“คุณลักษณะทางเพศตามธรรมชาติ” – ความจริงที่แม้แต่ชีววิทยาทางการแพทย์ก็อาจไม่เคยเล่าให้เราฟังอย่างครบถ้วน

“คุณลักษณะทางเพศตามธรรมชาติ” - ความจริงที่แม้แต่ชีววิทยาทางการแพทย์ก็อาจไม่เคยเล่าให้เราฟังอย่างครบถ้วน

นับตั้งแต่อดีต มนุษย์มีความสงสัยเกี่ยวกับความต่างทางเพศของมนุษย์เองมานานแล้ว
จนกระทั่งเข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 16 นักวิทยาศาสตร์เริ่มตั้งคำถามเรื่องเพศกำหนด
ไปจนถึงการศึกษากระบวนการพัฒนาตัวอ่อน และโครงสร้างเซลล์และฮอร์โมนทางชีววิทยาอย่างเป็นระบบ และต่อมาได้เป็นพื้นฐานของชีววิทยาทางเพศที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบัน

แต่กระนั้น แม้ชีววิทยาจะได้รับการศึกษาลงลึกมากขึ้นเพียงใด แต่ระบบการแพทย์และสังคมยังยึดติดแนวคิดเรื่องเพศแบบทวิลักษณ์อยู่มาก โดยที่สังคมอาจไม่ทันสังเกตว่า
วิธีคิดที่ใช้กรอบความคิดทางการแพทย์อาจกำลังลดทอนคุณลักษณะทางเพศบางประการออกไป
และเป็นผลให้ตัวตนของคนบางกลุ่มถูกทำให้หายไปผ่านการแทรกแซงบางอย่างเพื่อพาพวกเขาเหล่านี้เข้าสู่ระบบเพศแบบทวิลักษณ์

และใช่ เรากำลังพูดถึงคุณลักษณะทางเพศของคนอินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex)

นี่คือคุณลักษณะทางเพศของมนุษยชาติที่ “ธรรมชาติสร้าง”
กล่าวคือ มนุษย์ทุกคนมีสเปกตรัมของคุณลักษณะทางเพศ และไม่ได้ถูกจัดให้ลงกล่อง 2 ใบ แบบที่ชีววิทยาทางการแพทย์ได้เคยกล่าวไว้

เราจะเห็นได้โดยทั่วไปว่า คุณลักษณะทางเพศที่ถูกมองว่าเป็นของเพศหญิง เช่น ผิวเนียนละเอียด ไม่มีขน สะโพกผาย อาจปรากฏได้ในมนุษย์เพศชาย พอๆ กับ คุณลักษณะทางเพศที่ถูกมองว่าเป็นของเพศชาย เช่น ผิวมัน มีขนเยอะ สะโพกตรง ที่อาจปรากฏได้ในมนุษย์เพศหญิง

เพราะคุณลักษณะเหล่านี้เป็นสเปกตรัมที่ประกอบสร้างขึ้นมาเป็นตัวเรา

นี่คือวิธีที่ระบบการแพทย์นับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16 มองเพศของมนุษย์ โดยแพทย์ส่วนใหญ่พยายามที่จะ “แบ่งครึ่ง” ให้เหลือแค่ชายหรือหญิง ซึ่งในความเป็นจริง ร่างกายของมนุษย์จะมีพื้นที่ตรงกลางที่หลากหลายกว่านั้นมาก

ระบบการแพทย์จึงเข้ามาแก้ไขคนที่หลุดออกจากกรอบ
“เพศชาย” และ “เพศหญิง” ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การผ่าตัด
การรักษาแบบพึ่งพิง หรือการจัดหาฮอร์โมนให้ เพื่อให้คนกลุ่มนี้กลับเข้าสู่กรอบที่ระบบการแพทย์ต้องการ

แต่คำถามคือ…
เราควรปรับ “มนุษย์” ให้เข้ากับระบบ
หรือควรปรับ “ระบบ” ให้เคารพความเป็นมนุษย์?

จากความพยายามของระบบการแพทย์ในวันนั้น สู่การก่อร่างสร้างตัวของรัฐชาติแบบสมัยใหม่ ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 ทำให้แนวคิด ระบบ 2 เพศ กลายเป็นที่ได้รับความยอมรับในทางสังคมมากยิ่งขึ้น และเป็นผลให้สังคมพยายาม “แบ่งมนุษย์” เป็นแค่ 2 กล่อง ถ้าไม่เป็น “ชาย” ก็ต้องเป็น “หญิง” ผ่านการระบุในสูติบัตรตั้งแต่แรกเกิด

และเมื่อร่างกายของเด็กทารกแรกเกิด ไม่เข้ากับระบบ 2 เพศ แพทย์และครอบครัวจึงใช้ความชอบธรรมของระบบรัฐที่ยังไม่เข้าใจความต้องการของเด็กแรกเกิด ตัดสินใจให้ความยินยอมเพื่อให้เด็กได้รับการผ่าตัดเพื่อทำให้ร่างกายเข้ากับกรอบ 2 เพศที่สร้างขึ้น ทั้งๆ ที่ธรรมชาติของมนุษย์…ไม่ได้มีแค่สองแบบ และความหลากหลายไม่ใช่ความผิดปกติเลย

เมื่อระบบการแพทย์และมนุษย์เริ่มเข้าใจร่างกายมากขึ้น
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 แพทย์ นักปกป้องสิทธิมนุษยชน
และองค์กรสิทธิความหลากหลายทางเพศ จึงริเริ่มใช้คำว่า “อินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex)” เพื่อนำมาใช้อธิบายว่า…
มนุษย์มีคุณลักษณะทางเพศตามธรรมชาติที่หลากหลายมากกว่าการตีกรอบ “ชาย” หรือ “หญิง” ได้

แต่ปัญหาคือ ระบบความคิดเดิมของสังคม ทำให้การอธิบายคุณลักษณะทางเพศแบบ “อินเตอร์เซ็กซ์” ถูกทำให้กลายเป็น
กรอบใหม่ที่เอาไว้ใช้อธิบายคนที่อยู่นอกกรอบ
ของ “ชาย” กับ “หญิง” อีกทีหนึ่ง

สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจกับสังคมในวันนี้ คือ
ธรรมชาติไม่เคยขีดเส้นแบ่งชัด ๆ ว่า

“ตรงนี้คือชาย” และ “ตรงนี้คือหญิง”

ความหลากหลายเกิดขึ้นจริงในร่างกายมนุษย์ทุกยุคทุกสมัย

เส้นแบ่งเหล่านั้นส่วนใหญ่…
ถูกสร้างขึ้นโดยสังคมและการติดป้ายระบุเพศ
ก็เป็นเพียง “ทางเลือก” ไม่ใช่ความจริงของธรรมชาติ

บทความ: อัส
บรรณาธิการ: พรีส

CATEGORIES:

Comments are closed