อินเตอร์เซ็กซ์ในสาธารณรัฐโดมินิกัน ตอนที่ 2

COLESDOM กับการส่งเสริมสิทธิและศักดิ์ศรีของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์

ในบางชุมชน ความเป็นอินเตอร์เซ็กซ์อาจยังเป็นเรื่องที่สังคมไม่ค่อยเข้าใจ และความไม่เข้าใจนั้นบางครั้งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสังคมภายนอก แต่ยัง #ส่งผล_ต่อบุคคล_และครอบครัว ที่กำลังพยายามทำความเข้าใจกับความหลากหลายทางร่างกายของตนเองด้วย

โรซาลบา ดิอาซ คริโซสโตโม (Rosalba Díaz Crisóstomo) ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหารของ Comunidad de Liderazgos y Espacios Inclusivos Dominicana หรือ COLESDOM องค์กรภาคประชาสังคมในสาธารณรัฐโดมินิกัน มองเห็นความสำคัญของการสร้างความเข้าใจต่อความหลากหลายดังกล่าว เธอเคยกล่าวถึงความต้องการของชุมชนอินเตอร์เซ็กซ์ว่า

“บางคนยังไม่เข้าใจความหมายของ #การเป็น_อินเตอร์เซ็กซ์ และความหลากหลายภายในชุมชนนี้ สิ่งที่เราต้องการคือให้ #ผู้คนสามารถ_ยอมรับและเข้าใจ ในสิ่งที่ตนเองเป็น และมีความสุขกับความหลากหลายทางร่างกายของตนเอง”
(Díaz Crisóstomo, อ้างถึงใน Samuels, 2025)

คำกล่าวนี้ช่วยให้เห็นหัวใจสำคัญของการทำงานของ COLESDOM ได้อย่างชัดเจน นั่นคือ การไม่ได้มองบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ผ่านสิ่งที่ “ขาด” หรือสิ่งที่จำเป็นต้อง “แก้ไข” แต่เริ่มต้นจากการยอมรับว่าร่างกายของมนุษย์มีความหลากหลาย และทุกคนควรมีโอกาสใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในแบบของตนเอง

เรื่องราวจากลัส ซาลินัส เด บาราโอนา

บทความ More Than a Promise: COLESDOM’s Fight for Intersex Rights ซึ่งเผยแพร่โดย American Jewish World Service (AJWS) เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2025 เล่าถึงการทำงานของ COLESDOM ในชุมชนลัส ซาลินัส เด บาราโอนา (Las Salinas de Barahona) ทางตอนใต้ของสาธารณรัฐโดมินิกัน

ชุมชนแห่งนี้มีรายงานเกี่ยวกับการเกิดของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ในจำนวนสูงมาตั้งแต่ทศวรรษ 1970 เรื่องราวที่ถูกกล่าวถึงในงานศึกษาหลายชิ้นคือ บุคคลบางคนได้รับการกำหนดเพศเป็นหญิงเมื่อแรกเกิด แต่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นกลับมีพัฒนาการของคุณลักษณะทางเพศที่หลากหลาย และหลายคนใช้ชีวิตในฐานะผู้ชาย (Samuels, 2025)

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวของชุมชนแห่งนี้ไม่ได้มีเพียงความสนใจทางการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์เท่านั้น ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา นักวิจัย แพทย์ และสื่อมวลชนเดินทางเข้ามาศึกษาและเก็บข้อมูลจากผู้คนในพื้นที่ หลายครั้งมีการให้คำมั่นว่าจะกลับมาให้ความช่วยเหลือแก่ชุมชน แต่เมื่อเวลาผ่านไป การสนับสนุนเหล่านั้นกลับไม่ได้ดำเนินต่อเนื่อง

ประสบการณ์เช่นนี้ทำให้คนในชุมชนจำนวนหนึ่งเกิดความไม่ไว้วางใจต่อบุคคลหรือองค์กรจากภายนอก

ดังนั้น เมื่อ เริ่มทำงานในพื้นที่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 สิ่งแรกที่องค์กรให้ความสำคัญจึง #ไม่ใช่การนำคำตอบ_จากภายนอก_เข้ามาบอกว่าชุมชน #ควรเป็นอย่างไร แต่เป็นการใช้เวลาอยู่กับผู้คนในพื้นที่ ลงไปเยี่ยมครอบครัว พูดคุย และรับฟังเรื่องราวของแต่ละครอบครัวก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะให้การสนับสนุนอย่างไร

สำหรับ COLESDOM การสร้างความเปลี่ยนแปลงจึงเริ่มต้นจากสิ่งที่ดูเรียบง่ายที่สุด นั่นคือ #การสร้างความไว้วางใจ (Samuels, 2025)

