คริสทีอาเนอ เฟิลลิง( Christiane Völling) เป็นนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิอินเตอร์เซ็กซ์ชาวเยอรมัน ผู้ได้รับการจดจำในฐานะ “บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์คนแรกของโลกที่ชนะคดีฟ้องร้องเกี่ยวกับการผ่าตัดโดยไม่ยินยอม” คดีของเธอกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์สิทธิมนุษยชนของคนอินเตอร์เซ็กซ์ และถูกอ้างถึงอย่างกว้างขวางในการถกเถียงเรื่องสิทธิในร่างกายและการตัดสินใจทางการแพทย์ของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ทั่วโลก
.
คริสทีอาเนอ (Christiane )เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1959 ในประเทศเยอรมนี โดยมีโครโมโซม XX และมีลักษณะทางเพศที่แพทย์ในเวลานั้นมองว่า “ไม่ตรงตามกรอบเพศชายหรือหญิงอย่างชัดเจน” เธอถูกกำหนดและเลี้ยงดูให้ #เป็นเด็กชาย ตั้งแต่เกิด แม้ในภายหลังจะพบว่าเธอมีอวัยวะสืบพันธุ์ภายในแบบหญิงครบถ้วน ทั้งมดลูก รังไข่และท่อนำไข่
.
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ คริสทีอาเนอ อายุประมาณ 14 ปี ระหว่างการผ่าตัดไส้ติ่ง แพทย์ค้นพบว่าเธอมีอวัยวะสืบพันธุ์ภายในแบบหญิงอยู่ภายในร่างกาย หลังจากนั้นเธอถูกส่งเข้าสู่กระบวนการตรวจทางการแพทย์เพิ่มเติม แต่ข้อมูลสำคัญจำนวนมาก เช่น ผลโครโมโซมที่ระบุว่าเธอมีลักษณะทางพันธุกรรมแบบหญิง แต่สิ่งที่พบเหล่านั้น กลับไม่ได้ถูกอธิบายให้เธอเข้าใจอย่างครบถ้วน
.
เอกสารในคดียังกล่าวถึงจดหมายจากพี่สาวของ คริสทีอาเนอ ที่เขียนถึงแพทย์ผู้ดูแล โดยระบุว่า หลังจากได้รับข่าวว่าเธอ “เป็นผู้หญิง 60%”คริสทีอาเนอ มีความคิดฆ่าตัวตายอย่างรุนแรง ครอบครัวจึงพยายามขอความช่วยเหลือจากทีมแพทย์
.
เมื่ออายุ 18 ปี ในปี 1977 คริสทีอาเนอ ถูกผ่าตัดนำอวัยวะสืบพันธุ์ภายในออกทั้งหมด ทั้งรังไข่ มดลูก และท่อนำไข่ โดยที่เธอภายหลังระบุว่า ตนเอง #ไม่เคยได้รับ ข้อมูลอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าการผ่าตัดนั้นจะส่งผลอย่างไรต่อชีวิตของเธอในอนาคต [ สิ่งนี้เรียกว่า การได้รับข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน ก่อนการทำหัตถการ เพื่อจะได้มีสิทธิในการตัดสินใจเพื่อกำหนดตนเอง : #สิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกาย#บูรณาภาพของร่างกาย ]
.
เอกสารทางการแพทย์ที่เธอได้รับภายหลัง ระบุว่าแพทย์พบ “กายวิภาคแบบหญิงตามปกติ” ภายในร่างกายของเธอ และไม่พบเนื้อเยื่ออัณฑะ แต่ถึงอย่างนั้น การผ่าตัดก็ยังเกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อทำให้ร่างกายของเธอสอดคล้องกับเพศชายที่สังคมกำหนดไว้ตั้งแต่ต้น
.
หลังการผ่าตัด คริสทีอาเนอ ใช้ชีวิตในฐานะผู้ชายอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ต้องเผชิญทั้งผลกระทบทางร่างกายและจิตใจ เธอมีปัญหาสุขภาพหลายอย่าง รวมถึงภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะเรื้อรัง และความทุกข์ทางจิตใจจากการถูก #ปกปิดข้อมูล เกี่ยวกับร่างกายของตนเอง
.
ต่อมาในปี 2006 คริสทีอาเนอ ได้เข้าถึงเวชระเบียนของตนเองเป็นครั้งแรก และค้นพบความจริงว่าแพทย์เคยทราบผลโครโมโซมและลักษณะทางกายภาพของเธอมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 แต่ข้อมูลเหล่านั้นไม่เคยถูกเปิดเผยแก่เธออย่างตรงไปตรงมา การค้นพบครั้งนี้ทำให้เธอตัดสินใจฟ้องร้องแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด [ #สิทธิในการ เข้าถึงเวชระเบียนของตนเอง ]
.
