ฟาร์ฮัด นัจจาฟี ผู้ปรากฏบนหน้าหนังสือพิมพ์อิหร่าน ค.ศ. 1953 และร่องรอยประวัติศาสตร์เกี่ยวกับคนข้ามเพศ(ที่สามารถตั้งคำถามเรื่อง อินเตอร์เซ็กซ์)ในยุคปาห์ลาวี
.
ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1953 ท่ามกลางบรรยากาศของอิหร่านยุคใหม่ภายใต้การปกครองของพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี เรื่องราวของวัยรุ่นคนหนึ่งได้กลายเป็นข่าวใหญ่บนหน้าหนังสือพิมพ์ระดับประเทศ ชื่อของเขาคือ ฟาร์ฮัด นัจจาฟี (Farhad Najafi) บุคคลผู้ซึ่งปัจจุบันได้รับการจดจำในฐานะหนึ่งในบุคคลสำคัญยุคแรก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ความหลากหลายทางเพศของอิหร่าน (Norouzi, 2021)
.
หลักฐานร่วมสมัยที่สำคัญที่สุดคือหนังสือพิมพ์ เอตเตลาอัต (Ettela’at) ฉบับที่ 8186 ลงวันที่ 15 กันยายน ค.ศ. 1953 ซึ่งตีพิมพ์ภาพถ่ายของฟาร์ฮัดขณะพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล พร้อมรายงานข่าวที่ดึงดูดความสนใจของสาธารณชนทั่วประเทศ (Ettela’at, 1953)
.
พาดหัวข่าวในภาษาเปอร์เซียระบุว่า
.
“เด็กสาววัย 16 ปี รู้สึกว่าตนเองได้กลายเป็นชายแล้ว”
“یک دختر شانزده ساله احساس کرد مرد شده است”
.
แม้ถ้อยคำดังกล่าวจะสะท้อนกรอบความเข้าใจเรื่องเพศของสื่อในทศวรรษ 1950 มากกว่าความเข้าใจร่วมสมัยในปัจจุบัน แต่ข่าวชิ้นนี้ได้กลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บันทึกประสบการณ์ของบุคคลคนหนึ่งซึ่งกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงสำคัญในชีวิต
.
จากรายงานข่าว ฟาร์ฮัดเล่าว่าเขาได้พยายามอธิบายความรู้สึกของตนให้มารดาเข้าใจมาเป็นเวลานาน แต่ครอบครัวมองเขาในฐานะเด็กหญิงมาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อ #การเปลี่ยนแปลง ทางร่างกายบางประการ #เริ่มปรากฏ_ชัดขึ้น ครอบครัวจึงตัดสินใจพาเขาเข้ารับการประเมินทางการแพทย์ที่โรงพยาบาลปาห์ลาวีในกรุงเตหะราน (Ettela’at, 1953)
.
สิ่งที่ทำให้เรื่องราวนี้ได้รับความสนใจจากสังคมอิหร่านในขณะนั้น ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางการแพทย์ หากแต่เป็นคำกล่าวของฟาร์ฮัดที่สะท้อนความฝันในอนาคตของเขาเอง โดยในช่วงท้ายของการสัมภาษณ์ เขากล่าวว่า
.
“ขอบคุณพระเจ้าที่ฉันได้กลายเป็นผู้ชาย และในเร็ว ๆ นี้ ฉันจะเตรียมตัวเพื่อเข้ารับการเกณฑ์ทหาร”
.
ถ้อยคำดังกล่าวสะท้อนค่านิยมของสังคมอิหร่านในยุคนั้น ซึ่งให้ความสำคัญกับหน้าที่พลเมือง ความรักชาติ และการรับใช้ประเทศผ่านการเกณฑ์ทหาร (Norouzi, 2021)
.
ฟาร์ฮัดในฐานะบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์
.
ในเวลาต่อมา ชื่อของฟาร์ฮัด นัจจาฟี ปรากฏในฐานข้อมูลและงานศึกษาด้านประวัติศาสตร์ความหลากหลายทางเพศหลายแห่ง โดยมีการกล่าวถึงเขาในฐานะหนึ่งในบุคคลยุคแรกของอิหร่านที่ถูกบันทึกว่าเป็น ผู้ชายข้ามเพศ (trans man) หรือเป็นบุคคลที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับเพศที่ถูกกำหนดในตอนเกิด ไม่ตรงกับสำนึกทางเพศของเจ้าตัว และมีร่างกายซึ่งท้าทายกรอบเพศแบบดั้งเดิมของสังคม (Norouzi, 2021)
.
อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยจำนวนหนึ่งเสนอว่าการตีความเรื่องราวของฟาร์ฮัดควรกระทำด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากภาษาและองค์ความรู้ทางการแพทย์ในปี 1953 ยังไม่ได้แยกแยะความแตกต่างระหว่างแนวคิดเรื่อง “ผู้ชายข้ามเพศ” และ “อินเตอร์เซ็กซ์” อย่างชัดเจนเช่นในปัจจุบัน
.
