กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติกับการปกป้องสิทธิอินเตอร์เซ็กซ์

กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ
กับการปกป้องสิทธิอินเตอร์เซ็กซ์


ในบรรดาร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิของคนทุกกลุ่ม ทุกเชื้อชาติ และทุกเพศ “ร่างพระราชบัญญัติขจัดการเลือกปฏิบัติ” ถือเป็นกฎหมายที่ค่อนข้างมีใจความที่กว้างขวางและครอบคลุมถึงสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกกลุ่ม โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนทุกกลุ่มได้รับการตอบสนองจากบริการรัฐอย่างที่พิจารณาตามเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกันเพื่อให้ได้รับสิทธิอย่างเสมอภาคกัน ดังนั้น ภาคประชาสังคมหลายภาคส่วนจึงเฝ้ารออย่างมากว่า หากมีการประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้จริง ก็น่าจะส่งผลให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงสิทธิพลเมืองและสิทธิในการชีวิตทุกมิติได้อย่างเท่าเทียมจริงๆ

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับนี้ กลับเป็นร่างกฎหมายที่ถูกชะลอการผลักดันจากทั้งภาครัฐและพรรคการเมืองต่างๆ อย่างมีนัยสำคัญมาเป็นเวลาหลายปี ด้วยหลากหลายสาเหตุ อาทิ

ประการแรกคือ ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นร่างกฎหมายการเงิน เนื่องจากภายในร่างกฎหมายฉบับนี้มีส่วนที่ระบุให้มีการตั้งคณะกรรมการหรือองค์กรใหม่ที่จะต้องทำหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย ส่งผลให้รัฐต้องจัดสรรงบประมาณทั้งเพื่อดำเนินการองค์กร และเยียวยาผู้เสียหายจากการกระทำภายใต้ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว และเมื่อเป็นร่างกฎหมายการเงิน ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันระบุว่า จำเป็นจะต้องได้รับคำรับรองจากนายกรัฐมนตรีก่อนจึงจะสามารถกลับเข้าสู่การพิจารณาในวาระของสภาผู้แทนราษฎรได้

ประการที่สองคือ ความคิดเห็นต่างเกี่ยวกับผู้บังคับใช้กฎหมาย เนื่องจากแต่ละพรรคการเมือง มีความคิดเห็นเกี่ยวกับหน่วยงานที่ควรมมาเป็นผู้บังคับใช้ร่างกฎหมายฉบับนี้ในรูปแบบที่ต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็น

• การตั้งคณะกรรมการชุดใหม่
• การใช้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)
• กระทรวงยุติธรรม
• ศาล

รวมถึงขอบเขตของอำนาจที่จะบังคับใช้กับร่างกฎหมายมากน้อยเพียงใด เช่น สามารถสั่งยุติการเลือกปฏิบัติได้หรือไม่ ควรมีอำนาจสั่งชดใช้ค่าเสียหายได้หรือไม่ หรือมีอำนาจสอบสวนเองหรือไม่ เป็นต้น

ประการที่สามคือ มีข้อกังวลว่าอาจซ้ำซ้อนกับกฎหมายเดิม โดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและหน่วยงานของรัฐบางแห่งตั้งข้อสังเกตว่า ประเทศไทยมีกฎหมายเฉพาะด้านอยู่แล้ว เช่น พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน เป็นต้น ซึ่งฝ่ายผู้ผลักดันกฎหมายยืนยันว่า กฎหมายเดิมเหล่านี้คุ้มครองเฉพาะบางฐาน เช่น ความเป็นเพศหรือความพิการ แต่ยังไม่มีกฎหมายที่ครอบคลุมการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ และสร้างกลไกเยียวยาที่เป็นรูปธรรมสำหรับคนทุกกลุ่มที่ถูกเลือกปฏิบัติ ดังนั้นกฎหมายนี้จึงยังอยู่ในกระบวนการที่ต้องศึกษาร่วมกันเพื่อให้ได้ทางออกที่ดีที่สุดสำหรับคนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

ประการสุดท้ายคือ การเปลี่ยนรัฐบาลบ่อยครั้ง ในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา (2567-2569) ทำให้วาระการผลักดันที่แต่เดิมมีร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติจำนวน 4 ฉบับที่รอเข้าสู่วาระการพิจารณาในชั้นสภาผู้แทนราษฏร ได้แก่

