คุนซา และมัมซูฮฺ กับแนวคิดการจัดหมวดหมู่ภววิทยาที่สามของมนุษยชาติ

** บทความนี้นำเสนอการตีความแนวคิดของ ซัยยิด กาซิม อัล-ยัซดี ผ่านงานวิจัยของ เมห์รดาด อาลีปูร์ (2025)
ซึ่งเป็นแนวคิดที่อาจเปิดพื้นที่ให้ คุนซาและมัมซูฮฺ ถูกพิจารณาในฐานะกลุ่มที่อยู่นอกกรอบการแบ่งแบบชายกับหญิง
และอาจนำไปสู่การอ่านในเชิง ‘ภววิทยาที่สาม’ ได้ อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการตีความทางวิชาการร่วมสมัย
มิใช่ข้อยุติที่เป็นเอกฉันท์ ของนักนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์ทั้งหมด **

เมื่อเราพูดถึง ภววิทยา เรากำลังสื่อถึงการทำความเข้าใจภาวะการดำรงอยู่ ความเป็นจริง และการแปรสภาพของสิ่งมีชีวิต สำหรับบทความนี้ THAi iNTERSEX RiGHTS จะมาชวนทุกคนมาทำความเข้าใจ คุนซา และมัมซูฮฺ กับแนวคิดการจัดหมวดหมู่ภววิทยาที่สามของมนุษยชาติ โดยอ้างอิงจากรายงานวิจัย Navigating Body Politics in Shi#i Legal Tradition ของ เมห์รดาด อาลีปูร์ ซึ่งหยิบยกแนวคิดของ 2 นักนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์อิหม่ามสิบสองกับมุมมองต่อการมีอยู่ของ คุนซา และมัมซูฮฺ ที่ค่อนข้างแตกต่างกันอย่าง อัล-ยัซดี กับ อัล-อันศอรี และเหตุใดแนวคิดของ อัล-ยัซดี จึงตอบสนองต่อการใช้ชีวิตโดยทั่วไปของคุนซา กับมัมซูฮฺ ได้มากกว่า?

จริงอยู่ที่ว่า เมื่อเราพูดถึงภววิทยาของมนุษยชาติ นักนิติศาสตร์มุสลิมทุกนิกายทั่วทุกมุมโลกมักให้คำตอบว่า มนุษย์มีเพียงแค่ 2 เพศคือ ชายกับหญิง ที่เป็นเช่นนี้เพราะ ความเป็นสองเพศ คือ ชายกับหญิง ได้ถูกกล่าวถึงในอัลกุรอาน จำนวนหลายโองการ อาทิเช่น
“โอ้มวลมนุษย์! จงยำเกรงพระเจ้าของพวกเจ้า ผู้ทรงสร้างพวกเจ้าจากชีวิตเดียว และจากชีวิตนั้นพระองค์ได้ทรงสร้างคู่ของมัน และจากทั้งสอง พระองค์ได้ทรงแพร่กระจายชายและหญิงจำนวนมาก” (อัลกุรอาน 4:1)
“และพระองค์ทรงทำให้เขาเป็นคู่ คือ เป็นเพศชายและเพศหญิง” (อัลกุรอาน 75:39) เป็นต้น

และจากข้อความอัลกุรอานข้างต้นจึงเป็นเหตุผลให้อัล-อันศอรี สนับสนุนแนวคิดเพศทวิลักษณ์ และตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่า แท้ที่จริง คุนซา (โดยเฉพาะ คุนซา ฆ็อยรุลมุชกิล) กับมัมซูฮฺ ก็คือเพศชายหรือไม่ก็เพศหญิง เพียงแต่เราไม่รู้ว่าเขาเป็นเพศอะไรกันแน่ และในระหว่างที่ยังไม่มีเครื่องมือที่สามารถช่วยระบุความเป็นเพศของ คุนซา กับมัมซูฮฺ ได้อย่างแน่ชัด จึงจำเป็นต้องใช้หลักความระมัดระวังตามบทบัญญัติ (Aṣālat al-Iḥtiyāṭ) หรือก็คือ “ถ้ายังไม่รู้ว่าเป็นอะไร ก็ทำทุกอย่างเผื่อไว้ก่อน”

ทำให้ คุนซา กับมัมซูฮฺจำเป็นต้อง:
• ต้องลดสายตาต่อทั้งชายและหญิง
• ต้องปกปิดอวัยวะทุกส่วนที่อาจเป็นเอาเราะห์
• ต้องหลีกเลี่ยงเสื้อผ้าสำหรับเพศชายและเพศหญิงโดยเฉพาะ
• ต้องละหมาดทั้งแบบชายและหญิงหากจำเป็น
• แต่งงานไม่ได้

ขณะเดียวกัน จากการตีความของ อาลีปูร์ ต่อแนวคิดของ อัล-ยัซดี อาจสะท้อนการยอมรับภววิทยาที่สาม กล่าวคือ อัล-ยัซดี ไม่ได้เริ่มต้นจากการตั้งสมมติฐานว่า คุนซา และมัมซูฮฺเป็นเพศที่สาม แต่ตั้งคำถามว่า บุคคลเหล่านี้เข้าข่ายนิยามของ “ชาย” หรือ “หญิง” ตามบทบัญญัติหรือไม่?

หากไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน ก็ไม่อาจนำบทบัญญัติที่กำหนดเฉพาะสำหรับชายหรือหญิงมาบังคับใช้กับพวกเขาโดยอัตโนมัติ แนวทางดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้มอง คุนซา และมัมซูฮฺ ในฐานะกลุ่มที่อาจอยู่นอกกรอบการแบ่งแบบชายกับหญิง ทั้งในทางนิติศาสตร์และการตีความบทบัญญัติ โดยไม่จำเป็นต้องรีบสรุปว่าพวกเขาเป็น “เพศใหม่” ในเชิงภววิทยา

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในการพิจารณาเรื่องนี้ อัล-ยัซดี ให้น้ำหนักอย่างมากกับการวิเคราะห์ผ่านหลักการอุศูลฟิกฮ์ของนิกายชีอะห์อิหม่ามสิบสอง โดยเขาได้ให้ข้อสังเกตต่อโองการอัลกุรอานที่มีข้อความ เช่น “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาชาย…” หรือ “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาหญิง…” ว่านั่นเป็นบทบัญญัติที่บัญชาให้กับเพศชายและเพศหญิงเป็นการเฉพาะ ขณะที่ คุนซา กับมัมซูฮฺ ไม่ถูกกล่าวถึงเป็นการเฉพาะ แปลว่าบทบัญญัตินี้ไม่สามารถบังคับใช้กับพวกเขาได้ ดังนั้นหลักการได้รับการยกเว้นภาระทางบทบัญญัติ (Aṣālat al-Barāʾa) จึงถูกนำมาใช้ เพราะไม่มีหลักฐานว่าพระเจ้าทรงกำหนดภาระนั้นไว้ ดังนั้นจึงห้ามสร้างภาระขึ้นเอง

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ สิ่งที่ THAi iNTERSEX RiGHTS จะชวนทุกคนพิจารณาไปด้วยกันก็คือ หากเราพิจารณาจากทั้ง 2 แนวคิดนี้ เราจะพบว่า:

อัล-อันศอรี เริ่มจากการตั้งสมมติฐานว่า “มนุษย์มีเพียง 2 เพศ” ทำให้แนวทางการจัดระเบียบคุนซา กับมัมซูฮฺ ตามแนวคิดของ อัล-อันศอรี ออกมาในรูปแบบที่พยายามทำให้ คุนซา กับมัมซูฮฺ ต้องปรับตัวตามหลักการศาสนา

ขณะที่ อัล-ยัซดี ตั้งสมมติฐานว่า “มีมนุษย์บางกลุ่มที่ไม่เข้าเกณฑ์เพศชายหรือเพศหญิง” ทำให้แนวทางการจัดระเบียบคุนซา กับมัมซูฮฺ ของ อัล-ยัซดี ออกมาในรูปแบบที่ยึดตามหลักการที่มี แล้วจึงค่อยๆ ปรับตัวตามความเป็นจริงในแต่ละกรณี

และนั่นทำให้ แนวคิดของอัล-ยัซดี อาจเอื้อต่อการใช้ชีวิตของ คุนซา และมัมซูฮฺมากกว่า เพราะหากไม่มีหลักฐานที่ทราบแน่ชัดว่า คุนซา กับมัมซูฮฺคนนั้นเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย การละเว้นจากบทบัญญัติที่กำหนดเฉพาะเพศชายกับเพศหญิงนั้นเป็นทางออกที่ลดภาระทางบทบัญญัติ และลดความจำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดของทั้งสองเพศพร้อมกัน จากหลักความระมัดระวังตามบทบัญญัติตลอดเวลา เนื่องจากไม่แน่ใจในความเป็นเพศชายหรือเพศหญิงของตัวเอง

นอกจากนี้ อัล-ยัซดี ยังได้อภิปรายถึงคำศัพท์ที่เป็นรากของหลักการและขั้นตอนของการพิจารณาในเรื่องนี้ ได้แก่

• มัฟฮูม (Mafhūm) หมายถึง มโนทัศน์ของความหมาย ถูกนำมาใช้เพื่อกำหนดขอบเขตของคำนั้นๆ ว่า มีขอบเขตอย่างไร เช่น ฟาซิก (Fasiq) ที่มีความหมายว่า คนบาป นั้นหมายถึงคนทำบาปใหญ่เท่านั้น หรือหมายรวมถึงคนทำบาปเล็กน้อยด้วย ถ้ายังหาคำตอบไม่ได้ นี่คือ ความสงสัยเกี่ยวกับความหมาย (Shubha Mafhūmiyya)

• อุรฟฺ (ʿUrf) หมายถึง ความเข้าใจร่วมของผู้คนที่มีเหตุผลตามการใช้ภาษาและสภาพความเป็นจริงในสังคม ไม่ใช่การตัดสินด้วยความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่หรือการโหวต ดังนั้น หากตามความเข้าใจโดยทั่วไปของผู้คนที่มีเหตุผล คุนซา หรือมัมซูฮฺไม่สามารถถูกจัดเข้าอยู่ในนิยามของ “ชาย” หรือ “หญิง” ได้อย่างชัดเจน ข้อเท็จจริงดังกล่าวย่อมเป็นส่วนหนึ่งที่นักนิติศาสตร์ต้องนำมาพิจารณาในการตีความและการวินิจฉัยทางบทบัญญัติ ไม่ใช่จับ คุนซา กับมัมซูฮฺ ใส่เข้าไปในหมวดเดิมทันที

ทั้งนี้ อุรฟฺมิได้หมายถึงความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่ หากแต่หมายถึงความเข้าใจร่วมตามการใช้ภาษาและการรับรู้ตามปกติของผู้คนที่มีเหตุผล ซึ่งนักนิติศาสตร์ใช้เป็นฐานในการตีความข้อเท็จจริง

• เมาฎูอฺ อุรฟี (Mawḍūʿ ʿUrfī) หมายถึง หัวข้อที่ถูกกำหนดโดยสังคม เช่น คำว่า “ชาย” ที่ถูกกำหนดลงในข้าวของเครื่องใช้รอบตัวสำหรับผู้ชาย ศาสนาไม่ได้กำหนด แต่เป็นสังคมที่กำหนด ดังนั้น สังคมกำหนดนิยามคำว่า “ชาย” ผ่านสิ่งที่ปรากฏบนร่างกายของมนุษย์อย่างไร? คำวินิจฉัยทางบทบัญญัติก็จำเป็นจะต้องอ้างอิงตามนั้น

• มิศด๊าก (Miṣdāq) หมายถึง กรณีที่เกิดขึ้นจริง ถูกนำมาใช้เพื่อพิจารณากรณีที่เกิดขึ้นตรงหน้าว่าเข้าข่ายขอบเขตของคำนั้นๆ หรือไม่? เช่น เราทราบว่า ฟาซิก หมายถึงเฉพาะคนที่ทำบาปใหญ่ แต่สำหรับคนที่เราเจอตรงหน้าตอนนี้ เขาคือคนที่ทำบาปใหญ่หรือไม่? ถ้ายังหาคำตอบไม่ได้ นี่คือ ความสงสัยเกี่ยวกับการนำไปใช้กับกรณีจริงเฉพาะกรณี (Shubha miṣdāqiyya)

คำศัพท์เหล่านี้ ถูกจัดเรียงลำดับความสำคัญ และบ่งบอกขั้นตอนของนำมาใช้ร่วมกับหลักการพิจารณาเพื่อให้ได้คำตอบในเรื่องของ คุนซา กับมัมซูฮฺ

ท้ายที่สุด ข้อถกเถียงในเรื่องคุนซาและมัมซูฮฺตามแนวคิดของ อัล-ยัซดี ไม่ได้มีศูนย์กลางอยู่ที่การค้นหาว่า บุคคลเหล่านี้เป็น “ชาย” หรือ “หญิง” หากแต่อยู่ที่การตั้งคำถามต่อกรอบความคิดที่ใช้จัดประเภทมนุษย์ กล่าวคือ ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล แต่เป็นปัญหาของนิยามความหมาย และขอบเขตของคำว่า “ชาย” และ “หญิง” นั้นสามารถครอบคลุมความหลากหลายของมนุษย์ได้จริงหรือไม่ กรอบการจำแนกดังกล่าวอาจไม่สามารถรองรับกรณีของคุนซาและมัมซูฮฺได้อย่างชัดเจน การนำบทบัญญัติที่กำหนดขึ้นสำหรับเพศชายหรือเพศหญิงมาใช้กับบุคคลเหล่านี้โดยอัตโนมัติย่อมขาดฐานรองรับทางนิติศาสตร์

ด้วยเหตุนี้ ข้อเสนอของ อัล-ยัซดี จึงมิได้เป็นเพียงการอภิปรายเรื่องเพศ หากแต่เป็นการทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างภาษา การจัดหมวดหมู่ และการใช้กฎหมายในการทำความเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามต่อรากฐานของการจำแนกมนุษย์ในทางนิติศาสตร์อิสลาม และเปิดพื้นที่ให้พิจารณาว่า อย่างน้อยในบริบทของการตีความทางนิติศาสตร์อิสลาม ความเป็นจริงของมนุษย์อาจมีความซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้ด้วยกรอบเพศทวิลักษณ์เพียงอย่างเดียว

บทความ: อัส
บรรณาธิการ: ดร.สาลาม๊ะ หลงสะเตียะ
อ้างอิง: 
[1] Alipour, Mehrdad. (2025) Navigating Body Politics in Shi#i Legal Tradition: Examining Sayyid Kāzim alYazdī’s Account of Non-Binary Intersex

CATEGORIES:

Comments are closed