อาจารย์ไซ่ไซ่ (หลู่เยว่หมิง/Small Ela Luk) บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์คนแรกของฮ่องกงที่เปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะ

อาจารย์ไซ่ไซ่ (หลู่เยว่หมิง) หรือที่รู้จักในระดับสากลว่า Small Ela Luk
.
จากบทความ “ผู้ที่มีความหลากหลายของคุณลักษณะทางเพศ ควรได้รับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานเช่นกัน“ แหล่งอ้างอิงท้ายบทความ
.
อาจารย์ไซ่ไซ่ (หลู่เยว่หมิง 陸月明, ค.ศ. 1965–) เป็นบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์คนแรกของฮ่องกงที่เปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะ และยังเป็นผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์แผนจีน
.
ระหว่างการเติบโต เนื่องจากสภาพร่างกายของเธอแตกต่างจากคนทั่วไป อาจารย์ไซ่ไซ่เคยรู้สึกว่าตนเองเป็น “ตัวประหลาด” และไม่รู้ว่าตนควรอยู่ตรงไหนในสังคม ตั้งแต่แรกเกิด อวัยวะเพศของเธอมีเนื้อเยื่อขนาดเล็กยื่นออกมา โดยท่อปัสสาวะอยู่ระหว่างเนื้อเยื่อนั้นกับทวารหนัก แพทย์ใช้เวลาหลายเดือนก็ยังไม่สามารถระบุเพศได้อย่างชัดเจน แต่เนื่องจากในสังคมจีนยุคนั้นยังมีค่านิยม “ให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง” อย่างเข้มข้น สุดท้ายเธอจึงถูกจัดให้เป็น “ผู้ชายที่มีความผิดปกติของอวัยวะสืบพันธุ์”
.
หลังถูกวินิจฉัยว่ามี “ปัญหา” ตั้งแต่อายุ 8 ปี อาจารย์ไซ่ไซ่ต้องเข้ารับการผ่าตัดหลายรูปแบบ เพื่อขยาย “องคชาต” และปรับตำแหน่งท่อปัสสาวะ อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงและสร้างความทุกข์ทรมานอย่างมาก ภายในเวลา 5 ปี เธอเข้าออกห้องผ่าตัดมากกว่า 20 ครั้ง โดยเธอเล่าว่า
.
“นี่เป็นการผ่าตัดที่สำเร็จได้ยาก เพราะบริเวณนั้นเป็นทางปัสสาวะ เมื่อแผลสัมผัสกับปัสสาวะก็จะอักเสบและปริแตกได้ง่าย ช่วงที่หนักที่สุด องคชาตมีรูแตกถึง 4 รู เวลาปัสสาวะเหมือนฝักบัวเลย”
.
ประสบการณ์จากการผ่าตัดทำให้เธอรู้สึกอับอายและเป็นภาระทางใจ อีกทั้งในช่วงวัยเรียนยังถูกเพื่อนผู้ชายกลั่นแกล้งอยู่เสมอ เธอเล่าว่า
.
“สมัยนั้นห้องน้ำไม่มีประตู ตอนเข้าห้องน้ำมักถูกแอบดูและหัวเราะเยาะ บางครั้งยังถูกหลายคนจับตัวไว้เพื่อดูอวัยวะเพศของฉัน”
.
เมื่ออายุ 16 ปี อาจารย์ไซ่ไซ่เคยทำงานเป็นเด็กฝึกในโรงไฟฟ้า ช่วงนั้นร่างกายเริ่มพัฒนาคุณลักษณะทางเพศแบบผู้หญิง ในฤดูร้อนเธอต้องทำงานข้างหม้อไอน้ำที่มีอุณหภูมิสูงถึง 50 องศาเซลเซียส แต่เพราะต้องการปกปิดหน้าอก จึงไม่กล้าถอดชุดหมีทำงาน ทำให้เป็นลมจากความร้อนอยู่บ่อยครั้ง ต่อมาเธอจึงหันไปศึกษาด้านแพทย์แผนจีนและประกอบอาชีพในสายนี้
.
กระทั่งอายุราว 30 ปี อาจารย์ไซ่ไซ่จึงค้นพบว่าภายในร่างกายมีมดลูกและช่องคลอดที่พัฒนาไม่สมบูรณ์ หลังเข้ารับการตรวจ แพทย์พบว่าแม้เธอจะมียีน Y แต่เนื่องจากมีภาวะ “กลุ่มอาการดื้อต่อฮอร์โมนเพศชาย” (Androgen Insensitivity Syndrome) จึงทำให้ร่างกายพัฒนาลักษณะทางเพศแบบผู้หญิง อย่างไรก็ตาม ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สูงเกินไปอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง เธอจึงตัดสินใจผ่าตัดนำต่อมเพศและองคชาตออก รวมถึงผ่าตัดเปิดช่องคลอดเพื่อป้องกันการคั่งของเลือดประจำเดือน
.
เหตุผลที่อาจารย์ไซ่ไซ่ตัดสินใจเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะ เพราะเธอมองเห็นว่ายังมีอคติและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนอินเตอร์เซ็กซ์อยู่มากในระบบการแพทย์ แพทย์จำนวนไม่น้อยยังคงพยายามใช้การผ่าตัดเพื่อ “แก้ไข” เพศของเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ เธอจึงเลือกออกมาส่งเสียง เพื่อไม่ให้คนรุ่นหลังต้องเผชิญความทุกข์เช่นเดียวกับเธอ และเรียกร้องให้สังคมตระหนักถึงชีวิตและสิทธิในการเลือกว่าจะเข้ารับการผ่าตัดหรือไม่
.
อาจารย์ไซ่ไซ่กล่าวว่า เธอจะยังคงทำงานเพื่อผลักดันสังคมต่อไป โดยหวังว่าในอนาคต

