทำให้ต้องเข้า-ออกโรงพยาบาลเพื่อผ่าตัดแก้ไขบ่อยครั้ง นับตั้งแต่วัยเด็กจนกระทั่งโตเป็นผู้ใหญ่แล้วก็ตาม

• ต้องได้รับฮอร์โมนทดแทนตลอดชีวิต: หากมีการผ่าตัดตัดต่อมเพศออก เด็กจำเป็นต้องกินหรือฉีดฮอร์โมนไปตลอดชีวิต ซึ่งมักก่อให้เกิดผลข้างเคียงทั้งทางร่างกาย อารมณ์ที่สวิงอย่างรุนแรง และภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง

• บาดแผลทางใจ: ความเจ็บปวดทางกายและการถูกบังคับให้รับการรักษาที่ไม่จำเป็น สร้างรอยแผลทางจิตวิทยาที่ลึกซึ้ง

[ผลกระทบต่อชีวิตวัยเรียน]

เมื่อนำปัญหานี้มามองในบริบทโรงเรียนไทย การขาดเรียนบ่อย ๆ ของเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ไม่ได้ส่งผลแค่เรื่อง “คะแนนสอบตกต่ำ” เท่านั้น แต่มันกลายเป็นปัญหาสังคมเชิงโครงสร้าง:

• หลุดจากกลุ่มเพื่อน: การต้องนอนโรงพยาบาลทีละหลายสัปดาห์ ทำให้เด็กขาดโอกาสในการสร้างมิตรภาพตามวัย เป็นผลให้เด็กอินเตอร์เซ็กซ์อาจรู้สึกโดดเดี่ยว และรู้สึกเหมือนเป็นคนนอกของกลุ่มเพื่อนเมื่อกลับไปเรียน

• ระบบโรงเรียนที่ไม่ยืดหยุ่น: กฎระเบียบโรงเรียนไทยที่ยึดถือเรื่องเวลาเรียนไม่ครบตามเกณฑ์ชี้วัด การตามเก็บการบ้านที่ยากลำบาก และครูที่ไม่เข้าใจเงื่อนไขทางการแพทย์ มักกดดันให้เด็กเกิดภาวะเครียดสะสม

• อัตราการ Drop out ที่น่าตกใจ: ความทรมานทางร่างกายจากแผลผ่าตัด บวกกับความเครียดที่ไม่สามารถเรียนได้ทันตามเพื่อนได้ ผลักให้เด็กอินเตอร์เซ็กซ์จำนวนมากต้องละทิ้งการศึกษากลางคัน หรือสูญเสียโอกาสในการเรียนต่อระดับอุดมศึกษา สูงกว่าเด็กทั่วไปอย่างน่าตกใจ โดยข้อเท็จจริงนี้สอดคล้องกับรายงานวิจัย The needs of students with intersex variations (Tiffany Jones, 2016) มีคนอินเตอร์เซ็กซ์ในประเทศออสเตรเลียถึง 18% ที่หลุดจากระบบการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (เมื่อเทียบกับประชากรทั่วไปในออสเตรเลียที่มีอัตราการหลุดจากระบบการศึกษาเพียง 2%)

[เมื่อเกิดการแทรกแซงไปแล้ว: สังคมและโรงเรียนต้องรับผิดชอบอย่างไร?]

THAi iNTERSEX RiGHTS รวมถึงองค์กรสิทธิอินเตอร์เซ็กซ์ และองค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ได้ร่วมกันรณรงค์เพื่อผลักดันให้วงการแพทย์ และสังคมโดยทั่วไปเลิกมองว่า ความแตกต่างทางคุณลักษณะทางร่างกายของเด็กอินเตอร์เซ็กซ์เป็นโรคที่ต้องได้รับการแก้ไขด้วย “การผ่าตัดตกแต่ง” แต่ในกรณีที่การผ่าตัดและแทรกแซงทางเพศได้เกิดขึ้นไปแล้ว สิ่งที่สังคมและระบบการศึกษาไทยต้องทำทันที คือการเยียวยาและชดเชย ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กเผชิญชะตากรรมตามลำพัง:

1. โรงเรียนต้องเข้าใจเงื่อนไขสุขภาพ: ครูและผู้บริหารต้องมองการขาดเรียนของเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ด้วยความเข้าใจ และต้องช่วยออกแบบระบบยืดหยุ่นเวลาเรียน การส่งงาน และการสอบที่ส่งเสริมพัฒนาการและศักยภาพของเด็ก

2. จัดให้มีกลไกดูแลสุขภาพจิต (Pastoral Support): โรงเรียนต้องมีนักจิตวิทยาหรือครูที่เป็นพื้นที่ปลอดภัยคอยประคบประคองเด็กทุกคน รวมถึงเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ เนื่องจากเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ที่เคยถูกผ่าตัดแทรกแซงมาแล้วอาจมีสภาพจิตใจที่แย่ลงจากผลข้างเคียงของฮอร์โมนและแผลเป็นจากการผ่าตัดที่สร้างบาดแผลทางจิตใจให้กับเด็กอย่างรุนแรง

3. สร้างนโยบายโอบรับเชิงรุก: ระบบการศึกษาไทยต้องมีนโยบายคุ้มครองเด็กที่มีเงื่อนไขทางการแพทย์ซับซ้อน เพื่อประกันว่า “จะไม่มีเด็กอินเตอร์เซ็กซ์คนไหนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา เพียงเพราะร่างกายของพวกเขาเคยถูกผ่าตัดแทรกแซงเพศ”

ทั้งหมดนี้ จะเป็นแนวทางในการชดเชยและเยียวยาให้เด็กอินเตอร์เซ็กซ์ได้รับการพัฒนาชีวิต และเสริมสร้างศักยภาพ
และทักษะได้อย่างทัดเทียมกับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง แต่สิ่งที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันคือ
การส่งต่อชุดข้อมูลความรู้ที่สร้างความเข้าใจร่วมกันใหม่ว่า ร่างกายของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์นั้นไม่เคยผิดปกติตั้งแต่แรก
แต่ความพยายามบังคับให้ลงกล่องสองเพศ (หญิง/ ชาย) ต่างหาก ที่กำลังทำลายชีวิตทั้งชีวิตของคนอินเตอร์เซ็กซ์มาโดยตลอด

บทความ: อัส
บรรณาธิการ: พรีส
อ้างอิง:
[1] Amnesty International. (2017). First, do no harm: Ensuring the rights of children with variations of sex characteristics in Denmark and Germany
[2] Tiffany Jones. (2016). The needs of students with intersex variations

CATEGORIES:

Comments are closed