ในปี 2008 ศาลภูมิภาคเมืองโคโลญจน์ ประเทศเยอรมนี มีคำพิพากษาว่า การผ่าตัดดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เนื่องจาก Christiane ไม่ได้รับข้อมูลที่เพียงพอ หรือ ครบถ้วนรอบด้าน สำหรับการให้ความยินยอมทางการแพทย์ ศาลชี้ว่า #ไม่มีภาวะฉุกเฉิน ทางการแพทย์ที่จำเป็นต้องผ่าตัดในเวลานั้น และแพทย์ไม่มีเหตุผลชอบธรรมในการปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับร่างกายของเธอ
.
ผู้พิพากษาชี้ว่า แพทย์ได้ผ่าตัดนำอวัยวะสืบพันธุ์ภายในออกจากร่างกายของเธอในขณะที่อายุ 18 ปี แม้ว่าหลังเริ่มผ่าตัดจะพบข้อเท็จจริงที่ “แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ” จากที่คาดไว้ก่อนหน้า
.
เดิมที ก่อนการผ่าตัด แพทย์เชื่อว่าเธอมีลักษณะทางเพศแบบผสมชาย-หญิง และมีอวัยวะสืบพันธุ์หญิงที่ไม่สมบูรณ์ แต่เมื่อเริ่มผ่าตัด กลับพบโครงสร้างทางกายวิภาคภายในแบบหญิงที่สมบูรณ์ ทั้งมดลูกและรังไข่ที่ทำงานปกติ
.
ศาลอุทธรณ์ย้ำว่า
.
“หากไม่มีการอธิบายข้อมูลใหม่แก่พยาบาลหญิงรายนี้อีกครั้ง ก็ไม่ควรดำเนินการผ่าตัดต่อ”
.
คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ #ถือเป็นที่สุด และไม่สามารถฎีกาต่อได้ หลังจากนี้ แต่ศาลแขวงเมืองโคโลญจน์จะพิจารณาในอีกกระบวนการหนึ่งเกี่ยวกับ #จำนวนเงิน ค่าสินไหมทดแทนที่เหมาะสม
.
Christiane ได้รับค่าชดเชยจำนวน 100,000 ยูโร และคดีนี้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของขบวนการสิทธิอินเตอร์เซ็กซ์ทั่วโลก เพราะเป็นครั้งแรกที่ศาลยอมรับอย่างชัดเจนว่า การผ่าตัดเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะทางเพศโดยปราศจากการยินยอมอย่างครบถ้วนรอบด้าน เป็นการละเมิดสิทธิของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์
.
คดีของ Christiane ถูกนำไปอ้างอิงในรายงานด้านสิทธิมนุษยชนระดับนานาชาติ และมีส่วนสำคัญต่อการผลักดันให้หลายองค์กร รวมถึงองค์การสหประชาชาติและองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เรียกร้องให้ยุติการผ่าตัดที่ไม่จำเป็นทางการแพทย์ต่อเด็กอินเตอร์เซ็กซ์โดยไม่มีความยินยอมของเจ้าตัว
.
นอกจากการต่อสู้ทางกฎหมาย Christiane ยังเขียนหนังสืออัตชีวประวัติชื่อ Ich war Mann und Frau (“ฉันเคยเป็นทั้งชายและหญิง”) เพื่อเล่าเรื่องชีวิต ประสบการณ์การถูกปกปิดความจริง และผลกระทบจากระบบการแพทย์ที่พยายามบังคับให้ร่างกายของเธอสอดคล้องกับกรอบเพศแบบทวิลักษณ์
Christiane Völling
เฟิลลิง, คริสเตียเนอ. (2553). Ich war Mann und Frau: Mein Leben als Intersexuelle [ฉันเคยเป็นทั้งชายและหญิง: ชีวิตของฉันในฐานะบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์]. เบอร์ลิน: Querverlag.
Office of the United Nations High Commissioner for Human Rights
สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ. (2562). Background Note on Human Rights Violations against Intersex People [เอกสารประกอบเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์]. สหประชาชาติ.
Katrina Karkazis
คาร์คาซิส, แคทรีนา. (2551). Fixing Sex: Intersex, Medical Authority, and Lived Experience [การทำให้เพศ “ปกติ”: อินเตอร์เซ็กซ์ อำนาจทางการแพทย์ และประสบการณ์ชีวิต]. เดอรัม: Duke University Press.
The Legal Status of Intersex Persons
เชอร์เพอ, เยนส์ เอ็ม., ดุตตา, อานาโทล, และเฮล์มส์, โทเบียส (บ.ก.). (2561). The Legal Status of Intersex Persons [สถานะทางกฎหมายของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์]. เคมบริดจ์: Intersentia.