อินเตอร์เซ็กซ์ ในโดมินิกัน ตอนที่1

“Sons and Daughters”: เรื่องราวของชุมชนอินเตอร์เซ็กซ์ในลัส ซาลินัส สาธารณรัฐโดมินิกัน

#เรียบเรียงจากบทความ

Sarah A. Topol, “Sons and Daughters: The Village Where Girls Turn into Boys,” Harper’s Magazine, August 2017 [ ซึ่งผู้เขียนลงพื้นที่ Las Salinas และ Saladillo และสัมภาษณ์บุคคลในชุมชนหลายราย ]

  1. อนาอิเบ : เด็กหญิงที่เติบโตขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง

เฟลิซิตา การ์ราสโก (Felicita Carrasco) เกิดในบ้านไม้กระดานในหมู่บ้านซาลาดิโย (Saladillo) หมู่บ้านขนาดเล็กในสาธารณรัฐโดมินิกันที่แทบไม่มีปรากฏอยู่บนแผนที่ มีถนนลาดยางเพียงสายเดียว และในทางปกครองถือเป็นชุมชนที่เชื่อมโยงกับลัส ซาลินัส (Las Salinas) ซึ่งเป็นเมืองที่มีประชากรราว 6,000 คน ชุมชนทั้งสองตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลบนสันเขาที่ทอดยาวเกือบถึงชายแดนประเทศเฮติ (Type Investigations⁠)

เฟลิซิตาเป็นบุตรคนที่สามของครอบครัว เธอมีผิวขาว ดวงตาสีฮาเซล และผมหยักศกสีเข้มแซมด้วยสีทอง ลักษณะหลายประการได้รับการถ่ายทอดมาจากคลาริเบล (Claribel) ผู้เป็นมารดา คลาริเบลชื่นชอบผมหนานุ่มของลูกสาวและใช้เวลาหลายชั่วโมงในการหวี จัดทรง และผูกโบว์ให้แก่เธอ

ในวัยเด็ก เฟลิซิตาซึ่งมีชื่อเล่นว่า “อนาอิเบ” (Anaibe) มักเล่นอยู่กับแองเจลินา (Angelina) พี่สาว ทั้งสองชอบเล่นเกมสมมติ โดยเฉพาะการตั้งชื่อให้ลูกในอนาคต รวมถึงจินตนาการถึงลูกชายของตนเอง พวกเธอช่วยกันทำงานบ้าน ล้างจาน และไปร่วมงานวันเกิดของเพื่อนบ้าน

เมื่อเวลาผ่านไป พฤติกรรมและความสนใจของอนาอิเบเริ่มแตกต่างจากสิ่งที่ครอบครัวคาดหวังจากเด็กผู้หญิง เธอชอบสวมกางเกงมากกว่ากระโปรง และมักดึงโบว์สีชมพูและสีขาวที่มารดาผูกไว้บนผมออก เธอแอบออกไปเล่นกับเด็กผู้ชายในละแวกบ้าน ทั้งแข่งรถไม้ ปีนต้นไม้ และเล่นกลางโคลน

คลาริเบลมักตามหาเธอและพากลับบ้าน พร้อมบอกให้ไปเล่นกับเด็กผู้หญิงคนอื่น ๆ แต่อาอิเบไม่ยอมทำตามง่าย ๆ เธอมักกลับไปเล่นกับเด็กผู้ชายอีกครั้งเมื่อมีโอกาส

ในช่วงเวลานั้น อนาอิเบเองยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าเหตุใดตนเองจึงรู้สึกแตกต่าง และไม่มีใครถามคำถามดังกล่าวกับเธอโดยตรง

เมื่อแองเจลินา พี่สาวของเธอเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ร่างกายก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปตามคุณลักษณะทางเพศทุติยภูมิ เช่น สะโพกที่ผายออกและเต้านมที่พัฒนาขึ้น แต่อวัยวะและรูปร่างของอนาอิเบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะเดียวกัน

คืนหนึ่ง เมื่ออนาอิเบอายุประมาณ 12 ปี เธอปลุกแองเจลินาซึ่งนอนเตียงเดียวกันและเล่าให้ฟังว่า เมื่อสัมผัสบริเวณอวัยวะเพศของตนเอง เธอรู้สึกเหมือนมีก้อนกลมสองก้อนอยู่ภายใน และไม่แน่ใจว่าเป็นอาการติดเชื้อหรือความผิดปกติบางอย่าง แองเจลินาช่วยตรวจดูเบื้องต้น แต่ไม่สามารถอธิบายสิ่งที่พบได้ เนื่องจากกายวิภาคภายนอกของเธอแตกต่างจากของน้องสาว

