คำแปลภาษาไทย บทสัมภาษณ์ River gallo
Q : มีอะไรไหมที่ตอนเด็กคุณรู้สึกอับอายเกี่ยวกับตัวเอง จนพยายามปฏิเสธมัน แต่พอคุณยอมรับมันได้ มันกลับ #กลายเป็นพลัง ?
A : แน่นอนเลย สำหรับฉัน ตัวตนความเป็นอินเตอร์เซ็กซ์ (intersex) ทั้งหมดของฉันนี่แหละ
ตอนเด็กฉันถูกบอกว่าฉันมีภาวะที่เรียกว่า “ #Anorchia ” ตอนอายุ 12 ปี ซึ่งหมายความว่าฉัน #ไม่มีอัณฑะ มาตั้งแต่เกิด
.
แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ถูกบอกว่าฉัน #จะต้องใช้ ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน เพื่อให้เข้าสู่วัยรุ่น ทุกอย่างถูกอธิบายในแบบที่ทำให้ฉันรู้สึกว่า ไม่มีใครเหมือนฉัน ไม่ควรพูดถึงมัน และเดี๋ยวพวกเขาจะ “แก้ไข” ให้เอง
.
พออายุ 16 ฉันก็เข้ารับการผ่าตัดฝังอัณฑะเทียม
ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นแบบเป็นความลับ
.
ฉันจำได้ว่าฉันโกหกเพื่อนที่โรงเรียนว่า ฉันกล้ามเนื้อขาหนีบฉีกตอนวิ่งบนลู่วิ่ง
ฉันต้องหยุดเรียนไปหลายวัน แล้วกลับมาโดยใช้ไม้ค้ำยัน พร้อมกับเรื่องเล่าที่แต่งขึ้น
.
และเป็นเวลานาน ฉันเองก็เชื่อในเรื่องเล่านั้น
เชื่อว่าฉันต้อง #พยายามเป็น “ผู้ชายปกติ” (cis man)
.
ฉันเลยคิดว่า
“ใช่ ฉันอยากผ่าตัด อยากใช้ฮอร์โมน”
ทั้งหมดก็เพื่อให้มีชีวิตที่ “ปกติ” ในอนาคต
.
จนกระทั่งช่วงเรียนมหาวิทยาลัย ตอนที่ฉันใช้ชีวิตแบบเด็กคลับในนิวยอร์ก
ฉันเริ่มเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนในโรงเรียนการแสดงฟัง
แต่ก็ยังเล่าในกรอบว่าเป็นแค่ “ #ปัญหาทางการแพทย์ ”
จนกระทั่งฉันทำหนังสั้นเรื่อง *Pony Boy*
ฉันจึงเริ่มอยากพูดถึงประวัติทางการแพทย์ของตัวเองในหนัง
.
แล้วฉันก็เริ่มค้นคว้า
และพบว่าสิ่งที่ฉันเกิดมานั้นคือความหลากหลายแบบอินเตอร์เซ็กซ์
.
ฉันพบว่ามีชุมชนของคนที่ระบุตัวเองว่าเป็น #อินเตอร์เซ็กซ์ (intersex)
และกำลังต่อสู้เพื่อสิทธิในการกำหนดร่างกายของตนเอง (body autonomy)
.
และตอนนั้นเองที่ฉันตระหนักว่า การผ่าตัดของฉันในตอนเด็กนั้น เป็นการผ่าตัดที่ไม่ได้รับความยินยอมและเป็นเพียงการผ่าตัดเพื่อความสวยงาม (cosmetic) [เพื่อให้เข้ากับร่างกายที่สังคมเชื่อว่าควรเป็นอย่างไร] เพราะในทางการแพทย์จริง ๆ แล้วมัน “ #ไม่จำเป็น ”
แต่กลับถูกนำเสนอให้ฉันและพ่อแม่เชื่อว่า “ #จำเป็น ”
.
มันเป็นช่วงเวลาที่ฉันตระหนักว่า ความอับอายที่ฉันมีต่อร่างกายตัวเอง
ต่อเพศกำเนิดของตัวเอง มันส่งผลต่ออัตลักษณ์ทางเพศของฉันมาตลอดทั้งชีวิต
.
