วาไจนัล ครีม เดวิส: กับชีวิตที่เลือกปฏิเสธการผ่าตัดแทรกแซงร่างกาย

วาไจนัล ครีม เดวิส: กับชีวิตที่ เลือกปฏิเสธ การผ่าตัดแทรกแซงร่างกาย

แม้ปัจจุบัน วงการการแพทย์จะทราบถึงผลกระทบเกี่ยวกับการผ่าตัดแทรกแซงเพศของเด็กทารก และเริ่มเปลี่ยนวิธีการรับมือเมื่อพบกับทารกแรกเกิดที่มีคุณลักษณะทางเพศที่นอกเหนือไปจากเพศชายกับหญิงไปบ้างแล้ว

แต่ถ้าย้อนกลับไปเมื่อยุค 1950 การรับมือของแพทย์เมื่อพบเจอกับทารกอินเตอร์เซ็กซ์นั้นอาจไม่เป็นเช่นวันนี้ และเป็นเรื่องที่กล้าหาญมากที่ครอบครัวหนึ่งจะตัดสินใจต่อร่างกายของเด็กทารกในรูปแบบที่ต่างออกไปจากคำแนะนำทางการแพทย์ แต่พ่อกับแม่ของ วาไจนัล ครีม เดวิส (Vaginal Crème Davis) ซึ่งมาจากครอบครัวคนผิวสีนักขับเคลื่อนสิทธิชุมชนในเมืองลอสแองเจอลิส กลับตัดสินใจในทิศทางที่แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ พ่อกับแม่ของเธอตัดสินใจว่าจะไม่ให้ลูกของพวกเขาเข้ารับการผ่าตัดแทรกแซงทางเพศแบบเด็กคนอื่นๆ ที่เกิดมาในลักษณะเดียวกัน และนั่นทำให้ วาไจนัล ถูกกำหนดเพศในสูติบัตรให้เป็นผู้ชาย แต่กลับได้รับการเลี้ยงดูและการเรียกขานสรรพนามแบบเด็กผู้หญิงจากพ่อแม่และพี่สาวทั้ง 4 คน

ด้วยการเลี้ยงดูที่ส่งเสริมให้ วาไจนัล รู้จัก เข้าใจ และโอบรับตัวตนของตัวเอง ทำให้เธอมีความกล้าที่จะเป็นตัวเอง และมีความต้องการที่จะบอกเล่าความหลากหลายของมนุษย์ที่ปรากฏขึ้นจากเรื่องราวชีวิตของเธอและคนรอบข้าง ผ่านผลงานการแสดงของเธอ โดยเริ่มจากการเป็นนักร้องนำของวง Art-Punk ชื่อ Afro Sisters ก่อนจะขยับมารับบทบาทตัวละครที่มีความแตกต่างไปจากฟกระแสสังคมหลัก เช่น แดร็กควีนนักปฏิวัติผิวดำ ป๊อปสตาร์ชิคาน่าวัยรุ่น หรือคนรักของสมาชิกกองกำลังคนผิวขาวหัวรุนแรง เป็นต้น

เธอตั้งใจสร้างพื้นที่วิพากษ์บริบทหรือชุดคุณค่าที่สังคมกำลังยึดถืออยู่ผ่านการแสดงของเธอ หนึ่งในนั้นคือ การจัดหมวดหมู่และลำดับชั้นทางเพศ และนั่นทำให้ภาพลักษณ์ของเธอกลายเป็นสิ่งที่สังคมไม่ต้องการ จนได้ชื่อว่า “แดร็กก่อการร้าย” โดยเธอได้เคยให้สัมภาษณ์ถึงตัวตนของเธอว่า “ฉันไม่เข้ากับสังคมกระแสหลัก แต่ก็ไม่เข้ากับวัฒนธรรมทางเลือกด้วย ฉันเกย์เกินไปสำหรับพังก์ และพังก์เกินไปสำหรับเกย์ ฉันคือภัยคุกคามต่อสังคม”

 

ตัวตนที่ไม่เข้ากับกระแสหลักในสังคมของเธอ ยังผลให้เธอนำมาใช้สร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมและประติมากรรมเอาไว้มากมาย หนึ่งในผลงานที่สร้างชื่อของเธอคือ นิทรรศการที่มีชื่อว่า “Come On Daughter Save Me” ที่จัด ณ Invisible-Exports มหานครนิวยอร์ก เมื่อปี 2015 โดยชื่อนิทรรศการได้รับแรงจูงมาจากคำพูดที่แม่เธอเคยพูดกับเธอเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “แม่” กับ “เธอ” ซึ่งประกอบสร้างให้เธอเป็นเธอจนถึงทุกวันนี้

ในนิทรรศการนี้ ประกอบด้วยงานประติมากรรมจำนวน 16 ชิ้น ที่ทำมาจากดินเหนียว และของใช้เสริมความงามของผู้หญิง เช่น ยาทาเล็บ น้ำหอม สเปรย์ผม โดยปั้นออกมาเป็นใบหน้าคน และอวัยวะเพศที่ผิดรูปไปจากกระแสหลัก เพื่อตั้งคำถามถึงความเป็นผู้หญิงและมาตรฐานความสวยงามที่สังคมตั้งคุณค่าไว้

ในเชิงผลงานศิลปะของ วาไจนัล ครีม เดวิส นิทรรศการนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอก้าวข้ามผ่านจากงานแสดงไปสู่งานจิตรกรรมและประติมากรรมมากขึ้น โดยเราจะได้เห็นตัวตนความเป็น เดวิส ออกมาผ่านงานศิลปะที่ถูกใช้เพื่อตั้งคำถามกับระบบของสังคมที่ยึดถือมาอย่างยาวนาน และร่างกายที่ถูกทำให้เป็นพื้นที่แสดงออกถึงการมีอำนาจทางการเมือง งานศิลปะชุดนี้ของเธอจึงเป็นการตั้งคำถามกลับไปยังสังคมว่า

“เรายังจะสามารถตามหาคุณค่าของความเป็นมนุษย์จากสิ่งภายนอกที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลาและไม่จีรังยั่งยืนได้หรือ? หรือว่าแท้ที่จริงคุณค่าเหล่านั้นเกิดจากภายในตัวเองที่รู้จักตัวเอง?”

ปัจจุบัน เดวิส ยังคงสร้างสรรค์ผลงานศิลปะหลากหลายประเภท และจัดแสดงนิทรรศการแสดงผลงานศิลปะของเธอของเรื่อยมา โดยนิทรรศการล่าสุดของเธออย่าง “Magnificent Product exhibition” (2024-2026) ซึ่งประกอบด้วยผลงานจิตรกรรม ประติกรรม และงานแสดงแบบติดตั้งในชื่อ “Choose Mutation” ซึ่งนำเสนอเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่ไม่เป็นไปตามกรอบ และความหวาดระแวงจากการถูกควบคุมโดยสังคม โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือ “Learning from the Virus” ของ พอล บี พรีเซียโด

งานศิลปะทุกแขนงของเธอนั้นยังคงเต็มไปด้วยคุณค่าต่อการชักชวนสังคมกลับมาฉุกคิดถึงเพื่อนมนุษย์ข้างกายของทุกคนว่า เพราะความหลากหลายนี้เองที่ทำให้โลกขับเคลื่อนมาได้จนถึงทุกวันนี้ และมันคงจะดีมากที่ความหลากหลายนี้จะไม่ถูกหยิบมาใช้เป็นเครื่องมือห้ำหั่นกันอีก

บทความ: อัส
บรรณาธิการ: พรีส

CATEGORIES:

Comments are closed