1. ร่าง พรบ.ขจัดการเลือกปฏิบัติ ฉบับประชาชน เสนอโดย สุภัทรา นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมผู้สิทธิเลือกตั้ง จำนวน 11,790 คน เป็นผู้เสนอ
2. ร่าง พรบ.ขจัดการเลือกปฏิบัติ ฉบับพรรคเป็นธรรม เสนอโดย กัณวีร์ สืบแสง และคณะ เป็นผู้เสนอ
3. ร่าง พรบ.ขจัดการเลือกปฏิบัติ ฉบับพรรคประชาชาติ เสนอโดย สมมุติ เบ็ญจลักษณ์ และคณะ เป็นผู้เสนอ
4. ร่าง พรบ.ขจัดการเลือกปฏิบัติ ฉบับพรรคเพื่อไทย เสนอโดย ดนุพร ปุณณกันต์ และคณะ เป็นผู้เสนอ

และอีก 1 ฉบับคือ ร่าง พรบ.ขจัดการเลือกปฏิบัติ ฉบับกระทรวงยุติธรรม จัดทำโดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ที่ยังรอความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาของนายกรัฐมนตรีในการจัดทำคำรับรอง ซึ่งการเปลี่ยนรัฐบาล และเปลี่ยนพรรคการเมืองที่จะมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทำให้วาระเร่งผลักดันร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติเป็นอันต้องถูกชะลอไป

[จุดเริ่มต้นของการผลักดันกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ]

ร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบที่ภาคประชาสังคมผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง มีที่มาจากการนำพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหลายฉบับที่ประเทศไทยเคยให้สัตยาบันไว้แล้วมาพัฒนาเป็นกฎหมายภายในประเทศ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิและเรียกร้องการคุ้มครองได้จริง อาทิ

• หลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายและสิทธิในการได้รับความคุ้มครองโดยกฎหมาย จากกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR)

• หลักความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษา สุขภาพ การทำงาน และสวัสดิการโดยไม่เลือกปฏิบัติ จากกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights: ICESCR)

 

• หลักการห้ามการเลือกปฏิบัติและกำหนดหน้าที่ของรัฐในการขจัดการเลือกปฏิบัติ จากอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ (International Convention on the Elimination of All Forms of Racial Discrimination: ICERD/CERD)

• หลักการขจัดการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ และการสร้างความเสมอภาคระหว่างเพศ จากอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women: CEDAW)

• หลักการคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก การไม่เลือกปฏิบัติ และการคุ้มครองเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม จากอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child: CRC)

• แนวคิดเรื่องการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม การปรับสภาพแวดล้อม และการเลือกปฏิบัติทางอ้อม ซึ่งเป็นต้นแบบของกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติสมัยใหม่ จากอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities: CRPD)

การประกอบร่างจากหลักการทั้งหมดข้างต้นนี้ เป็นผลให้เกิดเป็น ร่างกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ ที่มีสาระสำคัญอยู่ทั้งหมด 7 ประการ ได้แก่

(1) นิยามความหมายของการเลือกปฏิบัติ ให้ครอบคลุมถึงการเลือกปฏิบัติทั้งทางตรงและทางอ้อม การล่วงละเมิด การสั่งให้เลือกปฏิบัติ และการปฏิเสธที่จะจัดสิ่งอำนวยความสะดวกตามเงื่อนไข
(2) กำหนดเหตุแห่งการเลือกปฏิบัติ ให้ครอบคลุมตั้งแต่เพศ สีผิว เชื้อชาติ อายุ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ความพิการ สถานะทางสังคม สถานะสุขภาพ หรือเหตุอื่นใดก็ตาม
(3) ห้ามการเลือกปฏิบัติทั้งภาครัฐและเอกชน
(4) เปิดช่องทางให้ร้องเรียน เพื่อเข้าไปตรวจสอบ สั่งให้ยุติการเลือกปฏิบัติ และเยียวยาชดเชยผู้เสียได้
(5) ขยายขอบเขตของผู้มีสิทธิยื่นคำร้องที่แต่เดิมครอบคลุมเพียงผู้เสียหาย และบุคคลใกล้ชิดของผู้เสียหาย เช่น สามี/ภริยา บิดา/มารดา ทายาท ญาติ ผู้ปกครอง ผู้ดูแล ผู้พิทักษ์ หรือผู้อนุบาลของผู้เสียหาย เป็นต้น โดยเพิ่มเติมให้หน่วยงานของรัฐ พนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้หรือตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง องค์กรภาคประชาสังคมด้านการคุ้มครองสิทธิ หรือบุคคลอื่นใด เพื่อประโยชน์ในการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อบุคคล
(6) ส่งเสริมความเสมอภาค โดยกำหนดให้รัฐมีหน้าที่ จัดทำนโยบาย ส่งเสริมความเท่าเทียม ให้ความรู้ และป้องกันการเลือกปฏิบัติ
(7) รองรับการออกมาตรการเชิงบวก เช่น การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ จะไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ

[อินเตอร์เซ็กซ์กับความคุ้มครองตามร่างกฎหมาย]

แม้ว่าหลายร่างกฎหมายดังกล่าว จะไม่ได้กล่าวถึงคำว่า อินเตอร์เซ็กซ์โดยตรง แต่หลักการกฎหมายที่เปิดช่องไว้ว่าเป็นเรื่องเพศ และ เหตุอื่นใดก็ตามที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ก็สามารถคุ้มครองบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ได้ในหลายมิติ ตัวอย่างประเด็นที่รองรับสิทธิ ได้แก่

1. การเลือกปฏิบัติในสถานศึกษา เช่น บังคับใช้ห้องน้ำไม่เหมาะสม กลั่นแกล้งเพราะลักษณะทางเพศ หรือบังคับแต่งกายโดยไม่คำนึงถึงสภาพร่างกาย เป็นต้น
2. การเลือกปฏิบัติในสถานที่ทำงาน เช่น ไม่รับเข้าทำงาน ไล่ออก ปฏิเสธเลื่อนตำแหน่ง เป็นต้น
3. การเข้าถึงบริการสาธารณสุข เช่น ปฏิเสธการรักษา บังคับตรวจอวัยวะเพศโดยไม่จำเป็น เปิดเผยข้อมูลทางการแพทย์ เป็นต้น
4. การเข้าถึงบริการของรัฐ เช่น เอกสารราชการ การสมัครสอบ การรับราชการ การใช้บริการของรัฐ เป็นต้น
5. การคุ้มครองจากการล่วงละเมิด เช่น การดูหมิ่น การล้อเลียน การเลือกปฏิบัติในที่ทำงาน การเลือกปฏิบัติในโรงเรียน เป็นต้น
6. การเยียวยาเมื่อถูกเลือกปฏิบัติ เพราะกลไกรับเรื่องร้องเรียน ดำเนินการยุติการเลือกปฏิบัติ และเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายรับการเยียวยาจากรัฐได้

THAi iNTERSEX RiGHTS ในฐานะหนึ่งในองค์กรเครือข่ายที่ร่วมผลักดันร่าง พรบ.ขจัดการเลือกปฏิบัติ ที่ทำงานผลักดันให้บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ได้รับการคุ้มครองสิทธิจากรัฐนับตั้งแต่วันแรกที่บุคคลนั้นลืมตาดูโลก

เราขอเป็นหนึ่งเสียงเพื่อยืนยันว่า หากภาครัฐ พรรคการเมือง และภาคประชาสังคม
ร่วมมือร่วมใจเพื่อหาจุดร่วมให้ร่างกฎหมายฉบับผ่านและประกาศใช้เป็นกฎหมายได้

กฎหมายฉบับนี้จะไม่เพียงแต่กับแค่กลุ่มคนเปราะบางให้สามารถยืนทัดเทียมกับคนทุกกลุ่มได้
แต่หมายรวมถึงประชาชนชาวไทยทุกคนจะสามารถมีต้นทุนด้านสิทธิและโอกาสที่เท่าเทียมกันได้อย่างแท้จริง

บทความ: อัส
บรรณาธิการ: พรีส
อ้างอิง: 
[1] กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน. (2021). ชุดความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน
[2] Policy Watch. (2025). กฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติ ทำไมยังไม่เกิด?
[3] The Active. (2026). กสม. ชี้ ไทยยังเผชิญปัญหาการถูกเลือกปฏิบัติ แม้มีพัฒนาการด้านกฎหมาย

CATEGORIES:

Comments are closed