แล้วฉันก็นำเรื่องนี้มาสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งกลายเป็นครั้งแรกที่คนอินเตอร์เซ็กซ์ได้สร้างและแสดงบทอินเตอร์เซ็กซ์ด้วยตัวเอง และมันก็นำไปสู่ภาพยนตร์ขนาดยาวที่ได้ไปฉายที่ Sundance เมื่อปีที่แล้ว
.
ความอับอายต่อร่างกายที่เริ่มต้นตั้งแต่บริบททางการแพทย์
ค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาเป็นความรู้สึกส่วนตัว
แต่สุดท้ายมันกลับกลายเป็นสิ่งที่ฉัน “ยอมรับเป็นของตัวเอง”
และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอาชีพของฉัน
.
ช่วงเวลานี้ของฉันกับ *Pony Boy* เวอร์ชันภาพยนตร์ยาว
ที่กำลังจะเข้าฉายในเดือนมิถุนายน
.
มันเหมือนเป็นการปิดฉากบทหนึ่ง
ของการใช้ชีวิตด้วยความกลัวว่า คนอื่นจะรู้ความจริงว่าฉันเป็นใคร
.
และเป็นการเฉลิมฉลองว่า ฉันสามารถสร้างหนังจากมันได้
หนังที่ฉันภูมิใจ และฉันรู้ว่ามันจะเปิดบทสนทนามากมาย
.
แม้ว่าบทสนทนานั้นจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สังคมกำลังตึงเครียดมาก
.
ความอับอายที่ฉันมีต่อร่างกายตัวเอง มันเชื่อมโยงอย่างมากกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับคนข้ามเพศ (trans) ในตอนนี้
.
เพราะอัตลักษณ์ของคนข้ามเพศกำลังถูกลดทอนคุณค่า ถูกดูหมิ่น และถูกปฏิเสธ
.
ในขณะที่อัตลักษณ์ของคนอินเตอร์เซ็กซ์ก็ยังคงถูกปกปิด
.
กฎหมายหลายฉบับที่ห้ามเด็กข้ามเพศเข้าถึงการรักษาทางการแพทย์
กลับมี “ช่องโหว่” ที่ทำให้เด็กอินเตอร์เซ็กซ์ยังคงถูกผ่าตัด
และได้รับฮอร์โมนตามที่แพทย์เห็นว่า “เหมาะสม”
.
แม้ว่าในอนาคต เด็กคนนั้นอาจนิยามเพศของตัวเองต่างออกไปก็ตาม
.
ทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกัน
เพราะมันเกี่ยวกับ “สิทธิในการกำหนด #ร่างกายของตัวเอง ”
.
ตอนที่ฉันอายุ 16 และเข้ารับการผ่าตัด
ฉันควร #มีสิทธิเลือก ว่าจะผ่าหรือไม่ผ่า
.
พูดตามตรง ตอนนั้นฉันอาจจะเลือกผ่าก็ได้
เพราะฉันอยากเป็นผู้ชาย “ #ปกติ ”
.
แต่ความจริงก็คือ
ต่อมาฉันกลับนิยามตัวเองว่าเป็น non-binary และ trans feminine
ซึ่งทำให้ฉันไม่ได้ต้องการอัณฑะซิลิโคนเหล่านั้นเลย
แต่มันก็ยังอยู่ในร่างกายฉัน
เป็นหลักฐานของการตัดสินใจที่ฉันไม่มีสิทธิ์ควบคุม
และนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ฉันสร้างหนังเรื่องนี้
เพราะฉันยังไม่สามารถทำความเข้าใจกับบาดแผลทางใจจากการผ่าตัดนั้นได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเมื่อมันเกิดขึ้นกับเด็กอายุ 16 ปี ซึ่งยังเด็กมาก
.
Q : คุณรู้สึกอย่างไรเมื่อครั้งแรกที่รู้ว่าตัวเอง “แตกต่าง”?