ในช่วงปีต่อมา ร่างกายของอนาอิเบเริ่มมีลักษณะเป็นชายมากขึ้น เธอเติบโตสูงและแข็งแรง ไหล่กว้างขึ้น หน้าอกขยาย และเริ่มเห็นลักษณะบริเวณลำคอที่เด่นชัดขึ้น

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เพื่อนนักเรียนบางคนเริ่มล้อเลียนเธอ พวกเขาเรียกเธอด้วยคำศัพท์ท้องถิ่น เช่น guabidó, güevote และ machihembra ซึ่งใช้เรียกบุคคลที่เกิดและถูกเลี้ยงดูในฐานะเด็กผู้หญิง แต่ต่อมาเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์กลับมีลักษณะทางกายภาพและอัตลักษณ์เป็นชายมากขึ้น (Type Investigations⁠)

คำเหล่านี้เป็นคำที่คนในลัส ซาลินัสและซาลาดิโยคุ้นเคย เนื่องจากการเกิดบุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวพบได้บ่อยมากในชุมชน จนหลายครอบครัวสามารถระบุได้ว่ามีบุคคลลักษณะเดียวกันอยู่ในเครือญาติ

  1. ภาวะอินเตอร์เซ็กซ์และ 5-alpha-reductase deficiency

ในปัจจุบัน บุคคลที่มีลักษณะทางเพศดังกล่าวสามารถอธิบายได้ในกรอบของ อินเตอร์เซ็กซ์ (intersex) ซึ่งหมายถึงบุคคลที่เกิดมาพร้อมลักษณะทางเพศ เช่น โครโมโซม อวัยวะสืบพันธุ์ อวัยวะเพศภายนอก หรือระบบฮอร์โมน ที่มีความหลากหลายและไม่สอดคล้องกับความคาดหวังทั่วไปของร่างกายที่ถูกจัดว่าเป็นชายหรือหญิงอย่างชัดเจน

บทความของ Topol ใช้คำว่า disorders of sexual development หรือ DSD ซึ่งเป็นศัพท์ทางการแพทย์ที่ใช้ในช่วงเวลานั้น อย่างไรก็ตาม คำดังกล่าวมีข้อถกเถียง เนื่องจากบุคคลและนักเคลื่อนไหวอินเตอร์เซ็กซ์จำนวนหนึ่งเห็นว่า การเรียกความหลากหลายของคุณลักษณะทางเพศว่าเป็น “disorder” หรือ “ความผิดปกติ” อาจทำให้ความแตกต่างของร่างกายถูกตีความว่าเป็นโรคโดยอัตโนมัติ (harpers.org⁠)

กรณีที่พบมากในลัส ซาลินัสและซาลาดิโยคือ 5-alpha-reductase deficiency โดยเฉพาะชนิดที่เกี่ยวข้องกับเอนไซม์ 5-alpha-reductase type 2 ซึ่งเกิดจากความแตกต่างของยีน SRD5A2

เอนไซม์ดังกล่าวมีหน้าที่สำคัญในการเปลี่ยนฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (testosterone) ให้เป็นไดไฮโดรเทสโทสเตอโรน (dihydrotestosterone หรือ DHT) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาอวัยวะเพศภายนอกในระยะตัวอ่อน

ดังนั้น ในบุคคลที่มีภาวะ 5-alpha-reductase deficiency และมีโครโมโซม 46,XY การสร้าง DHT อาจลดลง ส่งผลให้การพัฒนาของอวัยวะเพศภายนอกในครรภ์มีลักษณะที่แตกต่างจากสิ่งที่สังคมคาดหวังในเพศชาย ขณะที่อัณฑะและโครงสร้างระบบสืบพันธุ์ภายในบางส่วนยังคงมีลักษณะตามแบบชาย เมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ระดับเทสโทสเตอโรนที่เพิ่มขึ้นสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของคุณลักษณะทางเพศภายนอก เช่น การเจริญขององคชาต การเลื่อนลงของอัณฑะ และลักษณะทางกายภาพที่มีความเป็นชายเพิ่มขึ้น (PubMed⁠)

งานวิจัยในระยะต่อมาพบว่าภาวะดังกล่าวเกี่ยวข้องกับความแตกต่างของยีน SRD5A2 และมีรูปแบบการถ่ายทอดทางพันธุกรรมบนโครโมโซมร่างกาย (autosomal recessive) (PubMed⁠)

ดังนั้น การอธิบายว่าภาวะดังกล่าวเกิดจาก “การขาดการสร้าง DHT” ควรปรับให้แม่นยำเป็นว่า เกิดจากความแตกต่างของเอนไซม์ 5-alpha-reductase ซึ่งทำให้การเปลี่ยน testosterone เป็น DHT ลดลง เนื่องจาก DHT มิได้เป็นฮอร์โมนที่ร่างกาย “ไม่สร้างเลย” ในทุกกรณี