“คนอินเตอร์เซ็กซ์ คนข้ามเพศ และผู้ที่มีเพศสภาพนอกกรอบ(nonbinary) จะได้รับสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียม”
.
Small Ela Luk: เสียงสะท้อนแห่งความหวังของชาวอินเตอร์เซ็กซ์
ในโลกที่มักจะแบ่งแยกผู้คนไว้เพียง “ชาย” หรือ “หญิง” เรื่องราวของ Small Ela Luk (ลู่ เย่วหมิง) นักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกง คือประจักษ์พยานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ความหลากหลายทางชีวภาพของมนุษย์นั้นมีมิติที่ลึกซึ้งกว่านั้น เธอไม่ได้เป็นเพียงนักสังคมสงเคราะห์หรือแพทย์แผนจีน แต่เธอคือสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อสิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายของชาวอินเตอร์เซ็กซ์ทั่วโลก

บทเรียนจากความเจ็บปวดสู่การยอมรับตนเอง
.
Small เกิดในปี 1966 พร้อมกับคุณลักษณะ อินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex) โดยมีคุณลักษณะไม่ตอบสนองต่อแอนโดรเจนบางส่วน (PAIS (Partial Androgen Insensitivity Syndrome)) ซึ่งทำให้เธอมีลักษณะทางกายภาพอยู่ระหว่างชายและหญิง ในยุคที่ความรู้ความเข้าใจยังจำกัด แพทย์ได้ระบุเพศให้เธอเป็นชาย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่เต็มไปด้วยบาดแผล
.
ในวัยเด็ก Small ต้องเผชิญกับการผ่าตัดมากกว่า 20 ครั้ง เพื่อพยายามปรับเปลี่ยนร่างกายให้เป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคม การผ่าตัดเหล่านั้นนอกจากจะล้มเหลวหลายครั้ง ยังสร้างความทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจอย่างแสนสาหัส จนกระทั่งเมื่อเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ร่างกายของเธอได้แสดงความเป็นหญิงออกมาตามธรรมชาติ ในที่สุดเธอจึงตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดเพื่อใช้ชีวิตในฐานะผู้หญิงตามความจำเป็นทางการแพทย์และการยอมรับในตัวตน
.
เปลี่ยนประสบการณ์เป็นพลังขับเคลื่อนสังคม
.
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะไม่ให้คนรุ่นหลังต้องเผชิญกับชะตากรรมเดียวกับเธอ Small จึงรวบรวมองค์ความรู้จากการศึกษาหลากหลายด้าน ทั้ง สังคมสงเคราะห์ การแพทย์แผนจีน และ ปริญญาโทด้านเพศสถานะศึกษา มาใช้ในการขับเคลื่อนสังคม
.
ในปี 2011 เธอได้ก่อตั้งองค์กร “Beyond Boundaries – Knowing and Concerns Intersex” ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการสร้างพื้นที่ยืนให้กับชาวอินเตอร์เซ็กซ์ในฮ่องกง งานของเธอไม่ได้หยุดอยู่แค่ในระดับท้องถิ่น แต่เธอยังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่าย Intersex Asia และเป็นตัวแทนขึ้นกล่าวบนเวทีระดับโลกอย่าง องค์การสหประชาชาติ (UN) เพื่อส่งเสียงเรียกร้องในประเด็นสำคัญ:
.
• ยุติการบังคับผ่าตัด: รณรงค์ให้หยุดการผ่าตัด “ปรับเพศ” ในเด็กที่ยังไม่สามารถให้คำยินยอมได้เอง

• สร้างความเข้าใจ: กระตุ้นให้รัฐบาลและสังคมมองเห็นตัวตนของอินเตอร์เซ็กซ์ในฐานะมนุษย์ที่มีสิทธิความเท่าเทียม

• ผลักดันกฎหมาย: ต่อต้านการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบ
.
“ฉันคืออินเตอร์เซ็กซ์”: อัตลักษณ์ที่มากกว่าระบบสองเพศ
.
แม้ในปัจจุบัน Small จะใช้ชีวิตในฐานะผู้หญิง แต่เธอก็ยืนหยัดในอัตลักษณ์ดั้งเดิมของตนเองเสมอ เธอมักจะกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่า
.
“ฉันไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงจริงๆ แต่ฉันคืออินเตอร์เซ็กซ์”
.
คำพูดนี้เป็นการยืนยันว่า อัตลักษณ์ของมนุษย์ไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดไว้ในกรอบของชายหรือหญิงเสมอไป เรื่องราวของ Small Ela Luk จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเพศสภาพ แต่คือเรื่องของการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิที่เราทุกคนพึงมีเหนือร่างกายของตนเอง
.
“Intersex is a gift” สำหรับ Small Luk สภาวะนี้ไม่ใช่ความผิดปกติ แต่คือของขวัญที่ทำให้เธอได้มองโลกผ่านมุมมองที่กว้างขวางและงดงามยิ่งขึ้น

Thai intersex Rights หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ จะทำให้เกิดการตื่นรู้และพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขที่เป็นมิตรและปลอดภัยสำหรับเด็กๆในชุมชนของเรามากขึ้นค่ะ 

CATEGORIES:

Comments are closed