BREAKING NEWS: กฎหมายห้ามการรักษาเพื่อยืนยันเพศในเยาวชนที่มีข้อยกเว้นกับอินเตอร์เซ็กซ์

กฎหมายห้ามการรักษาเพื่อยืนยันเพศในเยาวชนที่มีข้อยกเว้นกับอินเตอร์เซ็กซ์ กำลังสร้างบาดแผลซ้ำซ้อนกับเด็กอินเตอร์เซ็กซ์

(14 ต.ค. 2568, สหรัฐอเมริกา) การห้ามการผ่าตัดยินยันเพศ เป็นข้อห้ามที่ปรากฏในบางรัฐในสหรัฐอเมริกา แต่จากรายงานฉบับต่อไปนี้เปิดเผยว่า แทบทุกรัฐมีกฎหมายที่เปิดช่องให้เด็กที่เกิดมามีคุณลักษณะทางร่างกายแบบอินเตอร์เซ็กซ์สามารถเข้าสิทธินี้ได้

รอยแผลเป็นนั้นอยู่กับ เอมอรี ฮัฟเบาเออร์ มาตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นทารก แพทย์ได้ผ่าตัดฮัฟเบาเออร์ โดยให้เหตุผลว่า มันจะทำให้เขาสูญเสียความสามารถในการเจริญพันธุ์และความสามารถในการผลิตฮอร์โมนด้วยตัวเอง แต่ก็อธิบายอย่างชัดเจนว่า มันจะปรับแต่งอวัยวะของเขาที่แต่เดิมที่มีคุณลักษณะแบบอินเตอร์เซ็กซ์ให้กลับมามีลักษณะตามกรอบสองเพศ (ชาย/หญิง) ได้

ถือเป็นครั้งแรกของการแทรกแซงทางการแพทย์ ที่เขาได้รับในวัยเด็ก เพื่อจัดร่างกายให้เข้าใกล้กรอบสองเพศมากขึ้น และเมื่อไม่สามารถสร้างฮอร์โมนเองได้ เขาก็ต้องกินยาเสริมฮอร์โมนตั้งแต่ยังเด็ก พออายุได้ประมาณ 7–8 ขวบ เขาจึงเริ่มบอกว่าตัวเองไม่ชอบฮอร์โมนที่แพทย์เลือกให้ แต่ตอนนั้นเขายังไม่รู้จักคำว่า “อินเตอร์เซ็กซ์” เขาเพิ่งได้รู้จักคำนี้ครั้งแรกผ่านอินเทอร์เน็ตเมื่อตอนวัยรุ่น และเพิ่งจะได้เริ่มพูดคุย หรือรณรงค์เพื่อปรับทัศนคติกับพ่อแม่ คนรอบข้าง และสังคมก็เมื่อตอนข้าสู่วัยผู้ใหญ่แล้ว

“ตอนนั้นฉันแค่พยายามเอาตัวรอด ปกป้องตัวเอง” ฮัฟเบาเออร์ ในวัย 29 ปี กล่าว “พอเริ่มรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น ฉันถึงเริ่มพยายามเปลี่ยนความคิดของผู้คน รวมทั้งความคิดของพ่อแม่”

มีคนจำนวนมากที่มีคุณลักษณะทางร่างกายแบบอินเตอร์เซ็กซ์ ด้วยคุณลักษณะทางเพศหรือโครงสร้างอวัยวะสืบพันธุ์ที่หลากหลายนั้นมีมากพอ ๆ กับจำนวนคนที่เกิดมาผมสีแดงตามธรรมชาติ (หรือประมาณ 1.7% ของประชากรโลก) และคุณลักษณะทางร่างกายแบบอินเตอร์เซ็กซ์มีมากกว่า 30 รูปแบบ โดยเกี่ยวข้องกับโครโมโซม ฮอร์โมน หรืออวัยวะสืบพันธุ์ เช่น อัณฑะ รังไข่ เป็นต้น

มีรายงานวิจัยจำนวนน้อยชิ้นที่กล่าวถึงประสบการณ์ชีวิตของคนที่เกิดมามีคุณลักษณะทางร่างกายหลากหลาย แต่จากรายงานของนักขับเคลื่อนสิทธิและชุมชนอินเตอร์เซ็กซ์ เปิดเผยว่า “การแทรกแซงทางการแพทย์ที่ไม่มีการยินยอม” ยังเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ แม้ในบางกรณีหายากอาจมีเหตุผลทางการแพทย์จริง เช่น ภาวะบางแบบเสี่ยงมะเร็งสูง แต่ส่วนใหญ่คุณลักษณะทางร่างกายแบบอินเตอร์เซ็กซ์ไม่ได้อันตรายและไม่จำเป็นต้องผ่าตัด

