สิทธิของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ตามหลักการยอกยาการ์ตา พลัส 10 ตอนที่ 1: จุดกำเนิดของ “คุณลักษณะทางเพศ” และกรอบแนวคิด SOGIESC

สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิของทุกคนอย่างเสมอภาค
แต่ในความเป็นจริง บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ยังคงเผชิญกับการตีตรา การเลือกปฏิบัติ
และการละเมิดสิทธิที่เกี่ยวข้องกับร่างกายและ “คุณลักษณะทางเพศ” ของตนเอง


ชุดบทความ 4 ตอนนี้ THAi iNTERSEX RiGHTS จะพาทุกคนทำความเข้าใจสิทธิของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์
ผ่านกรอบของ หลักการยอกยาการ์ตา พลัส 10 (Yogyakarta Principles plus 10)
พร้อมเชื่อมโยงหลักการด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศเข้ากับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
เพื่อให้เราเข้าใจว่า สิทธิในร่างกาย ศักดิ์ศรี และการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ ควรได้รับการคุ้มครองอย่างไร

🌟สิทธิของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ตามหลักการยอกยาการ์ตา พลัส 10🌟

ตอนที่ 1: จุดกำเนิดของ “คุณลักษณะทางเพศ” และกรอบแนวคิด SOGIESC

“เราทุกคนล้วนเกิดมาเท่าเทียมกัน” เป็นวลีที่หลายคนคุ้นเคย อาจเคยเห็นผ่านตาในบทเรียนวิชาสังคมศึกษา หรือได้ยินผ่านหูในคำประกาศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ หากแต่ถ้าหลักการนี้ดำรงอยู่อยู่แล้ว เราอาจสงสัยต่อไปได้ว่า “แล้วเพราะเหตุใด คนจำนวนมากมายทั่วโลกจึงยังคงถูกเลือกปฏิบัติ จากเหตุเพียงเพราะเขารักใคร เขาเป็นเพศอะไร หรือแม้กระทั่งการที่เขาเกิดมาโดยมีคุณลักษณะร่างกายที่แตกต่าง?”

คำถามนี้เอง คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่เรา THAi iNTERSEX RiGHTS กำลังจะชวนทุกคนเรียนรู้ไปด้วยกัน

ในปี ค.ศ. 1948 โลกได้ประกาศ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) ซึ่ง ยืนยันว่า มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีและสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน ต่อมา กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศก็พัฒนาอย่างต่อเนื่อง มีทั้งอนุสัญญา กติการะหว่างประเทศ และกลไกคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในหลากหลายด้านเพื่อขับเคลื่อนและมีเป้าหมายใหญ่ร่วมกันในการคุ้มครองและรักษาไว้ซึ่งสิทธิที่ทุกคนพึงมี

🔆จุดกำเนิดของ Yogyakarta Principles🔆

การคุ้มครองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในมิติเรื่องเพศ มีหมุดหมายสำคัญเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2006 ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชนจากหลากหลายประเทศได้มาประชุมร่วมกันที่เมืองยอกยาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ได้จัดทำเอกสารและร่วมกันประกาศใช้ “หลักการยอกยาการ์ตา” (The Yogyakarta Principles) เพื่อเป็นกรอบทางกฎหมายสากลในการปกป้องบุคคลจากความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติ โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ หลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่มีอยู่แล้วนั้น ควรถูกนำมาใช้กับคนทุกคน รวมถึงผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศอย่างไร

🔆ทำไมปี ค.ศ. 2017 จึงต้องมี Plus 10🔆

อย่างไรก็ตาม ในกรอบความเข้าใจดั้งเดิมในปีนั้น ตัวบทกฎหมายมุ่งเน้นไปที่สองคำหลักเป็นสำคัญ คือ “รสนิยมทางเพศ” (Sexual Orientation) และ “อัตลักษณ์ทางเพศ” (Gender Identity) เท่านั้น ในเวลาต่อมา ตลอดระยะเวลาหนึ่งทศวรรษหลังการบังคับใช้ คณะทำงานและกลไกสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเริ่มตระหนักถึงช่องว่างทางกฎหมายเนื่องจากประชากรโลกบางกลุ่ม โดยเฉพาะ “บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์” (Intersex) เผชิญกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งไม่สามารถอธิบายหรือคุ้มครองได้อย่างครอบคลุมภายใต้กรอบของรสนิยมทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศเพียงอย่างเดียว

ด้วยเหตุนี้ ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 2017 คณะผู้เชี่ยวชาญอิสระจากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลกได้ประชุมร่วมกัน ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อร่างข้อกำหนดเพิ่มเติม และได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนในปีเดียวกัน ในชื่อ “หลักการยอกยาการ์ตา พลัส 10” (The Yogyakarta Principles plus 10 หรือ YP+10) เพื่อเป็นเอกสารเสริมที่ต้องอ่านควบคู่กับหลักการดั้งเดิม 29 ข้อ

การบัญญัติศัพท์ “คุณลักษณะทางเพศ”
(Sex Characteristics)