มันส่งผลต่อชีวิตคุณอย่างไร?
.
A : ตอนที่ฉันรู้ตอนอายุ 12 ก่อนการผ่าตัด
ฉันรู้สึกไม่ไว้วางใจพ่อแม่และหมอเลย
.
ฉันหมดศรัทธาต่อผู้มีอำนาจโดยสิ้นเชิง
.
และฉันคิดว่านั่นอาจเป็นเหตุผลที่ต่อมา
ฉันหันไปใช้ยาเสพติด และแสดงพฤติกรรมต่อต้าน
.
มันเหมือนกับฉันพูดว่า
“พวกคุณทำร้ายฉัน งั้นฉันจะทำในสิ่งที่ฉันคิดว่าดีที่สุดสำหรับตัวเอง”
แต่สุดท้าย #ฉันกลับทำร้ายตัวเอง
นี่แหละคือวงจร เมื่อคุณไม่ได้รับการยอมรับ
.
สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือความสัมพันธ์กับพ่อแม่
ฉัน #รู้สึกเหมือน_ถูกหักหลัง
เพราะพวกเขา #ปิดบังความจริง มาตลอดชีวิต
.
แต่ตอนนี้ฉันมีแต่ความรักและให้อภัยพวกเขา
เพราะพวกเขาแค่ทำตามคำแนะนำของแพทย์
พวกเขาเป็นผู้อพยพจากเอลซัลวาดอร์
หนีสงครามกลางเมืองที่รุนแรงในยุค 80
.
สำหรับระบบการแพทย์
ฉันยังมีความรู้สึกขัดแย้ง
.
บางอย่างการแพทย์สมัยใหม่ก็น่าทึ่งมาก
เช่นตอนฉันผ่าตัดไส้ติ่ง
.
แต่ในขณะเดียวกัน
ระบบนี้ก็เชื่อมโยงกับทุนนิยมและปิตาธิปไตย
.
และพยายามรักษาความเชื่อผิด ๆ เรื่องเพศแบบสองขั้ว (gender binary)
.
ประสบการณ์การผ่าตัดนั้นเจ็บปวดมาก
ใช้เวลาฟื้นตัวประมาณ 2–3 สัปดาห์
.
แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดคือ “ #ความโดดเดี่ยว ”
.
ฉันไม่สามารถพูดเรื่องนี้กับใครได้
แม้แต่กับพ่อแม่
.
ฉันจำได้ว่าฉันเริ่มไปหานักบำบัดด้วยตัวเอง
เพราะฉันรู้ว่าฉันต้องการใครสักคนให้พูดด้วย
.
สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดจริง ๆ คือ #ความเหงา
.
และในช่วงเวลานั้น รวมถึงในปีต่อ ๆ มา
ฉันก็มีช่วงที่มีความคิดอยากทำร้ายตัวเองเกิดขึ้นบ้าง…………
ดูคลิปเพิ่มเติมที่ link ในคอมเม้นท์
#ส่วนสำคัญ Thai intersex Rights
การที่ใครสักคนหนึ่งจะได้มีอำนาจ เป็นเจ้าของร่างกายตนเอง หมายถึง
– การได้รับรู้ประวัติการรักษา
– การได้ตัดสินใจบนเนื้อตัวร่างกายตนเอง
– การดูแลสุขภาพ หมายถึง การคำนึงถึง บุคคลผู้เข้ารับบริการเป็นศูนย์กลางการดูแล หมายความว่า ในทุกๆการ บริบาลทางการแพทย์ ที่เกี่ยวข้องกับ กระบวนการ อันไม่สามารถหวนคืน เช่น รับบริการฮอร์โมนเพศ การผ่าตัดร่างกายเพื่อให้เข้ากับร่างกายที่สังคมกำหนด เพศชายต้องมีอะไรบ้าง เพศหญิงต้องมีอะไรบ้าง ต้องยึดหลัก ผู้เข้ารับบริการเป็นศูนย์กลาง คือ เจ้าตัวมีสิทธิ์ตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายตนเอง