บทความนี้นำเสนอความเข้าใจเกี่ยวกับ
คุนซา และมัมซูฮฺ ตามแนวนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์อิหม่ามสิบสอง
มิใช่ ข้อสรุปที่เป็นเอกฉันท์ของมุสลิมทุกนิกาย
อินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex) แท้ที่จริงไม่ใช่คุณลักษณะทางเพศรูปแบบใหม่ที่มนุษยชาติเพิ่งค้นพบเมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อน แต่พวกเขาเหล่านี้อยู่ร่วมกับสังคมมนุษย์มาเป็นระยะเวลานาน โดยในแต่ละภาษา วัฒนธรรม และศาสนาต่างก็มีชื่อเรียกและวิธีการจัดการต่อบุคคลที่เกิดมาพร้อมคุณลักษณะทางเพศแบบอินเตอร์เซ็กซ์ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป
สำหรับศาสนาอิสลาม ก็มีการพูดถึงบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์เช่นกัน โดยมีปรากฏให้เห็นในวรรณกรรมฟิกฮ์ (อุศูลุลฟิกฮ์) ของนิกายชีอะห์อิหม่ามสิบสอง ซึ่ง THAi iNTERSEX RiGHTS ได้อ้างอิงข้อมูลทั้งหมดนี้มาจากรายงานวิจัย “Navigating Body Politics in Shi#i Legal Tradition” ของ เมห์รดาด อาลีปูร์ ภาควิชาปรัชญาและศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยอูเทรกต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่ได้ทำการศึกษาค้นคว้าไว้เมื่อปี 2025 โดยหยิบเอาคำวินิจฉัยความเป็นเพศของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ และแนวทางการปฏิบัติตนในสังคมมุสลิมชีอะห์ของบุคคลกลุ่มนี้ ตามทัศนะของ ซัยยิด กาซิม อัล-ยัซดี นักนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์ที่มีชื่อเสียงเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 โดยเขาได้จำแนกประเภทบุคคลว่า นอกเหนือจากชายกับหญิงแล้ว ตามหลักนิติศาสตร์อิสลามได้ระบุประเภทของบุคคลไว้ ดังนี้
1. คุนซา (Khunthā) เป็นคำในภาษาอาหรับ ใช้อธิบายถึงหมวดหมู่ทางนิติศาสตร์อิสลามของบุคคลที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่วงการการแพทย์ปัจจุบันเรียกว่า “อินเตอร์เซ็กซ์” (Intersex) ซึ่งเป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะทางเพศที่ปรากฏบนร่างกาย ในแบบผสมผสานทั้งของเพศชายและเพศหญิง ซึ่งความคล้ายคลึงและผสมผสานรูปแบบของทั้งสองเพศ ทำให้นักนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์ ต้องกำหนดวิธีพิจารณาผ่านเครื่องบ่งชี้ที่มองเห็นได้เพื่อใช้ระบุเพศหรือธรรมชาติทางเพศของคุนซา ไว้หลายประการ พร้อมกับจำแนก คุนซา เป็นประเภทย่อยอีก 2 ประเภท คือ
• คุนซา ฆ็อยรุลมุชกิล (Al-khunthā ghayr al-mushkil) หรือ อินเตอร์เซ็กซ์ที่ไม่ซับซ้อน หมายถึง บุคคลที่สามารถระบุเพศได้อย่างง่ายดาย โดยใช้เครื่องบ่งชี้หลักในช่วงวัยเด็ก หรือใช้เครื่องบ่งชี้รองที่ปรากฏขึ้นภายหลังบุคคลนั้นเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์แล้ว
• คุนซา มุชกิล (Al-khunthā al-mushkil) หรือ อินเตอร์เซ็กซ์ที่ซับซ้อน หมายถึง บุคคลที่ไม่สามารถระบุเพศได้ผ่านเครื่องบ่งชี้หลักหรือรอง ทำให้ไม่สามารถกำหนดเพศให้แก่บุคคลนั้นได้
2. มัมซูฮฺ (Mamsūḥ) เป็นคำในภาษาอาหรับ พบในเอกสาร Ḥāshiyat al-Makāsib ของอัล-ยัซดี (แต่ไม่ใช่คำที่พบได้บ่อยในวรรณกรรมฟิกฮ์กระแสหลัก) ใช้อธิบายถึงบุคคลที่เกิดมาพร้อมกับคุณลักษณะทางเพศที่สามารถบอกได้ว่าเป็นเพศชายหรือเพศหญิง หรือบางกรณี อาจใช้เรียก “ขันที” หรือบุคคลที่ผ่านการตอนทั้งอวัยวะเพศชายและอัณฑะแล้ว
