จูเลียส คักกวา (Julius Kaggwa)

จูเลียส คักกวา(Julius Kaggwa)

นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ในยูกันดา ผู้ทำงานเพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex) และการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างปลอดภัย เขาเป็นผู้อำนวยการขององค์กร Support Initiative for People with atypical Sex Development in Uganda (SIPD Uganda) : องค์กรสนับสนุนบุคคลผู้มีลักษณะพัฒนาการทางเพศที่หลากหลายในยูกันดา ซึ่งทำงานช่วยเหลือผู้ที่มีลักษณะอินเตอร์เซ็กซ์ รวมถึงครอบครัวและชุมชนในยูกันดา

.

คักกวา เติบโตมาโดยถูกเลี้ยงดูในฐานะเด็กผู้หญิงภายใต้ชื่อ “Juliette”(จูเลียตต์) อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่วัยรุ่น ร่างกายของเขาเริ่มเปลี่ยนแปลงในลักษณะที่สังคมตีความว่าเป็น “ผู้ชาย” เช่น เสียงที่เปลี่ยนไปและการมีหนวดเครา ภายหลังเขาจึงทราบว่าตนเองเป็นบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีลักษณะทางชีววิทยาเกี่ยวกับเพศที่ไม่สอดคล้องกับนิยามหญิงหรือชายแบบทั่วไปเพียงอย่างเดียว ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เขาต้องเผชิญแรงกดดันจากครอบครัว สังคม และความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเพศสภาพอย่างต่อเนื่อง

.

“เมื่ออายุ 17 ปี ประจำเดือนของฉันยังไม่มา เสียงเริ่มแตกเป็นเสียงผู้ชาย และฉันเริ่มมีหนวดเครา สิ่งที่ #ฉันไม่รู้ ในตอนนั้นคือ ฉันไม่ได้ป่วยเป็นโรคลึกลับอะไรเลย — ฉันเป็นมนุษย์ปกติที่มีภาวะทางการแพทย์อย่างหนึ่งเท่านั้น

.

ฉันเกิดมาเป็นคนอินเตอร์เซ็กซ์ (intersex) โดยมีอวัยวะเพศทั้งแบบชายและหญิง ต่อมาฉันเข้ารับการผ่าตัดเพื่อปิดช่องคลอด และปัจจุบันใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในชีวิตสมรสแบบชายหญิง

.

อินเตอร์เซ็กซ์คือ “ตัว i” ในคำว่า LGBTI และแม้ว่าเราจะยืนหยัดเคียงข้างชุมชนคนรักเพศเดียวกันในยูกันดา แต่ความเชื่อมโยงนี้ก็กลายเป็นดาบสองคมสำหรับพวกเรา

.

ในทางการเมือง เราถูกมองว่าเป็นคนกลุ่มเดียวกัน และต้องเผชิญอันตรายรวมถึงการคุกคามในระดับเดียวกัน แต่ในขณะที่ชุมชนนี้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเราในระดับหนึ่ง พวกเขาก็ยังไม่เข้าใจความต้องการเฉพาะของคนอินเตอร์เซ็กซ์”

.

คักกวา อธิบายว่า ในสังคมยูกันดา บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์จำนวนมากเผชิญการตีตรา การเลือกปฏิบัติ และความรุนแรง เด็กหลายคนถูกบังคับให้เข้ารับการผ่าตัดโดยไม่ได้รับความยินยอมอย่างแท้จริง หรือถูกมองว่าเป็น “คำสาป” และ “ความผิดปกติ” มากกว่าจะได้รับการดูแลในฐานะมนุษย์ที่มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับผู้อื่น ความไม่เข้าใจดังกล่าวส่งผลให้หลายครอบครัวปกปิดบุตรหลานของตนจากสังคม และทำให้บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์จำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์หรือการสนับสนุนด้านจิตใจได้อย่างปลอดภัย

.

จุดเริ่มต้นสำคัญของการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนของ คักกวา เกิดขึ้นเมื่อเขาได้พบเด็กอินเตอร์เซ็กซ์คนหนึ่งที่กำลังพยายามระดมทุนเพื่อเข้ารับการผ่าตัด เขาตระหนักว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้ต้องการเพียงการรักษาทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังต้องการพื้นที่ปลอดภัย การยอมรับ และความเข้าใจจากสังคม เหตุการณ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาเริ่มทำงานรณรงค์อย่างจริงจัง

.