เมื่อการสนับสนุนไม่ได้มีเพียงเรื่องการแพทย์

การทำงานของ COLESDOM ในชุมชนแห่งนี้ครอบคลุมหลายด้าน ตั้งแต่สุขภาพ เอกสารประจำตัว การศึกษา ไปจนถึงการเสริมสร้างศักยภาพของคนในชุมชน

  1. ช่วยให้เข้าถึงสุขภาพและกระบวนการทางกฎหมาย

    COLESDOM สนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับการตรวจทางการแพทย์ เช่น การตรวจโครโมโซม (karyotype) และการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง[อัลตร้าทราว์ (sonogram)] รวมทั้งช่วยประสานงานกับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเข้าใจและมีความละเอียดอ่อนต่อความต้องการของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์
    .
    ในอีกด้านหนึ่ง องค์กรยังช่วยเหลือบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์และครอบครัวในการดำเนินกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อแก้ไขชื่อและข้อมูลเกี่ยวกับเพศในเอกสารประจำตัวให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตและตัวตนของบุคคลนั้น (Samuels, 2025)

    เรื่องนี้อาจดูเหมือนเป็นเพียงขั้นตอนทางเอกสาร แต่ในชีวิตจริง เอกสารประจำตัวมีความสำคัญอย่างมาก เพราะชื่อหรือข้อมูลเกี่ยวกับเพศที่ไม่สอดคล้องกับบุคคลอาจกลาย #เป็นอุปสรรค_ต่อการเข้าถึงสิทธิและ_บริการของรัฐ ทั้งการศึกษา การทำงาน การเดินทาง และบริการต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน
    การช่วยให้บุคคลมีเอกสารที่สอดคล้องกับชีวิตของตนเอง จึงไม่ใช่เพียงการแก้ไขข้อมูลในกระดาษ หากเป็นการลดอุปสรรคที่บุคคลต้องเผชิญในการใช้ชีวิตในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของสังคม
    .
  2. สร้างความเข้าใจตั้งแต่ครอบครัวไปจนถึงโรงเรียน
    .
    COLESDOM ยังทำงานกับครอบครัว โรงเรียน และสมาชิกในชุมชน เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นอินเตอร์เซ็กซ์และความหลากหลายทางร่างกาย
    .
    หนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการลดการตีตราและการกลั่นแกล้งในสถานศึกษา เพราะสำหรับเด็กและเยาวชน โรงเรียนไม่ควรเป็นสถานที่ที่ต้องใช้ชีวิตด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกล้อเลียนเพราะร่างกายหรือความแตกต่างของตนเอง
    .
    แนวทางของ COLESDOM จึงไม่ได้ตั้งอยู่บนความคิดที่ว่าบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เข้ากับบรรทัดฐานของสังคม แต่พยายามสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้ผู้คนสามารถใช้ชีวิตกับความหลากหลายทางร่างกายของตนเองได้อย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี (Samuels, 2025)
    .
  3. จากผู้รับความช่วยเหลือสู่ผู้นำของชุมชน
    .
    อีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในการทำงานของ COLESDOM คือ การไม่ได้มองบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์เป็นเพียง “ผู้รับความช่วยเหลือ”
    .
    องค์กรพยายามสร้างพื้นที่ให้บุคคลที่เคยผ่านประสบการณ์การเลือกปฏิบัติและการกลั่นแกล้งสามารถพัฒนาศักยภาพของตนเอง และในเวลาต่อมากลับมามีบทบาทในการช่วยเหลือคนอื่นในชุมชน
    .
    เรื่องราวของ คาร์ลอส (Carlos) เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพได้อย่างชัดเจน
    .