และด้วยเหตุที่สมัยก่อน ยังขาดชุดข้อมูลความรู้ทางการแพทย์ ทำให้การวินิจฉัยของนักนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์นั้น ยึดโยง กับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นชัด อย่างเช่น คุณลักษณะทางเพศ (ซึ่งหมายถึง มวลกล้ามเนื้อ ขนตามร่างกาย ลูกกระเดือก สะโพก เต้านม และอื่น ๆ) อวัยวะเพศ และระบบสืบพันธุ์ เท่านั้น ไม่นับรวมถึงกรณีฮอร์โมนและโครโมโซมเพศที่มีรูปแบบหลากหลายออกไป แต่ไม่ปรากฏเครื่องบ่งชี้ที่เด่นชัดว่าเป็น คุนซา หรือมัมซูฮฺ ทำให้การกล่าวถึง คุนซา หรือมัมซูฮฺ อาจไม่ได้หมายรวมถึงอินเตอร์เซ็กซ์ในทุกกรณี ตามรูปแบบทางการแพทย์ปัจจุบัน
สำหรับวิธีการพิจารณาความเป็นเพศของ คุนซา/ มัมซูฮฺ ตามหลักนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์นั้นมีหลายรูปแบบ เช่น
กรณีไม่ซับซ้อน:
• คุณลักษณะทางเพศที่ปรากฏบนร่างกายของ คุนซา/ มัมซูฮฺ เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ หากมีพัฒนาการในรูปแบบคล้ายเพศชาย ให้ถือว่าเป็นเพศชาย และหากมีพัฒนาการในรูปแบบคล้ายเพศหญิง ให้ถือว่าเป็นเพศหญิง
กรณีซับซ้อน:
• รูปแบบการปัสสาวะ อ้างอิงจากหะดีษที่ถูกบันทึกโดย อัล-กุไรนี (หนังสือ Al-Kāfī) ระบุว่า ในยุคที่ยังไม่มีองค์ความรู้ด้านพันธุศาสตร์และต่อมไร้ท่อ นักนิติศาสตร์บางส่วนใช้ลักษณะการขับปัสสาวะเป็นหนึ่งในเกณฑ์ประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดเพศของคุนซา/ มัมซูฮฺ โดย คุนซา/ มัมซูฮฺที่ปล่อยปัสสาวะออกมาอย่างพุ่งแรงและรวดเร็ว บุคคลนั้นถือว่าเป็นผู้ชาย แต่ถ้าคุนซา/ มัมซูฮฺ ปล่อยปัสสาวะแบบไหลหยดผ่านระหว่างต้นขาให้ถือเป็นผู้หญิง
• จำนวนซี่โครง ผู้ให้ทัศนะเกี่ยวกับวิธีพิจารณานี้คือ ฟาคิร อัล-มุฮักกิกีน อัล-ฮิลลี โดยระบุว่า หากจำนวนซี่โครงทั้งสองข้างเท่านั้นถือว่าเป็นผู้หญิง และหากไม่เท่ากันทั้งสองข้างให้ถือเป็นผู้ชาย ซึ่งในอดีตนักนิติศาสตร์บางท่านเสนอให้ใช้เกณฑ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้ไม่ได้รับการยอมรับในทางการแพทย์สมัยใหม่ และไม่ได้เป็นหลักเกณฑ์ที่ใช้กันทั่วไปในปัจจุบัน
• หากทั้งสองวิธีไม่สามารถใช้พิสูจน์ความเป็นเพศของ คุนซา/มัมซูฮฺ ได้ การจับสลาก เพื่อให้ คุนซา/ มัมซูฮฺ ได้รับสิทธิบางประการในทางกฎหมายอิสลาม เช่น การแบ่งมรดก อาจเป็นวิธีแก้ปัญหาได้ แต่ไม่ใช่วิธีที่สามารถพิสูจน์ความเป็นเพศที่แท้จริงของ คุนซา/ มัมซูฮฺ ได้
ทั้งนี้ ยังมีเรื่องราวอีกหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิตและสิทธิต่างๆ ของ คุนซา/ มัมซูฮฺ ภายใต้จารีตประเพณีอิสลาม ที่นักวิชาการ และนักนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์จำนวนมาก ได้ถกเถียงเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการจัดการเพื่อให้ คุนซา/ มัมซูฮฺ ได้รับความเป็นธรรมที่สุด และ THAi iNTERSEX RiGHTS ขอให้ พื้นที่นี้เป็นพื้นที่ปลอดภัย ในการนำเสนอแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสันติของทุกสังคม ทุกศาสนา และทุกความเชื่ออย่างแท้จริง
บทความ: อัส
บรรณาธิการ: พรีส
อ้างอิง:
[1] Alipour, Mehrdad. (2025) Navigating Body Politics in Shi#i Legal Tradition: Examining Sayyid Kāzim alYazdī’s Account of Non-Binary Intersex