“ฉันหวังมาตลอดว่า สักวันหนึ่งฉันจะเปลี่ยนแปลงโลกได้” ฮัฟเบาเออร์กล่าว พร้อมระบุว่า ปัจจุบันพ่อแม่ของเขารู้สึกเสียใจที่เคยให้ความยินยอม เนื่องจากถูกแพทย์กดดัน “มันเป็นเรื่องที่ทำใจแทบไม่ได้เลย”

แม้ตอนนี้ สหรัฐอเมริกา จะยังไม่มีกฎหมายโดยตรงที่เกี่ยวกับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ แต่ในช่วงเวลา 2564-2567 ราว 20 มลรัฐได้ประกาศใช้กฎหมายห้ามการรักษาเพื่อยืนยันเพศ เช่น การผ่าตัด หรือการให้บริการฮอร์โมนกับเยาวชนคนข้ามเพศ แต่ในทุกรัฐมักมีข้อยกเว้นในการรักษาและการผ่าตัดสำหรับเยาวชนอินเตอร์เซ็กซ์ อ้างอิงจากการวิเคราะห์ทางกฎหมายที่ประกาศใช้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2568 ที่ผ่านมา ผ่านวารสาร JAMA Health Forum

รศ.พญ.แฮนนาห์ เวนเกอร์ จาก Penn State University College of Medicine และหนึ่งในผู้วิจัย ระบุว่า ในบรรยากาศทางกฎหมายที่อินเตอร์เซ็กซ์ไม่เคยมีกฎหมายคุ้มครองมาก่อน การเปิดช่องไว้ในกฎหมายเช่นนี้อาจสร้างบรรทัดฐานให้เขตอำนาจศาลอื่น หรือกฎหมายอื่นให้อนุญาตในการกระทำที่คล้ายคลึงกันได้

ในอดีต แพทย์และผู้ปกครองมักเลือกที่จะผ่าตัดทารกที่เป็นอินเตอร์เซ็กซ์ เพราะหวังว่ามันจะสร้างความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ ผ่านการพยายามช่วยให้เด็กปรับร่างกายและปรับตัวให้เข้ากับบรรทัดฐานทางเพศและหลีกเลี่ยงการตีตรา

ในบางขั้นตอนที่แพทย์ทำต่อทารกอินเตอร์เซ็กซ์ เช่น การผ่าตัดเพื่อสร้างช่องคลอด (Vaginoplasty) และการผ่าตัดสร้างอวัยวะเพศชาย (Phalloplasty) ซึ่งเป็นการสร้างช่องคลอดเทียมและอวัยวะเพศชายเทียม ถือเป็นขั้นตอนต้องห้ามในการรักษาเพื่อยืนยันเพศในเยาวชนคนข้ามเพศ การรักษาด้วยฮอร์โมนเป็นวิธีแรกที่เยาวชนคนข้ามเพศควรเลือกที่จะเริ่มเข้าถึง

คาโรลีน เบเกอร์ ริงเกล นักชีวจริยธรรมจาก Harvard Medical School ระบุว่า “เรามีมาตรฐานที่ไม่สอดคล้องกันอย่างชัดเจน เพราะขึ้นกับความเห็นว่าการแทรกแซงควร ‘อนุญาต’ ตอนไหน ไม่ควรตอนไหน ความไม่สอดคล้องนี้บ่อนทำลายความเชื่อมั่นในระบบ”
นักขับเคลื่อนสิทธิคนข้ามเพศและอินเตอร์เซ็กซ์จำนวนมากมองว่า นี่ความย้อนแย้งที่โหดร้ายมาก เพราะรัฐอนุญาตให้มีกระบวนการผ่าตัดในเด็กทารกที่ไม่สามารถให้คำยินยอมได้ แต่กลับห้ามไม่ให้เยาวชนเข้าถึงสิทธินี้หรือต้องได้รับคำยินยอมจากพ่อแม่ พวกเขายังชี้ว่า มีหลักฐานการเจริญเติบโตทางร่างกายที่บ่งบอกว่า การผ่าตัดแทรกแซงในเด็กอินเตอร์เซ็กซ์นั้นมีส่วนเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพในช่วงเวลาต่อมา เช่น การขาดสมรรถภาพทางเพศ อาการเจ็บปวดเรื้อรัง เป็นต้น

“นี่ไม่ใช่ความเสียหายโดยบังเอิญ แต่มันคือความรุนแรงอย่างเป็นระบบ” ฮัฟเบาเออร์ กล่าว
องค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ต่างเรียกร้องให้ยุติการผ่าตัดโดยไม่มีความจำเป็นในทารกอินเตอร์เซ็กซ์มาเป็นเวลานาน และได้รับการสนับสนุนจาก United Nations, Amnesty International และ Human Rights Watch โดยเมื่อปี 2563 โรงพยาบาลเด็กบอสตัน