ในทางกฎหมาย raison d’etre หรือเหตุผลความจำเป็นในการมีอยู่ของเอกสาร YP+10 คือการขยายขอบเขตการคุ้มครองให้ครอบคลุมพื้นฐานสำคัญอีก 2 ประการ ได้แก่ “การแสดงออกทางเพศสภาพ” (Gender Expression) และ “คุณลักษณะทางเพศ” (Sex Characteristics) โดยในเอกสารดังกล่าว ได้ให้คำจำกัดความเชิงวิชาการของคำว่า คุณลักษณะทางเพศ ไว้ดังนี้

“คุณลักษณะทางเพศ หมายถึง คุณลักษณะทางกายภาพของแต่ละบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเพศ ซึ่งรวมถึงอวัยวะสืบพันธุ์ และกายวิภาคของระบบสืบพันธุ์อื่น ๆ โครโมโซม ฮอร์โมน และคุณลักษณะทางกายภาพขั้นทุติยภูมิ ที่ปรากฏขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์”

ด้วยคำจำกัดความนี้เอง ได้เปลี่ยนกรอบความคิดจากการมองเรื่องเพศในเชิงสังคมหรือจิตวิทยา มาสู่การมองเรื่อง ชีววิทยาและกายวิภาคศาสตร์โดยตรง ซึ่งเป็นฐานรองรับทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex) เนื่องจากภาวะอินเตอร์เซ็กซ์คือสภาพการณ์ทางธรรมชาติที่บุคคลหนึ่งเกิดมาพร้อมกับคุณลักษณะทางกายภาพ (ไม่ว่าจะเป็นโครโมโซม ฮอร์โมน หรืออวัยวะ) ที่ไม่สอดคล้องกับค่านิยมแบบทวิลักษณ์ (Binary Norms) ที่แบ่งแยกมนุษย์ออกเป็นเพียงเพศชายและเพศหญิงในทางการแพทย์ทั่วไป

🔆ข้อจำแนกทางวิชาการของ
ความต่างระหว่าง 4 แกนหลัก (SOGIESC)🔆

“เพศของคุณคืออะไร?” เชื่อว่าเป็นคำถามที่เราพบเจออยู่เสมอในบริบทชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเวลาที่เราสมัครเรียน สมัครงาน เปิดบัญชีธนาคาร เข้ารับการรักษาพยาบาล หรือแม้แต่การกรอกแบบฟอร์มออนไลน์ และคำว่า “เพศ” ที่เรากำลังตอบนั้น หมายถึงอะไรกันแน่ หมายถึงร่างกายที่เราเกิดมา? หรืออัตลักษณ์ที่เรารับรู้เกี่ยวกับตัวเอง? หรือหมายถึงการแต่งกายหรือการแสดงออก?

เพื่อป้องกันความสับสนนี้ ในเอกสาร YP+10 ได้จำแนกความแตกต่างขององค์ประกอบเรื่องเพศออกเป็น 4 ส่วนอย่างชัดเจน ซึ่งปัจจุบันถูกเรียกรวมในฐานะกรอบอนุสัญญาว่า SOGIESC การทำความเข้าใจเนื้อหาในตอนที่ 1 นี้ จึงจำเป็นต้องแยกโครงสร้างทั้ง 4 ส่วนออกจากกันตามนิยามสากล

Sexual Orientation หรือ รสนิยมทางเพศ คือ ความพึงใจลึก ๆ ทางอารมณ์ ความรู้สึก และทางเพศของบุคคลที่มีต่อบุคคลอื่น (เช่น การรักต่างเพศ การรักร่วมเพศ หรือการรักสองเพศ) กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ “เรารู้สึกดึงดูดหรือมีความรักต่อใคร” ไม่ได้เกี่ยวว่าเราเป็นเพศไหนหรือว่าเรามีร่างกายแบบใด

Gender Identity หรือ อัตลักษณ์ทางเพศ คือ ความรู้สึกภายในและการรับรู้ส่วนบุคคลอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับเพศสภาพของตนเอง ซึ่งอาจสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับเพศที่ถูกกำหนดให้เมื่อแรกเกิดก็ได้ บางคนเกิดมาพร้อมร่างกายที่ถูกระบุว่าเป็นเพศชาย แต่เติบโตขึ้นและรับรู้ว่าตนเองเป็นผู้หญิง และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีใครสามารถบอกอัตลักษณ์ทางเพศของใครคนอื่นได้ เพราะเป็นสิ่งที่เจ้าตัวเท่านั้นที่รับรู้และนิยาม

Gender Expression หรือ การแสดงออกทางเพศสภาพ การนำเสนอเพศสภาพภายนอกของบุคคลผ่านการแต่งกาย ทรงผม ท่าทาง คำพูด และพฤติกรรม ซึ่งอาจสอดคล้องหรือไม่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศภายในของตนก็ได้ ลองนึกถึงผู้ชายที่ไว้ผมยาว หรือผู้หญิงที่ชอบใส่สูท เราไม่อาจรู้ว่าใครเป็นเพศอะไร หรือรักใคร เพียงเพราะมองจากรูปลักษณ์ภายนอก

