กฎหมายคุ้มครองเด็ก ความครอบคลุมที่อาจยังไม่คุ้มครองเด็กอินเตอร์เซ็กซ์

กฎหมายคุ้มครองเด็ก ความครอบคลุม ที่อาจยังไม่คุ้มครอง เด็กอินเตอร์เซ็กซ์

เป็นที่ทราบกันว่า วาระการคุ้มครองเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ ถือเป็นวาระที่ถูกผลักดันมาอย่างต่อเนื่องในระดับเวทีโลก โดยองค์การสหประชาชาติ (United Nations) ได้จัดทำอนุสัญญาที่มีชื่อว่า “อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก” (Convention on the Rights of the Child: CRC) ในปี 2535 โดยเป็นสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติที่กำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ สนธิสัญญานี้มีไว้ให้รัฐสมาชิกให้สัตยาบันและจะต้องปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และมาตรการต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับอนุสัญญาลงนาม พร้อมจัดทำรายงานเป็นระยะต่อ คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ซึ่งการให้สัตยาบันและปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย และมาตรการ จะมีผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศนั้นๆ ในเวทีโลก และการติดต่อเพื่อการค้า และการผูกสัมพันธไมตรี กับนานาอารยประเทศ

อนุสัญญา CRC ตั้งอยู่บนหลักการพื้นฐาน 4 ประเด็น คือ

1.การไม่เลือกปฏิบัติ
2.ผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก
3.สิทธิในการมีชีวิตรอดและการพัฒนา
และ 4.การเคารพความคิดเห็นของเด็ก

ต่อมา คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ ได้มีความคิดเห็นทั่วไปเกี่ยวกับ กรณีที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กอีกหลายฉบับที่คาบเกี่ยวกับสิทธิของเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ อาทิเช่น
• CRC ความคิดเห็นทั่วไป #13 ระบุว่า รัฐต้องคุ้มครองเด็กจากความรุนแรงทุกรูปแบบ รวมถึงการปฏิบัติที่เป็นอันตรายต่อร่างกายหรือศักดิ์ศรีของเด็ก
• CRC ความคิดเห็นทั่วไป #15 ระบุว่า รัฐต้องรับรองสิทธิของเด็กในการได้รับบริการสุขภาพที่เคารพศักดิ์ศรีและความเป็นส่วนตัวของเด็ก

• CRC ความคิดเห็นทั่วไป #20 ระบุว่า เด็กวัยรุ่นมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพ การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และการไม่ถูกเลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของคุณลักษณะทางเพศ
• CRC/CEDAW คำแนะนำทั่วไปร่วมกัน #31 /ความคิดเห็นทั่วไป #18 ระบุว่า รัฐต้องมีการออกกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ, การคุ้มครองและเยียวยาผู้เสียหาย, การเก็บข้อมูล, การให้ความรู้แก่สาธารณชน, และการแก้ไขบรรทัดฐานทางสังคมที่เลือกปฏิบัติ กับกรณีที่มีการการปฏิบัติที่เป็นอันตรายต่อเด็กและสตรี ซึ่งหมายรวมถึงการผ่าตัดแทรกแซงที่ไม่จำเป็นต่อเด็กอินเตอร์เซ็กซ์

นอกจากนี้ วาระในการพูดถึงสิทธิของเด็กและบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์นี้ยังได้ถูกพูดถึงในอีกหลายเวที อาทิเช่น เวทีของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งองค์การสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) ที่เป็นหน่วยงานที่กำกับอยู่ทั้ง กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights: ICCPR) และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (International Covenant on Economics, Social and Culture Rights: ICESCR) เวทีคณะกรรมการต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติ (Committee Against Torture: CAT) ที่ดูแลอนุสัญญาว่าการต่อต้านการทรมาน และเวทีคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิคนพิการแห่งสหประชาชาติ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities: CRPD) ที่ดูแลอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ทั้งหมดต่างมีวาระร่วมกัน โดยมุ่งเน้นให้ยุติการละเมิดร่างกายของเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ผ่านการผ่าตัดแทรกแซงที่ไม่จำเป็นกับเด็กอินเตอร์เซ็กซ์

จากข้อมูลข้างต้นนี้ ทำให้วาระการทำงานของ THAi iNTERSEX RiGHTS รวมถึงองค์กรสิทธิของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ทั่วโลก ร่วมกันผลักดันสิทธิในเนื้อตัวร่างกายของเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ และเรียกร้องการยุติการผ่าตัดแทรกแซงในเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ เพื่อปักธงทางความคิดกับสังคมว่า นับตั้งแต่วันแรกที่เด็กคนหนึ่งลืมตาดูโลกขึ้นมา “พวกเขาจะต้องไม่ถูกผู้ใดละเมิดหรือพรากอธิปไตยเนื้อตัวร่างกายของพวกเขา”

[แล้วกฎหมายคุ้มครองเด็กประเทศไทยหละ?]