#ชุมชนที่มีกลุ่มประชากรสูงมาก

ลัส ซาลินัสเป็นพื้นที่ที่ได้รับความสนใจจากวงการแพทย์และพันธุศาสตร์ เนื่องจากพบผู้ที่มีภาวะ 5-alpha-reductase deficiency ในจำนวนสูงกว่าประชากรทั่วไปอย่างมาก

ในปี ค.ศ. 1974 Julianne Imperato-McGinley และคณะได้ตีพิมพ์งานวิจัยสำคัญในวารสาร Science โดยศึกษาบุคคลจากสาธารณรัฐโดมินิกันที่มีลักษณะอวัยวะเพศภายนอกแตกต่างและมีการเปลี่ยนแปลงเป็นชายอย่างชัดเจนเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ งานวิจัยดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะทางคลินิกกับการลดลงของการทำงานของเอนไซม์ 5-alpha-reductase (PubMed⁠)

ต่อมา งานวิจัยด้านพันธุศาสตร์ได้ระบุยีน SRD5A2 และพบความแตกต่างกันหลายรูปแบบที่เกี่ยวข้องกับภาวะดังกล่าว (JCI⁠)

งานวิจัยในปี ค.ศ. 1986 ซึ่งศึกษาผู้ที่มีอวัยวะเพศภายนอกแตกต่างในสาธารณรัฐโดมินิกัน ยังพบว่าภาวะ 5-alpha-reductase deficiency เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของลักษณะดังกล่าวในกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา (VIVO⁠)

ข้อมูลจากวรรณกรรมทางการแพทย์ยังระบุว่าในพื้นที่ลัส ซาลินัสมีความถี่ของภาวะดังกล่าวสูงมากเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป โดยมีการกล่าวถึงอัตราประมาณ 1 รายต่อผู้ชายที่ไม่ได้รับผลกระทบราว 90 ราย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวควรนำเสนออย่างระมัดระวัง เพราะขึ้นอยู่กับนิยามประชากรและวิธีการคำนวณของแต่ละการศึกษา ไม่ควรนำไปสรุปตรง ๆ ว่า “เด็ก 1 ใน 90 คนของชุมชนทั้งหมดเป็นอินเตอร์เซ็กซ์” (PubMed Central (PMC)⁠)

  1. การศึกษาของ Imperato-McGinley และการเปลี่ยนแปลงของอัตลักษณ์

ในช่วงทศวรรษ 1970 Teófilo Gautier และทีมวิจัยจาก Cornell University ซึ่งนำโดย Julianne Imperato-McGinley ได้เข้าศึกษากลุ่มประชากรในพื้นที่ดังกล่าว

งานวิจัยพบผู้ที่มีภาวะดังกล่าวจำนวนหนึ่งกระจายอยู่ในหลายครอบครัวที่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ และพบว่าบุคคลจำนวนมากถูกเลี้ยงดูในฐานะเด็กผู้หญิงในวัยเด็ก ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและอัตลักษณ์ทางเพศสภาพเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ (harpers.org⁠)

สิ่งที่ทำให้กรณีของลัส ซาลินัสมีความสำคัญทางวิชาการ ไม่ได้อยู่เพียงที่การค้นพบภาวะทางพันธุกรรมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคำถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง ชีววิทยา การเลี้ยงดู สังคม และการก่อรูปของอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ

งานวิจัยในยุคดังกล่าวจึงถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานในการอภิปรายว่า ฮอร์โมนและการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพในวัยเจริญพันธุ์อาจมีความสัมพันธ์กับการพัฒนาอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ อย่างไรก็ตาม การตีความดังกล่าวไม่ควรนำไปสู่ข้อสรุปว่าอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ถูกกำหนดโดยชีววิทยาเพียงปัจจัยเดียว

  1. ข้อถกเถียงเรื่องการผ่าตัดในเด็กอินเตอร์เซ็กซ์

หนึ่งในประเด็นสำคัญของบทความคือข้อถกเถียงเกี่ยวกับการผ่าตัดอวัยวะเพศของเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ตั้งแต่ทารกหรือวัยเด็ก

ในสหรัฐอเมริกา แนวทางทางการแพทย์ในอดีตจำนวนหนึ่งสนับสนุนการผ่าตัดเพื่อทำให้อวัยวะเพศของเด็กมีลักษณะสอดคล้องกับเพศที่แพทย์และผู้ปกครองกำหนดให้แก่เด็ก แนวคิดดังกล่าวตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าการทำให้ร่างกายมีลักษณะสอดคล้องกับชายหรือหญิงอย่างชัดเจนจะช่วยให้เด็กเติบโตและดำรงชีวิตได้ง่ายขึ้น (harpers.org⁠)

ในบทความ Topol ยกตัวอย่าง Laurence Baskin ศัลยแพทย์ระบบทางเดินปัสสาวะเด็ก ซึ่งสนับสนุนการผ่าตัดตั้งแต่ระยะต้นสำหรับภาวะ DSD จำนวนมาก โดยมองการผ่าตัดในฐานะการแก้ไขความแตกต่างทางกายวิภาคเพื่อให้เด็กสามารถใช้ชีวิตในอนาคตได้ง่ายขึ้น (harpers.org⁠)

ในทางตรงกันข้าม นักเคลื่อนไหวอินเตอร์เซ็กซ์และครอบครัวจำนวนมากตั้งคำถามว่า หากการผ่าตัดไม่ได้มีความจำเป็นทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน เหตุใดจึงควรตัดสินใจแทนเด็กในเรื่องที่อาจส่งผลต่อร่างกาย ความรู้สึกทางเพศ การทำงานของอวัยวะ และคุณภาพชีวิตไปตลอดชีวิต ก่อนที่เด็กจะสามารถให้ความยินยอมได้ด้วยตนเอง

ข้อถกเถียงจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องว่า “การผ่าตัดดีหรือไม่ดี” แต่เป็นคำถามเกี่ยวกับ อำนาจในการตัดสินใจ ความยินยอม ความจำเป็นทางการแพทย์ และสิทธิของบุคคลในการกำหนดอนาคตของร่างกายตนเอง

ประเด็นนี้ยังคงเป็นข้อถกเถียงในวงการแพทย์และสิทธิมนุษยชนมาจนถึงปัจจุบัน

  1. ชีวิตของอนาอิเบและการค้นพบอัตลักษณ์ของตนเอง

สำหรับอนาอิเบ การตระหนักว่าตนเองแตกต่างไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หากแต่เป็นกระบวนการสะสมความเข้าใจจากสิ่งที่เธอได้เห็นและได้ยินในชุมชน

เธอเริ่มเห็นว่ามีคนอื่นที่มีลักษณะคล้ายกับเธอ และบุคคลเหล่านั้นใช้ชีวิตในฐานะผู้ชาย สิ่งนี้ทำให้เธอเริ่มตั้งคำถามว่า เธอเองจะสามารถเป็นหนึ่งในพวกเขาได้หรือไม่

เมื่ออายุประมาณ 12 ปี เธอปฏิเสธที่จะสวมชุดชั้นในแบบเด็กผู้หญิงและขอชุดชั้นในแบบเด็กผู้ชายจากมารดา ต่อมา เมื่ออายุประมาณ 15 ปี เธอขอให้ตัดผมสั้น และหลังจากนั้นได้ย้ายไปนอนในห้องเดียวกับเด็กผู้ชายในครอบครัว

ครอบครัวไม่ได้จัดพิธีหรือประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทุกอย่างค่อย ๆ เกิดขึ้นผ่านชีวิตประจำวัน

เมื่ออายุ 18 ปี เธอขอให้ครอบครัวและเพื่อนเรียกชื่อว่า “จอห์นนี” (Johnny) และในปีเดียวกันนั้น เธอเดินเข้าไปในห้องน้ำชายเป็นครั้งแรก เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นประสบการณ์สำคัญที่ทำให้เธอรู้สึกว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับชีวิตของเธอนั้นสอดคล้องกับตัวตนที่เธอรับรู้จากภายใน

เรื่องราวของจอห์นนีสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทางกายภาพในวัยเจริญพันธุ์ไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ทางการแพทย์ แต่สามารถเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับ #การรับรู้ตนเอง #ความสัมพันธ์กับครอบครัว และ #การได้รับการยอมรับ_จากชุมชน

  1. เคาเดลิน: เมื่อประสบการณ์ของรุ่นหนึ่งต้องเผชิญกับการตัดสินใจของอีกรุ่นหนึ่ง

อีกกรณีหนึ่งที่บทความนำเสนอคือเคาเดลิน (Gaudelin) ซึ่งได้รับการวินิจฉัยภาวะ 5-alpha-reductase deficiency ตั้งแต่วัยทารก

เมื่อกุมารแพทย์ตรวจพบความแตกต่างของอวัยวะเพศ มารดาของเธอคือฮูเลียนา (Juliana) ตัดสินใจให้เธอได้รับการตรวจเพิ่มเติมและพบอัณฑะอยู่ภายในร่างกาย

ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้ฮูเลียนาเ #กิดความวิตกกังวล_อย่างมาก เธอต้องการให้ลูกได้รับการผ่าตัดตั้งแต่ยังเล็กเพื่อให้สามารถดำรงอัตลักษณ์ทางเพศหญิงต่อไปได้

กรณีนี้สะท้อนให้เห็น #ความซับซ้อน_ของการตัดสินใจ_เกี่ยวกับเด็กอินเตอร์เซ็กซ์อย่างชัดเจน เพราะแม้ชุมชนจะมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเด็กที่มีภาวะ 5-alpha เป็นจำนวนมาก แต่พ่อแม่แต่ละคนก็ #ยังต้องเผชิญ กับความกลัวและความไม่แน่นอนของตนเอง

ฮูเลียนากล่าวอย่างชัดเจนว่า แม้จะทราบว่าบุคคลจำนวนมากที่มีภาวะดังกล่าวเติบโตขึ้นเป็นผู้ชาย แต่สำหรับเธอแล้ว ลูกของเธอยังคงเป็น “ #เด็กผู้หญิง_ตัวเล็ก ๆ”

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นว่า การรับรู้ของครอบครัวเกี่ยวกับเพศของเด็ก #ไม่ได้ขึ้น_อยู่กับ ข้อมูลทางชีววิทยาเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับ #ความคาดหวัง #ความกลัว #ความรัก #ความรู้_ทางการแพทย์ และ #ประสบการณ์_ทางสังคม_ของผู้ปกครองด้วย

  1. ความเงียบในฐานะรูปแบบหนึ่งของการยอมรับ

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดประการหนึ่งของลัส ซาลินัส คือ #รูปแบบ_การยอมรับ ที่แตกต่างจากกรอบการพูดคุยเรื่องสิทธิและอัตลักษณ์ในสังคมตะวันตก

ผู้คนในชุมชนรู้ว่ามีบุคคลที่มีภาวะ 5-alpha-reductase deficiency อยู่จำนวนมาก หลายครอบครัวมีสมาชิกที่มีประสบการณ์เช่นนี้ แต่คนจำนวนมากกลับไม่พูดคุยกับบุคคลเหล่านั้นโดยตรงเกี่ยวกับร่างกายหรือประสบการณ์ของพวกเขา

Topol อธิบายสิ่งนี้ผ่านแนวคิดเรื่อง “รหัสแห่งความเงียบงัน” กล่าวคือ ผู้คนสามารถพูดคุยกับคนนอกเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวได้ แต่กลับหลีกเลี่ยงการถามบุคคลที่มีภาวะดังกล่าวโดยตรง

ความเงียบจึงมีลักษณะที่ซับซ้อน เพราะในด้านหนึ่งอาจสะท้อนความอับอายหรือข้อจำกัดทางสังคม แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจเป็นรูปแบบหนึ่งของการเคารพพื้นที่ส่วนตัว โดยเฉพาะเมื่อบุคคลที่มีภาวะดังกล่าวไม่ได้ถูกบังคับให้เปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวของตนเอง

  1. ความแตกต่างระหว่างอินเตอร์เซ็กซ์และคนข้ามเพศ

บทความยังนำเสนอกรณีของเคอร์ซิส รามิเรซ (Kirsis Ramírez) ซึ่งเป็น #หญิงข้ามเพศ_เพียงคนเดียว ที่ผู้เขียนพบในชุมชน

กรณีนี้มีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจว่า อินเตอร์เซ็กซ์กับคนข้ามเพศเป็นคนละแนวคิดกัน

บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์มีความหลากหลายของคุณลักษณะทางเพศตั้งแต่กำเนิด ขณะที่บุคคลข้ามเพศเป็นบุคคลที่อัตลักษณ์ทางเพศสภาพไม่ตรงกับเพศที่ถูกกำหนดให้เมื่อแรกเกิด ทั้งสองประเด็นอาจเกี่ยวข้องกับคำถามเรื่องเพศและอัตลักษณ์ แต่ไม่ควรถูกใช้แทนกัน

กรณีของเคอร์ซิสแสดงให้เห็นว่า การยอมรับในชุมชนไม่ได้เกิดขึ้นในรูปแบบเดียวกันกับบุคคลทุกกลุ่ม แม้ชุมชนจะมีประสบการณ์กับความหลากหลายทางเพศมาเป็นเวลานานก็ตาม

  1. ความหมายของ “ความเป็นชาย” ในชุมชน

เรื่องราวของดอนโฮเซ (Don José) หรือเธอร์มิโอ กูเอบัส เปเรซ (Thermio Cuevas Pérez) เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่าง อินเตอร์เซ็กซ์กับแนวคิดเรื่องความเป็นชาย

ดอนโฮเซเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในชุมชน เคยทำงานด้านการเมืองท้องถิ่นและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักการเมืองระดับประเทศ เขาได้รับการจดจำว่าเป็นบุคคลที่มีอำนาจ มีความมั่นใจ และมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงหลายคน

คนในชุมชนจึงไม่ได้มองภาวะของเขาว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เขาสูญเสียสถานะความเป็นชาย ในทางกลับกัน เรื่องราวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางเพศของเขากลับถูกเล่าขานในลักษณะขบขันและชื่นชม

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า “ความเป็นชาย” มิได้ถูกสร้างขึ้นจากกายวิภาคเพียงอย่างเดียว แต่ยัง #ถูกประกอบสร้าง_ผ่านบทบาททางสังคม อำนาจ ความสัมพันธ์ และการยอมรับจากสมาชิกในชุมชน

  1. ความเข้าใจผิดและข้อจำกัดของความรู้ในชุมชน

แม้ลัส ซาลินัสจะมีประสบการณ์กับภาวะ 5-alpha-reductase deficiency มากกว่าพื้นที่อื่น ๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนในชุมชนมีความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับภาวะนี้อย่างถูกต้องเสมอไป

ผู้เขียนพบว่ามีความเชื่อหลากหลายเกี่ยวกับสาเหตุของภาวะดังกล่าว ตั้งแต่ความเชื่อเรื่องการแต่งงานระหว่างเครือญาติ การบริโภคเกลือ ไปจนถึงการลงโทษจากพระเจ้า

บางคนยังเข้าใจว่าบุคคลที่มีภาวะดังกล่าวเป็นบุคคลที่มีทั้งความเป็นชายและหญิงอยู่ในร่างเดียวกัน หรือสามารถ #เลือกเพศของตนเอง #ได้อย่างอิสระ

ความเข้าใจเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า การมีประสบการณ์ร่วมกับภาวะทางชีววิทยาไม่ได้หมายความว่าชุมชนจะมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับภาวะนั้นอย่างถูกต้องเสมอไป

ดังนั้น การยอมรับทางสังคมกับความเข้าใจทางการแพทย์จึงเป็นคนละเรื่องกัน

  1. โยเซมิ: อัตลักษณ์ทางเพศสภาพไม่ได้ถูกกำหนดโดยกายวิภาคเพียงอย่างเดียว

กรณีของโยเซมิ รูอิซ (Yosemi Ruiz) มีความสำคัญในอีกด้านหนึ่ง เพราะเธอเป็นบุคคลที่มีภาวะ 5-alpha-reductase deficiency แต่ #ยังคงมี อัตลักษณ์ทางเพศสภาพ #เป็นผู้หญิง

เธอเล่าว่า #ตนเองรู้สึกว่า_เป็นผู้หญิง มาตลอด แม้ว่าครอบครัวจะเคยพยายามเลี้ยงดูเธอในฐานะเด็กผู้ชายตาม #คำแนะนำ_ทางการแพทย์

เมื่อผู้เขียนถามว่าเธอคิดว่าอัตลักษณ์ทางเพศสภาพเกิดจากกายวิภาคทางเพศหรือไม่ เธอตอบว่าอัตลักษณ์ของเธอ “ #มาจากข้างใน”

เรื่องราวของโยเซมิจึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้ภาวะ 5-alpha-reductase deficiency จะมีรูปแบบทางชีววิทยาที่เฉพาะเจาะจง แต่ผลลัพธ์ด้านอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ #ไม่ได้เหมือนกัน_ในทุกคน

  1. การผ่าตัดของจอห์นนีและคำถามเกี่ยวกับความจำเป็นทางการแพทย์

ต่อมาจอห์นนีเดินทางไปซานโตโดมิงโกเพื่อรับการผ่าตัด หลังจากแพทย์คนหนึ่งพบเรื่องราวของเขาทางโทรทัศน์และเสนอให้ผ่าตัดโดย #ไม่คิดค่าใช้จ่าย

หลังการผ่าตัด จอห์นนียังคงมีคำถามเกี่ยวกับร่างกายและอนาคตของตนเอง เช่น การเจริญของอวัยวะเพศ ความสามารถในการมีบุตร และความจำเป็นในการใช้ฮอร์โมน

คำถามเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า แม้การผ่าตัดจะถูกนำเสนอว่าเป็นหนทางไปสู่ “#การแก้ไข” หรือ “#การทำให้ร่างกายเป็นชาย” แต่สำหรับเจ้าของร่างกายแล้ว กระบวนการดังกล่าวยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและคำถามเกี่ยวกับผลลัพธ์ในระยะยาว

ประเด็นนี้นำกลับไปสู่คำถามสำคัญของบทความว่า หากการผ่าตัดสามารถรอได้ เหตุใดจึงต้องตัดสินใจแทนเด็กตั้งแต่ยังไม่สามารถให้ความยินยอมได้?

