“โรงเรียนบอกว่าเราไม่ปกติ”: เมื่อตำราเรียนสร้างบาดแผลให้เด็กอินเตอร์เซ็กซ์

นับตั้งแต่เราทุกคนลืมตาขึ้นมาใช้ชีวิตอยู่บนโลกในยุคสมัยที่รัฐชาติถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการกำหนดสิทธิเสรีภาพของประชากรผู้เป็นพลเมืองของรัฐนั้น ๆ เรามักจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การบริหารจัดการข้อมูลประชากรจะถูกจัดการด้วยระบบสองเพศอย่างชัดเจน โดยอ้างอิงจากคุณลักษณะทางร่างกายที่แสดงออกภายนอกว่าเป็นผู้หญิง หรือเป็นผู้ชาย ก่อนจะถูกประทับตราโดยรัฐด้วยการออกใบสูติบัตร และหลักฐานข้อมูลประชากรอื่น ๆ เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน ที่จะนำไปสู่กับการยืนยันสถานะบุคคลเพื่อเข้ารับบริการต่าง ๆ ตามที่รัฐจัดสรรให้ เช่น การรักษาพยาบาล การศึกษา เป็นต้น

การตราประทับแรกเกิด นำไปสู่การวางระบบสองเพศให้แนบเนียนไปทั้งองคาพยพ ดังนั้นเมื่อเด็กคนหนึ่งเข้าสู่ระบบการศึกษา เขาจะพบว่าการแบ่งแยกชายหญิงนั้นเริ่มถูกทำให้ชัดเจนขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตั้งแถวแยกนักเรียนหญิง-ชาย การแบ่งห้องน้ำหญิง-ชาย การปฏิบัติต่อนักเรียนหญิง-ชายในระดับที่ต่างกันของครูอาจารย์ ทำให้เด็กที่เกิดมาอยู่พร้อมคุณลักษณะทางร่างกายที่ไม่ลงกล่องสองเพศเริ่มอึดอัดมากขึ้น และแม้ว่า เมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาในระดับมัธยมแล้ว เราอาจจะเคยได้ยินอยู่บ้างว่า นอกจาก โครโมโซม XX ที่ทำให้ร่างกายมนุษย์ปรากฏคุณลักษณะเพศหญิง และโครโมโซม XY ที่ทำให้ร่างกายมนุษย์ปรากฏคุณลักษณะเพศชาย แต่ยังมีโอกาสที่เราอาจได้พบเจอมนุษย์ที่มีโครโมโซมเพศรูปแบบอื่น ไม่ว่าจะเป็น XO, XXX, XXY, และ XYY แต่การนำเสนอชุดข้อมูลเหล่านี้กลับไม่นำไปสู่การสร้างความเข้าใจว่า มนุษย์ทุกคนสามารถเกิดมาบนความหลากหลายได้ และสามารถได้รับสิทธิในการพัฒนาศักยภาพในทุกมิติเช่นเดียวกับคนทั่วไป

ในทางกลับกัน ตำราวิชาชีววิทยา สุขศึกษา และวิชาทางการแพทย์ ก็มักถูกนำเสนอในฐานะ “ความผิดปกติ” (Abnormity) หรือ “ภาวะเป็นโรค” (Pathology) โดยรายงานวิจัย Protecting Intersex People in Europe โดย OII Europe และ ILGA-Europe เปิดเผยว่า การที่วิชาชีววิทยา สุขศึกษา หรือแม้แต่วิชาทางการแพทย์นำเสนอข้อมูลที่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า ร่างกายที่มีคุณลักษณะทางเพศนอกเหนือไปจากหญิงกับชายเป็นเรื่องผิดปกติ และจำเป็นจะต้องได้รับการรักษาหรือแก้ไขให้กลับเข้ารูปเข้ารอยของร่างกายระบบสองเพศให้ได้มากที่สุด หลักสูตรเหล่านี้มีผลต่อความรับรู้ของผู้คนทั่วไปในสังคม