นับตั้งประเทศไทยเข้าไปเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญา CRC เมื่อปี 2535 ทำให้รัฐไทยมีพันธกรณีต้องปรับกฎหมายภายในประเทศให้สอดคล้องกับหลักการสิทธิเด็กที่ระบุอยู่ในอนุสัญญาฉบับดังกล่าว โดยก่อนหน้านั้น บริบทกฎหมายไทยที่เกี่ยวกับการคุ้มครองเด็กและสิทธิเด็กมีลักษณะเป็นข้อกฎหมายกระจายอยู่ในกฎหมายหลายฉบับ รวมถึงยังคงใช้ประกาศของคณะปฏิวัติปี 2515 ว่าด้วยสวัสดิภาพเด็ก ซึ่งเน้นการสงเคราะห์เด็กยากจนหรือเด็กเร่ร่อน มากกว่าการรับรองสิทธิเด็ก

ท่ามกลางปัญหาสังคมไทยที่รุนแรงขึ้นในช่วงปี 2530–2540 โดยเฉพาะปัญหาความรุนแรงในครอบครัว เด็กถูกทอดทิ้ง เด็กถูกแสวงหาประโยชน์ทางเพศ การค้ามนุษย์เด็ก ทำให้มีแรงงานเด็ก เด็กเร่ร่อน และเด็กถูกทำร้ายตามสถานศึกษาและสถานสงเคราะห์ เป็นจำนวนมาก กฎหมายเดิมไม่สามารถกำหนดหน้าที่ของรัฐในการป้องกันและช่วยเหลือเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเกิดแรงผลักดันให้มีกฎหมายใหม่ที่ครอบคลุมกว่าเดิม

ด้วยเหตุนี้ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 จึงถูกบัญญัติขึ้นมา โดยมีหลักการและเหตุผล เพื่อให้การคุ้มครองเด็กจากความรุนแรง การละเลย และการแสวงหาประโยชน์ โดยมีหลักการสำคัญ ได้แก่
• รับรองว่าทุกคนอายุต่ำกว่า 18 ปีเป็นเด็ก และต้องได้รับการคุ้มครอง
• กำหนดหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และรัฐในการเลี้ยงดูและคุ้มครองเด็ก
• ห้ามการทารุณกรรมและการแสวงหาประโยชน์จากเด็ก
• คุ้มครองเด็กที่อยู่ในภาวะเสี่ยง เด็กถูกทอดทิ้ง เด็กถูกกระทำความรุนแรง
• เปิดโอกาสให้รัฐแทรกแซงเพื่อคุ้มครองเด็ก เมื่อผู้ปกครองไม่สามารถดูแลได้
• จัดให้มีบ้านพักเด็ก และมาตรการฟื้นฟูต่างๆ

[ร่างกฎหมายคุ้มครองเด็กฉบับใหม่
กับการยืนยันสิทธิของเด็ก]

เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2568 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. …. โดยมีสาระสำคัญเป็นการยกเลิกพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ทั้งฉบับ ที่ใช้บังคับมาเป็นเวลานานและปรับปรุงเป็นฉบับใหม่ เพื่อให้สอดคล้อง เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และอนุสัญญา CRC มากขึ้น อาทิเช่น

1. รับรอง “สิทธิขั้นพื้นฐานของเด็ก” กำหนดว่าเด็กทุกคนมีสิทธิ เช่น
o สิทธิในการมีชีวิตรอด
o สิทธิในการพัฒนา
o สิทธิได้รับความคุ้มครอง
o สิทธิไม่ถูกใช้ความรุนแรง
o สิทธิไม่ถูกเลือกปฏิบัติ
2. เพิ่มหน้าที่ของรัฐ โดยกำหนดให้หน่วยงานของรัฐมีหน้าที่สนับสนุนการคุ้มครองเด็ก
3. เพิ่มระบบคุ้มครองเด็กระดับท้องถิ่น เช่น ให้มีคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัด สมัชชาคุ้มครองเด็กพนักงานคุ้มครองเด็ก ระบบฐานข้อมูลเด็ก เป็นต้น
4. ศาลมีอำนาจคุ้มครองเด็กมากขึ้น เช่น ไม่ต้องเผชิญหน้าผู้กระทำ ใช้มาตรการเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็กศาลสามารถกำหนดมาตรการเฉพาะได้ เป็นต้น
5. โรงเรียนมีหน้าที่เพิ่มขึ้น ต้องมีระบบคัดกรองเด็ก ระบบช่วยเหลือ และทำงานร่วมกับพนักงานคุ้มครองเด็ก
6. ตั้งกองทุนส่งเสริมการคุ้มครองเด็ก เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือเด็ก สนับสนุนหน่วยงานต่างๆ และใช้ในการคุ้มครองเด็กระยะยาว
7. เพิ่มมาตรการคุ้มครองเด็กที่เกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ เช่น ต้องได้รับน้ำนมจากหญิงอุ้มบุญอย่างน้อย 3 เดือน และได้รับการคุ้มครองหากเสี่ยงอันตราย เป็นต้น