#กราเบียลาและ_ยอสธิน : เมื่อครอบครัวได้พบกับการสนับสนุน
.
กราเบียลา (Grabiela) เป็นมารดาของยอสธิน (Josthin) วัย 12 ปี และเป็นหนึ่งในครอบครัวที่เข้าร่วมโครงการของ COLESDOM ในระยะแรก
.
ก่อนหน้านั้น กราเบียลาเคยมีประสบการณ์ที่ทำให้ไม่ไว้วางใจบุคคลจากภายนอก เนื่องจากในอดีตมีนักวิจัยหรือบุคคลภายนอกเข้ามาศึกษาชุมชน ให้คำมั่นว่าจะช่วยเหลือ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับไม่ได้รับการติดต่อหรือการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
.
ความรู้สึกเช่นนี้จึงเป็นสิ่งที่ COLESDOM ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ
.
เมื่อยอสธินเกิด กราเบียลาเข้าใจและเลี้ยงดูเขาในฐานะเด็กผู้หญิง ต่อมา บุคลากรในโรงเรียนเริ่มตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับลักษณะทางกายภาพของยอสธิน และครอบครัวได้รับคำแนะนำให้ปรับการแต่งกายและทรงผมให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในฐานะเด็กผู้ชาย
.
ช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย ยอสธินต้องเผชิญกับการล้อเลียนและการกลั่นแกล้งจากเพื่อนร่วมโรงเรียน แต่เมื่อครอบครัวและโรงเรียนให้การสนับสนุน สถานการณ์ก็ค่อย ๆ ดีขึ้น (Samuels, 2025)
.
COLESDOM ต่อมาได้ช่วยให้ครอบครัวเข้าถึงการตรวจ โครโมโซม (karyotype) และสนับสนุนกระบวนการทางกฎหมายในการ #แก้ไขข้อมูล_ในสูติบัตร ของยอสธินให้สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของเขา
.
สำหรับกราเบียลา ความช่วยเหลือดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการตรวจทางการแพทย์หรือเอกสารราชการ แต่เป็นสิ่งที่ส่งผลต่อชีวิตของทั้งครอบครัว และทำให้ยอสธินสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้น (Samuels, 2025)
.
เรื่องราวของครอบครัวนี้จึงทำให้เห็นว่า เมื่อเด็กคนหนึ่งได้รับความเข้าใจจากคนรอบข้าง สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตัวเด็ก แต่ยังเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของทั้งครอบครัวที่กำลังเรียนรู้ว่าจะสนับสนุนคนที่ตนรักอย่างไร
.
#คาร์ลอส : จากเด็กที่ถูกกลั่นแกล้ง #สู่ผู้นำของชุมชน
.
คาร์ลอส อายุ 19 ปี เป็นอีกคนหนึ่งที่มีเรื่องราวน่าสนใจ
.
ในช่วงแปดปีแรกของชีวิต เขาใช้ชีวิตในฐานะเด็กหญิงภายใต้ชื่อ “คาร์ลา” (Carla) ต่อมาครอบครัวได้ปรับการแต่งกายและทรงผมของเขา และสนับสนุนให้เขาใช้ชีวิตในฐานะเด็กผู้ชาย
.
แม้ครูในโรงเรียนจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แต่คาร์ลอสกลับต้องเผชิญกับการกลั่นแกล้งอย่างรุนแรงจากเพื่อนร่วมชั้น จนถึงขั้นที่ครอบครัวเคยพิจารณาให้เขาออกจากโรงเรียน

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อ #ครูเข้ามามีบทบาท_ในการสร้างความเข้าใจ_แก่เพื่อนนักเรียน สถานการณ์จึงค่อย ๆ ดีขึ้น และคาร์ลอสสามารถศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษา (Samuels, 2025)
.
ต่อมา COLESDOM สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการตรวจทางการแพทย์ เช่น ตรวจโครโมโซม( karyotype )และ อัลตราทราว์ (sonogram) รวมถึงช่วยประสานงานกับแพทย์และสนับสนุนกระบวนการทางกฎหมายในการแก้ไขชื่อและข้อมูลเกี่ยวกับเพศในเอกสารราชการ
.
ในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2025 คาร์ลอสได้รับเอกสารประจำตัวฉบับใหม่ที่สะท้อนชื่อและเพศที่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของเขา (Samuels, 2025)
.
แต่เรื่องราวของคาร์ลอสไม่ได้จบลงเพียงวันที่เขาได้รับเอกสารฉบับใหม่
.
จากเด็กหนุ่มที่ครั้งหนึ่งเคยเผชิญกับการกลั่นแกล้งอย่างหนักและมีบุคลิกค่อนข้างขี้อาย เขาค่อย ๆ เติบโตขึ้นเป็นผู้นำเยาวชนและเจ้าหน้าที่ชุมชนของ #COLESDOM
.
วันนี้ เขาไม่ได้เป็นเพียงคนที่ได้รับความช่วยเหลือจากองค์กร แต่ยังเป็นคนที่สามารถยื่นมือไปช่วยเหลือผู้อื่นซึ่งกำลังเผชิญกับประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน (Samuels, 2025)
.
เรื่องราวของคาร์ลอสจึงสะท้อนความหมายของคำว่า “การเสริมสร้างพลังอำนาจ” (#empowerment ) ได้อย่างชัดเจน
.
การช่วยเหลือที่มีความหมายอาจไม่ได้จบลงเมื่อปัญหาเฉพาะหน้าได้รับการแก้ไข แต่สามารถเปิดโอกาสให้บุคคลค้นพบความสามารถของตนเอง และในที่สุดกลายเป็นผู้มีบทบาทในการสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับคนอื่น
.
มากกว่าคำสัญญา คือ #การอยู่เคียงข้างกัน
.
เรื่องราวของ COLESDOM ในลัส ซาลินัส เด บาราโอนา มีสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ
.
นั่นคือ องค์กรไม่ได้เริ่มต้นด้วยการบอกชุมชนว่าควรเปลี่ยนแปลงอย่างไร
.
แต่เริ่มต้นด้วยการ #รับฟัง
.
หลังจากประสบการณ์ในอดีตที่ชุมชนเคยได้รับคำสัญญาจากบุคคลภายนอกโดยไม่มีการสนับสนุนที่ต่อเนื่อง การสร้างความไว้วางใจจึงกลายเป็นส่วนสำคัญของการทำงาน
.
COLESDOM ใช้เวลาเดินทางไปพบครอบครัว รับฟังเรื่องราว และทำความเข้าใจความต้องการของแต่ละคน ก่อนที่จะให้การสนับสนุนในด้านสุขภาพ เอกสารประจำตัว การศึกษา และการพัฒนาศักยภาพ (Samuels, 2025)
.
แนวทางเช่นนี้ทำให้เห็นว่า การทำงานด้านสิทธิของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากโครงการขนาดใหญ่เสมอไป บางครั้งการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นจากการที่ #ใครสักคน_ได้พบกับผู้คน ในชุมชนและถามอย่างจริงใจว่า
.
“คุณต้องการให้เราช่วยอะไร?”
.
แทนที่จะถามว่า
.
“เราจะเปลี่ยนคุณให้เป็นอย่างไร?”
.
บทเรียนด้านสิทธิและศักดิ์ศรี
.
ประสบการณ์ของ COLESDOM แสดงให้เห็นว่า การส่งเสริมสิทธิของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์จำเป็นต้องมองชีวิตของบุคคลอย่างรอบด้าน

