เครือข่ายผู้มีความหลากหลายทางเพศ ร้อง กมธ.การพัฒนาการเมืองฯ เร่งสอบหาข้อเท็จจริงเหตุความขัดแย้งบริเวณซอยรามคำแหง 53
วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 เวลา 11.30 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา (สส.) คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา นำโดย นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ รองเลขานุการคณะกรรมาธิการฯ รับหนังสือจากเครือข่ายผู้มีความหลากหลายทางเพศ นำโดย คุณอาทิตยา อาษา ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาวะคนข้ามเพศระดับชาติ (Thailand Transgender Task Force) เพื่อขอให้แก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน บริเวณซอยรามคำแหง 53
สืบเนื่องจากคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสุขภาวะคนข้ามเพศระดับชาติ และภาคีเครือข่าย มีความห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณซอยรามคำแหง 53 เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ซึ่งเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งเรื่องศาสนา ความเชื่อ เพศสภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่คำถามสำคัญของสังคมว่า เราจะจัดการความขัดแย้งที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้อย่างไร โดยไม่ปล่อยให้ความโกรธ แรงกดดันจากสังคม หรือการตัดสินกันเอง นำไปสู่การประจาน การบังคับขอโทษ การลงโทษนอกกระบวนการกฎหมาย หรือการลดทอนศักดิ์ศรีของบุคคลใด ทางคณะขอยืนยันว่า การเคารพศาสนาและการเคารพความหลากหลายทางเพศไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกัน สังคมไทยสามารถปกป้องศรัทธาทางศาสนาได้ โดยไม่ใช้ความรุนแรงหรือการประจาน และสามารถยืนยันสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีของผู้มีความหลากหลายทางเพศได้ โดยไม่ลบหลู่ความเชื่อของผู้อื่น หลักสำคัญคือ การยึดสันติวิธี ความเมตตา ความเป็นธรรม หลักนิติธรรม และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม หากเหตุการณ์ลักษณะนี้ไม่ได้รับการทบทวนอย่างจริงจัง อาจกลายเป็นบรรทัดฐานที่ทำให้การใช้ความรุนแรงเป็นเรื่องปกติ และอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ อาชญากรรมจากความเกลียดชัง หรือการสร้างความเกลียดชังต่อทั้งชุมชนมุสลิมและผู้มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมกันป้องกัน คณะกรรมการฯ และภาคีเครือข่าย จึงขอเสนอข้อเรียกร้องเร่งด่วนต่อหน่วยงานรัฐ องค์กรศาสนา องค์กรสิทธิมนุษยชน สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ ดังนี้
1. ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์อย่างรอบด้าน เป็นธรรม โปร่งใส และไม่เลือกปฏิบัติ โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ศักดิ์ศรี และความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย พร้อมจัดให้มีกลไกช่วยเหลือ คุ้มครอง และเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ
2. ขอให้กระทรวงวัฒนธรรม สำนักจุฬาราชมนตรี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดเวทีหารือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนบทเรียน ข้อกังวล และข้อเสนอเชิงปฏิบัติ สำหรับพัฒนาแนวทางจัดการความขัดแย้งที่เคารพศาสนา สิทธิมนุษยชน หลักนิติธรรม และศักดิ์ศรีของทุกฝ่าย
3. ขอให้องค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรศาสนา องค์กรสันติภาพ สถาบันการศึกษา และองค์กรที่ทำงานกับผู้มีความหลากหลายทางเพศ ร่วมกันพัฒนาเครื่องมือการเรียนรู้เรื่องศาสนา ความหลากหลายทางเพศ สันติวิธี การลดอคติ และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรรม เพื่อนำไปใช้จริงในชุมชน ศาสนสถาน สถานศึกษา และพื้นที่สาธารณะ
4. ขอให้สื่อมวลชน ผู้ผลิตเนื้อหาออนไลน์ และผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ สื่อสารอย่างรับผิดชอบ หลีกเลี่ยงถ้อยคำ ภาพหรือเนื้อหาที่เหมารวม สร้างความเกลียดชัง หรือซ้ำเติมอคติ และคำนึงถึงข้อเท็จจริง ความปลอดภัย ศักดิ์ศรีความเป็นส่วนตัว และผลกระทบต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
5. ขอให้หน่วยงานรัฐ แพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ สื่อมวลชน และภาคประชาสังคม ร่วมกันเฝ้าระวังและตอบสนองต่อการข่มขู่ คุกคาม ยุยงให้เกิดความรุนแรง การเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลโดยไม่ได้รับความยินยอม และการกระทำที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง การเลือกปฏิบัติ หรือการละเมิดสิทธิ
6. ขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันยืนยันต่อสาธารณะว่า ความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับศาสนา ความเชื่อ เพศสภาพ รสนิยมทางเพศ หรืออัตลักษณ์ของบุคคล ต้องไม่นำไปสู่ความรุนแรง การเหมารวม การประจาน การบังคับขอโทษ หรือการลงโทษนอกกระบวนการกฎหมาย แต่ควรแก้ไขด้วยสันติวิธี ความเป็นธรรม หลักนิติธรรม และการเคารพศักดิ์ศรีของทุกฝ่าย
นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ กล่าวว่า จะรับเรื่องดังกล่าวไว้และจะนำประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ รวมถึงจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้บริหารแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ เข้าหารือเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างสันติวิธีต่อไป
อ้างอิง: เฟสบุ๊ควุฒิสภา