อย่างไรก็ดี พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก ยังคงไม่ครอบคลุมถึงเหตุอีกหลายประการที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก รวมถึงยังไม่ได้ให้การรับรองสิทธิเด็กในหลายเรื่อง โดยเฉพาะสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย และมีสิทธิในการเลือกแนวทางดูแลร่างกายของตัวเอง จากขอบเขตของหลักการและเหตุผลของกฎหมายที่ไม่ครอบคลุมในส่วนนี้ เป็นเหตุให้เด็กอินเตอร์เซ็กซ์มักถูกล่วงละเมิดสิทธิเนื้อตัวร่างกาย ผ่านการผ่าตัดแทรกแซงโดยไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนจากแพทย์ เพื่อให้ร่างกายตรงกับเพศที่พ่อแม่จะระบุให้ในสูติบัตร

 ดังนั้น หากจะแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ให้สอดรับกับ ความคิดเห็นทั่วไปหลายฉบับ รวมถึงข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเชิงสรุปของคณะกรรมการ CRC จะเป็นผลในเชิงบวกมากขึ้นกับประเทศไทย ในฐานะประเทศที่ให้การรับรองสิทธิเด็ก และป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำที่ล่วงละเมิดเด็กในทุกรูปแบบ นับตั้งแต่วันแรกที่เขาเกิดมา โดย THAi iNTERSEX RiGHTS มีข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย ดังต่อไปนี้

1. เพิ่มหลักการคุ้มครองสิทธิในบูรณภาพของร่างกาย (Bodily Integrity) เพื่อระบุว่า

o เด็กทุกคนมีความสมบูรณ์ในร่างกายของตัวเองนับตั้งแต่แรกเกิด
o แพทย์และผู้ปกครองไม่สามารถตัดสินใจผ่าตัดแทรกแซงเด็กโดยไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อให้เด็กดูเป็น “ชาย”หรือ “หญิง” โดยที่เด็กยังไม่สามารถให้การยินยอมด้วยตัวเองได้

2. เพิ่มหลักการคุ้มครองสิทธิการได้รับข้อมูลของเด็ก เพื่อระบุว่า

o เด็กมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลเวชระเบียนของตน ประวัติการรักษาและการผ่าตัด

3. เพิ่มหลักการคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติ ในส่วนที่ระบุว่า

o เด็กจะไม่ถูกเลือกปฏิบัติจากเพื่อน ครู และสถานศึกษา ด้วยเหตุแห่งคุณลักษณะทางเพศ
(Sex Characteristics)
o เด็กจะไม่ถูกเปิดเผยข้อมูลทางการแพทย์โดยไม่ผ่านการยินยอม

4. เพิ่มหลักการหน้าที่ของรัฐในการรับรองสิทธิเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ เพื่อระบุว่า

o ครู และสถานศึกษาควรปฏิบัติต่อเด็ก โดยเฉพาะเด็กอินเตอร์เซ็กซ์อย่างไร
o บุคลากรทางการแพทย์ควรให้คำปรึกษากับเด็ก โดยเฉพาะเด็กอินเตอร์เซ็กซ์อย่างไร
o นักสังคมสงเคราะห์ควรช่วยครอบครัวของเด็ก โดยเฉพาะเด็กอินเตอร์เซ็กซ์อย่างไร

ทั้งนี้ การจะผลักดันเพื่อให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเกิดความร่วมมือกันตั้งแต่ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมทั้งส่วนที่ทำงานด้านสิทธิเด็ก สิทธิความหลากหลายทางเพศ และสิทธิของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ เพื่อให้ได้แนวทางที่ดีที่สุด และทำให้ร่างกฎหมายที่จะออกมาและประกาศใช้หลังจากนี้สามารถปฏิบัติใช้ได้จริง และยกระดับสิทธิและสวัสดิภาพของเด็กได้อย่างแท้จริง

บทความ: อัส
บรรณาธิการ: พรีส และเท็ดดี้แบร์
อ้างอิง:
[1] กระทรวงการต่างประเทศ. (2003). อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) 
[2] Save the Children. (2011). General comment no 13. Article 19. 
[3] The Office of the High Commissioner for Human Rights. (2016). General comment No. 20 (2016) on the implementation of the rights of the child during adolescence. 
[4] The Office of the High Commissioner for Human Rights. (2013). General Comment No. 15 on the right of the child to the highest attainable standard of health.
[5] The Office of the High Commissioner for Human Rights. (2014). Joint general recommendation No. 31 of the Committee on the Elimination of Discrimination against Women.
[6] กรมกิจการเด็กและเยาวชน. (n.d.). พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 
[7] กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่งคงของมนุษย์. (2025). ครม. อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. …ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานให้ชัดเจนขึ้น

CATEGORIES:

Comments are closed