รัฐแมสซาชูเซตส์ และ Lurie Children’s ในรัฐชิคาโก ประกาศหยุดทำการผ่าตัดบางประเภท
ต่อมาในสมัยรัฐบาล โจ ไบเดน กระทรวงสาธารณสุข ของสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศว่า ได้ออกรายงานเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางสุขภาพของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ เพื่อประเมินผลการปฏิบัติทางการแพทย์ ซึ่งมีเหตุมาจากความเสียหายในระยะยาว และความรุนแรงต่อระบบการทำงานร่างกาย

เนื่องจากฐานข้อมูลที่จำกัด จึงยากจะบอกว่าจำนวนแพทย์ที่ยังทำการผ่าตัดแทรกแซงโดยไม่มีการยินยอมนั้นมีจำนวนมากน้อยเท่าไหร่ แต่หลายคนมีความหวังว่า เมื่อรัฐบาลได้มีนโยบายยกเลิกแล้ว วงการการแพทย์ในภาพรวมน่าจะกำลังปรับตัว เพื่อยกเลิกการผ่าตัดแทรกแซงในทารกและเด็กเล็กมากขึ้น

เอริกา ลอร์ชบอห์ ผู้อำนวยการงานรณรงค์ InterACT และผู้เขียนรายงาน JAMA Health Forum กล่าวว่า “กระแสผลักดันยังคงเติบโต แม้จะไม่ปรากฏให้เห็นบนดิน” และในฐานะผู้สนับสนุน เขาพบว่า การมุ่งเน้นความพยายามไปที่การแพทย์นั้นมีคุณค่ามากกว่าการพยายามเอาชนะการต่อสู้ทางกฎหมาย และเขามีความเชื่อมั่นในผู้ให้บริการมาก

ในฐานะนักชีวจริยธรรม เบเกอร์ ริงเกล เชื่อว่า การที่ผู้ปกครองมีสิทธิตัดสินใจเพื่อความเป็นอยู่ของบุตรนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แต่ว่า หากยินยอมให้ผู้ปกครองตัดสินใจเรื่องการผ่าตัดแทรกแซงร่างกายของเด็กอินเตอร์เซ็กซ์ ก็ควรยินยอมให้ผู้ปกครองสนับสนุนเด็กข้ามเพศให้เข้ารับการรักษาเพื่อยืนยันเพศได้ด้วยเช่นกัน

“มันขัดกับหลักเวชปฏิบัติเด็กโดยสิ้นเชิง ที่เราเลือกห้ามให้มีการรักษาเช่นนี้” เบเกอร์ ริงเกล กล่าว
แม้ส่วนใหญ่ข้อยกเว้นจะเกี่ยวกับการผ่าตัดของอินเตอร์เซ็กซ์ แต่ในจำนวนนี้มี 6 รัฐที่กำหนดข้อยกเว้นสำหรับ “เหตุผลจำเป็นทางการแพทย์” นอกเหนือจากเหตุผลการป้องกันภาวะสับสนทางเพศ (Gender Dysphoria) บางรัฐอนุญาตให้ขลิบอวัยวะเพศชายโดยเฉพาะ รวมถึงรัฐนอร์ทแคโรไลนายังอนุญาตการลดขนาดหน้าอกให้เด็กผู้หญิงตรงเพศอีกด้วย

“ข้อยกเว้นเหล่านี้รวมกันแล้วสะท้อนว่ากฎหมายมุ่งคงไว้ซึ่งค่านิยมด้านรูปลักษณ์ มากกว่าความจำเป็นด้านสุขภาพหรือผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก” ผู้เขียนวิจัย กล่าว

ขณะที่การวิเคราะห์ล่าสุดพุ่งเป้าไปที่กฎหมายห้ามการรักษาเพื่อยืนยันเพศในเยาวชนคนข้ามเพศ รวมถึงรัฐบาลทรัมป์ก็ผลักดันนโยบายระดับชาติในทิศทางเดียวกัน และในเดือนมกราคม มีคำสั่งฝ่ายบริหารพยายามประกาศว่า “มีเพียงสองเพศเท่านั้น” แม้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จะขัดแย้งก็ตาม

เนื้อหาของกฎหมายแต่ละรัฐคล้ายคลึงกัน แต่ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่า ข้อยกเว้นเกี่ยวกับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์จึงถูกใส่เข้ามาแต่แรก แต่ถึงอย่างนั้น ต่อให้กฎหมายไม่เขียนยกเว้นไว้ คนอินเตอร์เซ็กซ์ก็จะได้รับผลกระทบอยู่ดี

“นโยบายใดก็ตามที่พยายามทำให้บรรทัดฐานเรื่องเพศและเพศสภาพแคบลง ย่อมกระทบคนอินเตอร์เซ็กซ์ด้วยเสมอ” ลอร์ชบอห์ กล่าว

 

CATEGORIES:

Tags:

Comments are closed