ในทางกลับกัน หากมีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ที่ชัดเจน การตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาก็ย่อมมีความซับซ้อนแตกต่างจากการผ่าตัดที่มีเป้าหมายหลักเพื่อทำให้รูปลักษณ์ของอวัยวะเพศสอดคล้องกับบรรทัดฐานทางเพศ

ดังนั้น การอภิปรายเรื่องการผ่าตัดเด็กอินเตอร์เซ็กซ์จึงจำเป็นต้องแยก การรักษาที่จำเป็นต่อสุขภาพหรือการดำรงชีวิต ออกจาก การผ่าตัดเพื่อทำให้ร่างกายสอดคล้องกับความคาดหวังทางสังคมเกี่ยวกับเพศ อย่างชัดเจน

  1. ลัส ซาลินัส: #สังคมที่ไม่ได้ก้าวข้าม_ระบบสองเพศ

แม้ลัส ซาลินัสจะมีความหลากหลายทางเพศปรากฏให้เห็นมากกว่าสังคมจำนวนมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าชุมชนแห่งนี้ละทิ้งระบบความคิดเรื่องเพศแบบสองขั้ว

ในทางตรงกันข้าม บรรทัดฐานเกี่ยวกับเพศชายและเพศหญิงยังคง #มีความเข้มแข็ง และผู้คนจำนวนมากยังมองโลกผ่านหมวดหมู่ “ผู้ชาย” และ “ผู้หญิง”

ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ว่า เด็กอินเตอร์เซ็กซ์บางคนได้รับพื้นที่ในการเติบโตและค้นหาว่าตนเองจะดำรงชีวิตอยู่ในหมวดหมู่ใด โดยไม่จำเป็นต้องถูกกำหนดให้ตายตัวตั้งแต่แรกเกิด

นี่อาจเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญที่สุดจากกรณีลัส ซาลินัส

ชุมชนแห่งนี้ไม่ได้แสดงให้เห็นว่า “เพศไม่มีความสำคัญ” แต่กลับแสดงให้เห็นว่า การยอมรับความแตกต่างอาจเกิดขึ้นได้แม้สังคมยังคงมีกรอบความคิดเรื่องชายและหญิงอย่างชัดเจน

  1. บทเรียนสำคัญจากลัส ซาลินัส

จากเรื่องราวทั้งหมด ผู้เขียนตั้งคำถามว่า เหตุใดชุมชนเล็ก ๆ แห่งนี้จึงสามารถยอมรับบุคคลที่มีภาวะ 5-alpha-reductase deficiency ได้ในระดับหนึ่ง ทั้งที่สาธารณรัฐโดมินิกันมีวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับความเป็นชายและบทบาททางเพศอย่างมาก

คำตอบอาจไม่ได้มีเพียงหนึ่งเดียว

การที่ชุมชนพบเห็นบุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวมาต่อเนื่องหลายชั่วอายุคนอาจทำให้ความแตกต่างกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เมื่อสิ่งที่ครั้งหนึ่งดูเหมือน “ผิดปกติ” กลายเป็นสิ่งที่สมาชิกในชุมชนพบเห็นอยู่เสมอ ความรู้สึกแปลกแยกอาจลดลง

ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ทางเครือญาติที่แน่นแฟ้นอาจทำให้บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ยังคงได้รับการยอมรับในฐานะสมาชิกของครอบครัวและชุมชน แม้ว่าพวกเขาจะมีลักษณะทางเพศที่แตกต่างจากบรรทัดฐานก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรโรแมนติไซซ์ชุมชนแห่งนี้ว่าเป็น “สังคมยูโทเปียด้านความหลากหลายทางเพศ” เพราะยังมีการกลั่นแกล้ง การตีตรา ความอับอาย ความเข้าใจผิด และความกังวลของครอบครัวอยู่จริง

สิ่งที่แตกต่างอาจอยู่ที่ว่า เมื่อการเปลี่ยนแปลงของเด็กอินเตอร์เซ็กซ์เริ่มชัดเจนขึ้น ชุมชนจำนวนมากเลือกที่จะปรับตัวตามเด็ก มากกว่าพยายามบังคับเด็กให้กลับไปอยู่ในกรอบเดิม

  1. จาก “การแก้ไขร่างกาย” สู่ “ #การเคารพสิทธิ_ในการตัดสินใจ”

เรื่องราวของลัส ซาลินัสจึงนำไปสู่คำถามสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการดูแลเด็กอินเตอร์เซ็กซ์

หากเด็กสามารถเติบโตขึ้นมาได้โดยไม่ต้องได้รับการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นทางการแพทย์ และสามารถพัฒนาอัตลักษณ์ของตนเองตามประสบการณ์ของชีวิต เหตุใดผู้ใหญ่จึงควรเร่งตัดสินใจแทนเด็ก?