และสุดท้าย Sex Characteristics หรือ คุณลักษณะทางเพศ คือ ลักษณะทางกายภาพและโครงสร้างทางชีววิทยาทางเพศที่ติดตัวมาแต่กำเนิด (เช่น โครโมโซม อวัยวะภายใน อวัยวะภายนอก ฮอร์โมน หรือการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์)

จากโครงสร้างทั้ง 4 ข้อนี้ เอกสารระบุชัดเจนว่า ภาวะอินเตอร์เซ็กซ์จัดอยู่ในหมวดคุณลักษณะทางเพศเท่านั้น เท่ากับว่าบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์สามารถมีอัตลักษณ์ทางเพศ รสนิยมทางเพศ หรือการแสดงออกในรูปแบบใดก็ได้เช่นเดียวกับมนุษย์ทุกคน ไม่ได้มีข้อจำกัดหรือข้อผูกมัดทางชีววิทยาว่าบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์จะต้องมีรสนิยมทางเพศแบบใดแบบหนึ่งโดยเฉพาะ

🔆ความสำคัญของการแยกแยะ
“คุณลักษณะทางเพศ” ออกเป็นหัวข้อเฉพาะ🔆

ในเอกสาร YP+10 คณะผู้เชี่ยวชาญได้ระบุข้อตระหนักสำคัญในเชิงวิชาการไว้ว่า “ตระหนักว่า ความต้องการ คุณลักษณะ และสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของบุคคลและประชากรที่มีความหลากหลายทางรสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศสภาพ และคุณลักษณะทางเพศ นั้นมีความแตกต่างและแยกขาดจากกัน”

ข้อความนี้แสดงข้อเท็จจริงว่า หากสังคมหรือตัวบทกฎหมายนำประเด็นเรื่องอินเตอร์เซ็กซ์ไปรวมเข้ากับกรอบเรื่องรสนิยมทางเพศหรืออัตลักษณ์ทางเพศ โดยไม่มีการแยกแยะขาดกันอย่างชัดเจนจะส่งผลให้เกิดความท้าทาย และแน่นอนว่า สิทธิทางการแพทย์ที่บุคคลกลุ่มนี้เผชิญอยู่จะถูกมองข้ามไป

เนื่องจากภัยคุกคามสิทธิมนุษยชนที่บุคคลหลากหลายทางรสนิยมทางเพศเผชิญนั้น มักเป็นเรื่องของการจำกัดสิทธิในการรักหรือสิทธิในการสร้างครอบครัว

ขณะที่บุคคลหลากหลายทางอัตลักษณ์ทางเพศเผชิญกับปัญหาเรื่องการไม่รับรองคำนำหน้านาม

แต่สำหรับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์แล้ว ความท้าทายหลักคือ การละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นจากคุณลักษณะทางเพศ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดโดยไม่ได้รับความยินยอม การตีตรา หรือการเลือกปฏิบัติ ล้วนถือเป็นประเด็นสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกับการเลือกปฏิบัติในรูปแบบอื่น

ดังนั้น การแยกประเด็น “คุณลักษณะทางเพศ” ออกมาเป็นหลักการเฉพาะ จึงเป็นเครื่องมือเชิงระบบที่ช่วยให้รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถออกแบบนโยบายการคุ้มครองได้อย่างตรงจุดและไม่คลุมเครือ และเป็นการรับรองว่าคุณลักษณะทางเพศเป็นฐานหนึ่งของการได้รับความคุ้มครองจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน เฉกเช่นเดียวกับรสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ และการแสดงออกทางเพศสภาพ

🔆บทสรุปและก้าวต่อไปจากความเข้าใจสู่รูปธรรม🔆

การทำความเข้าใจความหมายและข้อจำแนกเชิงระบบของ “คุณลักษณะทางเพศ” (Sex Characteristics)
ตามกรอบของหลักการยอกยาการ์ตา พลัส 10 ถือเป็นรากฐานสำคัญในการระบุตัวตน
และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์อย่างถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นกับบุคคลกลุ่มนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ความสับสนในคำนิยามหรือการตีตราทางสังคมเท่านั้น
แต่ยังลุกลามไปถึงภัยคุกคามทางกายภาพและบูรณภาพของร่างกายตั้งแต่ช่วงแรกเกิด

ในตอนต่อไป THAi iNTERSEX RiGHTS จะร่วมกันวิเคราะห์และเจาะลึกเนื้อหาของ
“หลักการข้อที่ 32: สิทธิในบูรณภาพของร่างกายและจิตใจ” (The Right to Bodily and Mental Integrity)
ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในเอกสาร YP+10 ที่ระบุถึงข้อกำหนด ข้อห้าม และภาระผูกพันของรัฐในการปกป้องบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็กและเยาวชน จากการแทรกแซงหรือการผ่าตัดดัดแปลงคุณลักษณะทางกายภาพ
โดยปราศจากความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน
พร้อมทั้งสำรวจความท้าทายในมิติทางการแพทย์ที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน

เรียบเรียงเพื่อนำมาสื่อสาร/ กราฟฟิก: ตุ้ย
บรรณาธิการ: พรีส
อ้างอิง:
[1] OHCHR. Human Rights Violations Against Intersex People – A Background Note

CATEGORIES:

Comments are closed