สุขภาพไม่อาจแยกออกจากครอบครัว

การศึกษาไม่อาจแยกออกจากการยอมรับ

เอกสารประจำตัวไม่อาจแยกออกจากการเข้าถึงสิทธิ
.
และ #การคุ้มครองเด็ก_ไม่อาจแยก ออกจากการรับฟังเสียงของเด็กและการเคารพความเป็นอิสระของบุคคล
.
เรื่องราวเหล่านี้ยังสะท้อนหลักการสำคัญของสิทธิมนุษยชน ได้แก่ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาค #การไม่เลือกปฏิบัติ และการเคารพในความเป็นอิสระของบุคคล
.
ที่สำคัญ COLESDOM แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงจากการทำงานแบบ “พูดแทน” บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ ไปสู่การสร้างพื้นที่ให้บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์สามารถ #พูดด้วย_เสียงของ_ตนเอง มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตของตนเอง และในที่สุดสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของชุมชนได้

จากกราเบียลาที่ได้เห็นลูกของตนได้รับการสนับสนุน

จากยอสธินที่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างมั่นใจมากขึ้น

และจากคาร์ลอสที่ก้าวผ่านประสบการณ์การถูกกลั่นแกล้ง จนกลายเป็นผู้ที่ช่วยเหลือผู้อื่น

เรื่องราวเหล่านี้บอกเราว่า การเคารพความหลากหลายทางร่างกายไม่ได้หมายถึงเพียงการ “ #ยอมรับ” ว่ามีบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์อยู่ในสังคมเท่านั้น

แต่หมายถึงการสร้างสังคมที่บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์สามารถ #มีชีวิต #เติบโต #ตัดสินใจ_เกี่ยวกับตนเอง มีความสัมพันธ์กับผู้อื่น ได้รับการศึกษา เข้าถึงบริการและสิทธิ และมีโอกาสเป็นผู้นำในชุมชนของตนเองได้อย่างเท่าเทียม

และบางที สิ่งที่สำคัญที่สุดของเรื่องราวจากลัส ซาลินัส เด บาราโอนา อาจไม่ใช่จำนวนการตรวจทางการแพทย์ หรือจำนวนเอกสารที่ได้รับการแก้ไข

แต่อาจเป็นการที่คนในชุมชนได้พบว่า ครั้งนี้มีใครบางคนกลับมา และไม่ได้มาเพียงเพื่อเก็บเรื่องราวของพวกเขาไป

แต่กลับมาเพื่อ #อยู่เคียงข้างพวกเขา

เอกสารอ้างอิง

Samuels, T. (2025, July 22). More Than a Promise: COLESDOM’s Fight for Intersex Rights. American Jewish World Service (AJWS).

Comunidad de Liderazgos y Espacios Inclusivos Dominicana (COLESDOM). (n.d.). Dirección Ejecutiva: Rosalba Karina Díaz Crisóstomo. COLESDOM.

CATEGORIES:

Comments are closed