เพราะสิ่งนี้กำลังฝังรากลงไปในความเข้าใจของสังคมว่า คุณลักษณะทางร่างกายที่นับว่าเป็นปกติคือ ร่างกายที่สามารถถูกจัดวางลงในกล่อง “เพศหญิง” หรือ “เพศชาย” เท่านั้น และกำลังปฏิเสธความหลากหลายทางชีววิทยาของมนุษย์ทั้งในรูปแบบเพศ และรูปแบบอื่น ๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้กับร่างกายมนุษย์ทั้งหมด ซึ่งความจริงในทางชีววิทยากลับไม่ได้เป็นแบบนั้น จากรายงานขององค์การสหประชาชาติ (United Nations) ระบุว่า ประชากรทั่วโลกกว่า 1.7% เกิดมา หรือมีพัฒนาการของคุณลักษณะทางเพศที่แตกต่างไปจากบรรทัดฐานเพศหญิง-เพศชายดั้งเดิม หรือที่เรียกว่า “อินเตอร์เซ็กซ์” (Intersex) ดังนั้น หากระบบการศึกษาโดยส่วนใหญ่ทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยยังคงนำเสนอข้อมูลเช่นนี้ และไม่พยายามที่จะทำความเข้าใจกับรายงานวิจัยทางการแพทย์ฉบับใหม่ที่เกี่ยวข้องกับ อินเตอร์เซ็กซ์ ให้มากขึ้น สิ่งนี้คือการส่งต่ออคติ ความรังเกียจ และการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศอย่างไม่รู้จบ อันจะนำไปสู่ผลกระทบทางด้านจิตใจของเด็กอินเตอร์เซ็กซ์อย่างรุนแรง

โดยรายงานของ OII Europe และ ILGA-Europe เปิดเผยว่า เด็กและวัยรุ่นอินเตอร์เซ็กซ์ทั่วทั้งยุโรปต่างต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติในหลากหลายรูปแบบ เช่น

• การกลั่นแกล้ง (Bullying) ทั้งในโรงเรียนและการศึกษาระดับที่สูงขึ้น
• การถูกใช้คำพูดในลักษณะล้อเลียน ดูถูก และเหยียดหยามคุณลักษณะทางร่างกายที่ปรากฏให้เห็นว่า ไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานเพศหญิงหรือเพศชาย

โดยสาเหตุแห่งการกลั่นแกล้งรังแก หรือการล้อเลียน ดูถูก และเหยียดหยามนี้ ไม่ได้มาจากเพียงอุปนิสัยส่วนบุคคล หรือคุณลักษณะทางเพศที่หลากหลายของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ แต่โครงสร้างสถาปัตย์ในโรงเรียนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสร้างความวิตกกังวลให้กับนักเรียนอินเตอร์เซ็กซ์ เช่น ห้องน้ำแยกเพศหญิง-เพศชาย และห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าในคาบเรียนพลศึกษา กลายเป็นพื้นที่แห่งความกลัวและการจ้องจับผิด ที่นำไปสู่การกลั่นแกล้งรังแกกันภายในโรงเรียน

รายงานฉบับนี้ยังระบุว่า การกลั่นแกล้ง มักส่งผลให้นักเรียนอินเตอร์เซ็กซ์ต้องหยุดเรียนบ่อยครั้ง และต้องออกจากระบบการศึกษา เนื่องจากเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตอย่างรุนแรง รวมถึงการต้องเข้ารับการรักษาและติดตามสภาวะร่างกาย (จากการการถูกผ่าตัดแทรกแซงในอดีต) กับโรงพยาบาลเป็นเวลานานและบ่อยครั้ง ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักเรียนอินเตอร์เซ็กซ์ออกจากระบบการศึกษาก่อนกำหนดเช่นกัน

ความตึงเครียดทางร่างกายและจิตใจเหล่านี้ ถือเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เด็กและวัยรุ่นอินเตอร์เซ็กซ์ไม่สามารถพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่ และนำไปสู่ผลการเรียนที่ต่ำกว่ามาตรฐาน สำหรับคนอินเตอร์เซ็กซ์ที่สามารถสำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้ ก็ยังคงต้องต่อสู้กับผลกระทบสะสมของการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เคยเจอในอดีต ร่วมกับการเลือกปฏิบัติที่ยังคงต้องเผชิญต่อในวัยผู้ใหญ่

ในครั้งถัดไป เราจะมาเจาะลึกให้ทุกคนเห็นว่า
สถาปัตยกรรมในโรงเรียนส่งผลให้นักเรียนอินเตอร์เซ็กซ์พบเจอประสบการณ์อย่างไรในสังคม
ทั้งนี้ ปัญหาเหล่านี้กำลังรอการมองเห็นเพื่อให้ได้รับการแก้ไข
แต่สิ่งที่สำคัญคือ การระลึกอยู่เสมอว่า มนุษย์ทุกคนเกิดขึ้นมาพร้อมกับความหลากหลาย และไม่มีใครเหมือนกัน
หากมนุษย์เข้าใจและเคารพกันบนพื้นฐานของความหลากหลาย สังคมที่มีแต่ความสันติสุขก็อาจไม่ไกลเกินที่เราจะใฝ่ฝันถึง

บทความ: อัส
บรรณาธิการ: พรีส

CATEGORIES:

Comments are closed