“ ฉันเป็นห่วงเขา เพราะผู้คนมีคำถามมากมาย เช่น “คุณมีอวัยวะเพศกี่แบบ?” หรือ “อันไหนใช้งานได้?” สำหรับคนหนุ่มสาว เรื่องเหล่านี้ยิ่ง #สร้างบาดแผล_ทางใจอย่างหนัก คุณถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่า หากเป็นคนอินเตอร์เซ็กซ์ในยูกันดา ร่างกายของคุณจะไม่ใช่ของคุณอีกต่อไป แต่มันเป็นสิ่งที่คนอื่นจะ #ล่วงละเมิด#ตรวจสอบ หรือ #ทดลอง กับคุณได้โดยที่คุณไม่ยินยอม

.

ตอนนี้ฉันกลายเป็นบุคคลสาธารณะแล้ว และฉันไม่เสียใจกับเรื่องนี้ ใช่ ฉันรู้สึกว่าตัวเองเปิดเผยมากขึ้น เป็นเป้าหมายมากขึ้น แต่ฉันก็มีเครือข่ายนักเคลื่อนไหวและกลุ่มองค์กรนอกยูกันดาที่สามารถขอความช่วยเหลือได้หากมีใครคุกคามฉัน

.

ฉันเผชิญกับการคุกคามมาตลอดชีวิต รวมถึงจากครอบครัวของภรรยาคนแรก พวกเขาทั้งด่าทอและทำร้ายร่างกายฉัน มีครั้งหนึ่งสามีของพี่สาวพยายามข่มขืนฉัน ซึ่งเป็น “วิธีรักษา” แบบประหลาดเดียวกับที่ใช้กับผู้หญิงเลสเบี้ยนเพื่อ “แก้ไข” พวกเธอ ”

.

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คักกวา ทำงานเพื่อผลักดันประเด็นสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การยุติการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นต่อเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ การสร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศในสังคมแอฟริกา การสนับสนุนการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และจิตวิทยาที่ปลอดภัย รวมถึงการลดทัศนคติที่เชื่อมโยง “ความแตกต่างทางเพศ” เข้ากับบาป ความผิด หรืออาชญากรรม

.

นอกจากนี้ เขายังสะท้อนให้เห็นถึงความยากลำบากของนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิ LGBTI ในยูกันดา โดยเฉพาะภายใต้บริบททางการเมืองและกฎหมายที่จำกัดเสรีภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศ คักกวา ระบุว่า แม้ชุมชน LGBTI จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยบางส่วนสำหรับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ แต่ความต้องการเฉพาะของคนอินเตอร์เซ็กซ์ก็ยังไม่ได้รับความเข้าใจอย่างเพียงพอในหลายกรณี

.

คักกวา ยังกล่าวถึงบทบาทของศาสนาและวัฒนธรรมในสังคมยูกันดาว่า ผู้คนจำนวนมากไม่ได้มีเจตนาเกลียดชังบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์โดยตรง แต่ขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะดังกล่าว เขาจึงเลือกใช้แนวทางการสื่อสารที่เน้น “ #ความเป็นมนุษย์ ” มากกว่าการถกเถียงเชิงอุดมการณ์ เช่น การอธิบายว่าบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์คือ “ลูกหลาน สมาชิกครอบครัว หรือเพื่อนบ้าน” ของใครบางคน เพื่อสร้างความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจในระดับชุมชน

.

จากการทำงานอย่างต่อเนื่อง เขาได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยในปี ค.ศ. 2010 ได้รับรางวัล Human Rights Award จากองค์กร Human Rights First และในปี ค.ศ. 2011 ได้รับ Human Rights Defenders Award ร่วมกับนักสิทธิมนุษยชนคนอื่น ๆ ในยูกันดา

.

การทำงานของ จูเลียส คักกวา (Julius Kaggwa) สะท้อนให้เห็นว่าการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านอัตลักษณ์ทางเพศเท่านั้น หากยังเกี่ยวข้องกับสิทธิในการมีชีวิตอย่างปลอดภัย การได้รับการยอมรับในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เคารพต่อความแตกต่างของแต่ละบุคคลอย่างเท่าเทียม

CATEGORIES:

Comments are closed