แอร์กุลีน อเบล บาร์แบ็ง (อ่านสำเนียงฝรั่งเศส) เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1838 ในครอบครัวยากจนที่เมือง Saint-Jean-d’Angély ประเทศฝรั่งเศส และถูกเลี้ยงดูในฐานะเด็กหญิง เธอได้รับการศึกษาในคอนแวนต์คาทอลิกและต่อมาได้ทำงานเป็นผู้ช่วยครูในโรงเรียนหญิงล้วน
.
ในช่วงวัยหนุ่มสาว เธอตกหลุมรักครูหญิงอีกคนหนึ่ง ความสัมพันธ์ดังกล่าวนำไปสู่ความสงสัยเกี่ยวกับร่างกายของเธอ และท้ายที่สุดเจ้าหน้าที่รัฐได้บังคับให้เธอเข้ารับการตรวจร่างกายโดยแพทย์
แพทย์สรุปว่า แม้เธอจะมีช่องคลอดขนาดเล็ก แต่ร่างกายมีคุณลักษณะทางเพศที่ถูกตีความว่าเป็น “ชาย” เช่น มีอวัยวะเพศขนาดเล็กและอัณฑะอยู่ภายในร่างกาย จากนั้นเธอจึงถูก “จัดประเภทใหม่” ทางกฎหมายให้เป็น “ผู้ชาย” และถูกบังคับให้เปลี่ยนชื่อเป็น “Abel Barbin”
หลังข่าวแพร่กระจาย เธอถูกสังคมจับจ้อง ต้องออกจากงาน และย้ายไปปารีสเพื่อหลีกหนีแรงกดดัน ทำให้เธอต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวและยากจนอย่างมาก
ในช่วงปลายชีวิต เธอเขียนบันทึกชีวิตของตนเอง (memoir) ซึ่งต่อมากลายเป็นเอกสารสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์อินเตอร์เซ็กซ์ เพราะเป็นเสียงเล่าจากประสบการณ์ตรงของผู้มีคุณลักษณะอินเตอร์เซ็กซ์ในยุโรปศตวรรษที่ 19
ปี ค.ศ. 1868 เธอเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายด้วยก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ภายในห้องพักของตนเอง โดยมีต้นฉบับบันทึกชีวิตวางอยู่ข้างเตียง
วันเกิดของเธอคือวันที่ 8 พฤศจิกายน ถูกใช้เป็น “Intersex Day of Remembrance” เพื่อรำลึกถึงผู้มีคุณลักษณะอินเตอร์เซ็กซ์ที่เผชิญความรุนแรงจากสังคมและระบบการแพทย์
ประเด็นสำคัญที่ Thai intersex Rights อยากชี้ให้เห็น
1. การกำหนด “เพศที่แท้จริง” โดยรัฐและแพทย์
กรณีของแอร์กุลีนสะท้อนว่า ในศตวรรษที่ 19 สังคมยุโรปเริ่มเชื่อว่าทุกคนต้องมี “เพศที่แท้จริง” เพียงหนึ่งเดียว โดยมอบอำนาจให้สถาบันทางการแพทย์และกฎหมายมีอำนาจในการตัดสินเรื่องนี้
2. ความรุนแรงจากการบังคับจัดประเภท
ความทุกข์ของเธอ ไม่ได้เกิดจากการเป็นอินเตอร์เซ็กซ์ แต่เกิดจากการที่สังคมไม่ยอมรับการดำรงอยู่ของบุคคลที่ไม่สามารถเข้ากับ กรอบชาย–หญิงแบบเข้มข้นตายตัวได้
3. บันทึกชีวิตในฐานะเอกสารประวัติศาสตร์สำคัญ
บันทึกของเธอถูกตีพิมพ์บางส่วนตั้งแต่ปี 1872 และต่อมา Michel Foucault นำมาตีพิมพ์ใหม่พร้อมบทวิเคราะห์ในช่วงทศวรรษ 1970 ภายใต้ชื่อหนังสือ Herculine Barbin: Being the Recently Discovered Memoirs of a Nineteenth-Century French Hermaphrodite ทำให้เรื่องราวของเธอกลายเป็นงานอ้างอิงสำคัญในการศึกษาประเด็นเพศ , อินเตอร์เซ็กซ์ และชีวการเมือง (biopolitics)
4.ร่างกายถูกทำให้เป็น “ปัญหา”
แทนที่สังคมจะถามว่า “จะช่วยให้เธอมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร” ระบบกลับถามว่า “เธอคืออะไรกันแน่” บทความจึงชี้ให้เห็นว่า คนอินเตอร์เซ็กซ์ถูกทำให้กลายเป็น #วัตถุ ของการจัดประเภท มากกว่าจะถูกมองในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
เรื่องของเธอสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า “เพศ” ไม่ได้เป็นเพียงข้อเท็จจริงทางชีววิทยา แต่เกี่ยวข้องกับอำนาจในการนิยามว่าใครควรเป็นอะไร ภายใต้สายตาของรัฐ ศาสนา และวิทยาศาสตร์
กรณีของแอร์กุลีนจึงมักถูกใช้ในการศึกษาว่า (ชวนคิดชวนคุยค่ะ)
- ระบบสองเพศ (male/female binary) ถูกสร้างและทำให้เป็น “มาตรฐาน” อย่างไร ทำร้ายคนที่อยู่นอกกล่องอย่างไร ?
- ร่างกายอินเตอร์เซ็กซ์ถูกทำให้กลายเป็น “ปัญหา” ทางสังคมอย่างไร
- การบังคับเปลี่ยนสถานะทางกฎหมายสามารถทำลายชีวิตทางสังคม อัตลักษณ์ และความสัมพันธ์ของบุคคลได้เพียงใด ?
อ้างอิง
1. Zinaman, M. (2026) ‘Herculine Barbin’, Making Queer History, 23 February. Available at:https://www.makingqueerhistory.com/articles/2026/2/23/herculine-barbin
2.Legacy Project Chicago (n.d.) Herculine Barbin. Available at:https://legacyprojectchicago.org/person/herculine-barbin (Accessed: 5 May 2026)
เรียบเรียง :สืบค้น : พรีส
สืบค้น : กราฟฟิก : เทดดี้แบร์