ในอีกด้านหนึ่ง การตัดสินใจของพ่อแม่ก็ #ไม่ได้เกิดจาก_ความปรารถนา_ที่จะทำร้ายลูก แต่โดยมากเกิดจากความรัก ความกลัว และความต้องการให้ลูก #มีชีวิตที่ง่ายขึ้น

ดังนั้น การถกเถียงเรื่องนี้จึงไม่ควรถูกลดทอนให้เหลือเพียง “แพทย์เป็นฝ่ายผิด” หรือ “พ่อแม่เป็นฝ่ายผิด” หากแต่ควรถามว่า เราจะสร้างระบบการ #ดูแลที่ช่วยให้พ่อแม่_มีข้อมูลรอบด้านเพียงพอ และสามารถปกป้องสิทธิของเด็กในระยะยาวได้อย่างไร

หลักสำคัญประการหนึ่งคือ การแยกแยะระหว่างการรักษาที่มีความจำเป็นทางการแพทย์อย่างแท้จริง กับการแทรกแซงที่มีเป้าหมายหลักเพื่อทำให้ร่างกายของเด็กสอดคล้องกับความคาดหวังทางสังคมเกี่ยวกับเพศ

ในกรณีที่สามารถรอได้ การเปิดโอกาสให้บุคคล #มีส่วนร่วม_ในการตัดสินใจ_เกี่ยวกับร่างกายของตนเอง เมื่อมีความสามารถเพียงพอในการให้ความยินยอม จึงเป็นประเด็นสำคัญทั้งในด้านจริยธรรมทางการแพทย์ สิทธิมนุษยชน และสิทธิในความสมบูรณ์ของร่างกาย

  1. “คุณต้องค้นหาว่าตัวเองต้องการอะไร”

ท้ายที่สุด เมื่อผู้เขียนถามจอห์นนีว่า หากเขาสามารถให้คำแนะนำแก่เด็กคนอื่นที่อยู่ในสถานการณ์เดียวกันได้ เขาจะบอกอะไร

จอห์นนีตอบว่า สิ่งสำคัญคือการไม่ยอมให้ความแตกต่างของตนเองกลายเป็นสิ่งที่กำหนดคุณค่าของชีวิตทั้งหมด เขาแนะนำให้เด็กคนนั้นค้นหาว่าตนเองชอบอะไร ต้องการอะไร และต้องการใช้ชีวิตอย่างไร มากกว่าปล่อยให้ความคาดหวังของพ่อแม่หรือคนรอบข้างเป็นผู้กำหนดอนาคต

สาระสำคัญของเรื่องจึงอาจไม่ได้อยู่ที่คำถามว่าเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ “#ควรเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง” หากแต่อยู่ที่คำถามที่ลึกกว่านั้นว่า

“เด็กคนหนึ่งควรมีพื้นที่มากเพียงใดในการเติบโต ทำความเข้าใจร่างกายของตนเอง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของตนเอง?”

กรณีของลัส ซาลินัสไม่ได้ให้คำตอบที่สมบูรณ์สำหรับคำถามดังกล่าว และไม่ควรนำประสบการณ์ของชุมชนหนึ่งไปใช้แทนประสบการณ์ของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การยอมรับไม่ได้จำเป็นต้องหมายถึงการทำให้ทุกคนเหมือนกัน หากแต่อาจหมายถึงการยอมให้บุคคลมีพื้นที่ในการค้นหาว่าตนเองเป็นใคร โดยไม่เร่งรัดให้ผู้ใหญ่ตัดสินใจแทนในเรื่องที่สามารถรอได้

และในบริบทของการดูแลเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ นี่อาจเป็นคำถามทางจริยธรรมที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งว่า

เมื่อร่างกายของเด็กไม่ได้เป็นอันตรายต่อชีวิตหรือสุขภาพในทันที เราควรรีบ “แก้ไข” ร่างกายของเด็ก หรือควรสร้างพื้นที่ให้เด็กเติบโตขึ้นพร้อมกับสิทธิที่จะตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายของตนเองเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม?

CATEGORIES:

Comments are closed