เอกสารร่วมสมัยระบุว่าฟาร์ฮัดมีลักษณะทางร่างกายที่ถูกอธิบายว่าเป็น “ #แอนโดรจินัส ” ( #androgynous ) และมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายในช่วงวัยรุ่นอย่างเด่นชัด รวมถึงมีการเข้ารับการผ่าตัดหลายครั้ง ทำให้นักวิชาการบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องราวของเขาอาจเกี่ยวข้องกับ #ความหลากหลาย_ของคุณลักษณะ_อินเตอร์เซ็กซ์ ซึ่งเริ่มแสดงลักษณะชัดเจนในช่วงวัยเจริญพันธุ์ หรืออาจเกี่ยวข้องกับประสบการณ์การยืนยันอัตลักษณ์ทางเพศของผู้ชายข้ามเพศก็เป็นได้ (Norouzi, 2021)
.
ด้วยเหตุนี้ เรื่องราวของฟาร์ฮัดจึงไม่อาจจำกัดอยู่ในหมวดหมู่ใดหมวดหมู่หนึ่งอย่างง่ายดาย หากแต่สะท้อนความซับซ้อนของการทำความเข้าใจเพศสภาพ ร่างกาย และอัตลักษณ์ในบริบทของศตวรรษที่ 20
.
อิหร่านยุคปาห์ลาวี: สังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่าน
.
การทำความเข้าใจเรื่องราวของฟาร์ฮัดจำเป็นต้องพิจารณาบริบททางสังคมและการเมืองของอิหร่านในทศวรรษ 1950 ด้วย
.
ภายใต้การปกครองของพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี อิหร่านกำลังดำเนินนโยบายสร้างความทันสมัยและเปิดรับอิทธิพลจากตะวันตกอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เช่น กรุงเตหะราน สื่อมวลชน มหาวิทยาลัย และสถาบันทางการแพทย์ต่างได้รับอิทธิพลจากแนวคิดสมัยใหม่ของยุโรปและสหรัฐอเมริกา (Najmabadi, 2005)
.
ภายใต้บริบทดังกล่าว สื่อมวลชนอิหร่านมิได้รายงานเรื่องราวของฟาร์ฮัดในฐานะเรื่องต้องห้ามทางศาสนา หากแต่นำเสนอในลักษณะของความก้าวหน้าทางการแพทย์และเรื่องราวของเยาวชนผู้มีความมุ่งมั่นที่จะรับใช้ชาติ (Ettela’at, 1953)
.
นักประวัติศาสตร์ด้านเพศสภาพอย่าง Afsaneh Najmabadi ชี้ให้เห็นว่า สังคมอิหร่านในช่วงศตวรรษที่ 20 มีแนวโน้มมองการเปลี่ยนผ่านจากหญิงไปสู่ชายด้วยความเข้าใจมากกว่าการเปลี่ยนผ่านในทิศทางตรงกันข้าม ทั้งนี้เนื่องจากโครงสร้างสังคมแบบปิตาธิปไตยที่ให้คุณค่าทางสังคมแก่บทบาทความเป็นชายในระดับสูงกว่า (Najmabadi, 2006; 2014)
.
ศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮ์กับการตีความเรื่องเพศ
.
อีกปัจจัยสำคัญที่ช่วยอธิบายการตอบรับต่อเรื่องราวของฟาร์ฮัด คือแนวคิดทางนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะฮ์
.
งานศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่า นักกฎหมายศาสนาในสายชีอะฮ์มีประวัติการอภิปรายเกี่ยวกับบุคคลที่มีลักษณะทางเพศไม่ชัดเจนหรือมีความคลุมเครือทางเพศมาเป็นเวลานาน โดยมองว่า “การรักษา” ทางการแพทย์เพื่อให้บุคคลสามารถดำรงชีวิตในเพศที่ชัดเจนขึ้น อาจถือเป็นการรักษาทางการแพทย์มากกว่าการละเมิดหลักศาสนา (Alipour, 2017)
.
แนวคิดดังกล่าวได้พัฒนาต่อเนื่องจนกระทั่งหลังการปฏิวัติอิสลาม เมื่อ Ruhollah Khomeini ได้ออกคำวินิจฉัยทางศาสนา (ฟัตวา) ที่ยอมรับการผ่าตัดยืนยันเพศในบางกรณี ซึ่งส่งผลให้อิหร่านกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบรองรับการผ่าตัดยืนยันเพศอย่างเป็นทางการมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก (Alipour, 2017)
.
มรดกทางประวัติศาสตร์ของฟาร์ฮัด นัจจาฟี
.
แม้เวลาจะผ่านมากว่าเจ็ดทศวรรษแล้ว แต่เรื่องราวของฟาร์ฮัด นัจจาฟียังคงมีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ คนข้ามเพศ ในตะวันออกกลาง
.
เรื่องราวของเขาไม่ได้เป็นเพียงบันทึกเกี่ยวกับบุคคลคนหนึ่ง หากยังเป็นหน้าต่างที่เปิดให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของความรู้ทางการแพทย์ ความเข้าใจเรื่องเพศ และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ ศาสนา และสังคมในอิหร่านยุคสมัยใหม่
.
ไม่ว่าฟาร์ฮัดจะถูกทำความเข้าใจในปัจจุบันว่าเป็นผู้ชายข้ามเพศ หรือบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ หรืออยู่ระหว่างกรอบคำอธิบายทั้งสองแบบ สิ่งที่ปรากฏชัดในเอกสารประวัติศาสตร์คือความปรารถนาของเขาที่จะใช้ชีวิตในแบบที่สอดคล้องกับตัวตนของตนเอง และความหวังที่จะมีส่วนร่วมในสังคมในฐานะพลเมืองคนหนึ่งของประเทศอิหร่าน