ในบทความสองตอนแรก เราต่างได้ร่วมกันสำรวจหลักการขั้นต้น แยกแยะ ทำความเข้าใจสิทธิที่จะรับรู้ความจริง
รวมถึงสิทธิในบูรณภาพของเนื้อตัวร่างกายทางการแพทย์ของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ (Intersex) ไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม เอกสาร “หลักการยอกยาการ์ตา พลัส 10” (YP+10) ชี้ให้เห็นข้อเท็จจริงอีกมุมหนึ่งว่า
รากเหง้าสำคัญที่นำไปสู่การละเมิดสิทธิทางกายภาพและการแพทย์นั้น ไม่ได้เกิดจากปัญหาทางสาธารณสุข
แต่เกิดจากมิติทางสังคม วัฒนธรรม และอคติที่ฝังรากลึก
โดยในเอกสาร YP+10 ได้ระบุข้อตระหนักสำคัญไว้ว่า
“สังเกตว่า ความรุนแรง การเลือกปฏิบัติ และอันตรายอื่น ๆ ที่อิงตามรสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ
การแสดงออกทางเพศสภาพ และคุณลักษณะทางเพศ ปรากฏให้เห็นในรูปแบบที่ต่อเนื่อง หลากหลาย
มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน และเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย ตั้งแต่พื้นที่ส่วนตัวไปจนถึงพื้นที่สาธารณะ”
ข้อความนี้สะท้อนว่า ความรุนแรงและการเลือกปฏิบัตินั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์อันหนึ่งอันใดโดยเฉพาะ แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจาก “การตีตรา” (Stigma) อันหมายถึงกระบวนการที่บุคคลถูกทำให้ด้อยคุณค่าหรือมีสถานะทางสังคมลดลง เนื่องจากลักษณะบางประการของตน จนนำไปสู่การเลือกปฏิบัติ การกีดกัน หรือการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งในบริบทนี้ จึงหมายถึงบุคคลที่มีคุณลักษณะทางเพศอันแตกต่างจากนิยามในระบบทวิลักษณ์ชาย-หญิง อันกลายเป็น “ความผิดปกติ” หรือ “สิ่งแปลกปลอม”
ประกอบกับการทำงานของ “การเหมารวม” (Stereotypes) ซึ่งก็คือชุดความเชื่อหรือภาพจำที่สังคมมีต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลหนึ่ง แม้ว่าภาพจำเหล่านั้นอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของแต่ละบุคคลก็ตาม กลายเป็นกรอบคิดเหมารวมทางเพศสภาพที่ครอบงำว่า มนุษย์ที่สมบูรณ์จะต้องมีโครงสร้างทางชีววิทยา อวัยวะ และโครโมโซม ในรูปแบบทวิลักษณ์ (กรอบที่จำกัดไว้ว่าร่างกายของชายต้องเป็นอย่างไร ร่างกายของหญิงต้องเป็นอย่างไรและมีเพียงแค่สองรูปแบบนี้ จึงจะถูกต้องสมบูรณ์) เท่านั้น
ประเด็นนี้มิได้สะท้อนเพียงความเข้าใจทางชีววิทยา หากยังสะท้อนบรรทัดฐานทางสังคมเกี่ยวกับเพศ ซึ่งอาจมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในหลายบริบท ทั้งการศึกษา การจ้างงาน การจดทะเบียนทางกฎหมาย และการใช้ชีวิตประจำวัน
การทำลายข้ออ้างและการเหมารวมเพื่อสร้างความชอบธรรมในการผ่าตัด
อิทธิพลของการเหมารวมในสังคมไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ทัศนคติในชีวิตประจำวัน แต่ลุกลามเข้าไปกลายเป็นกรอบคิดที่สร้างความชอบธรรมให้กับแนวคิดทางการแพทย์ หรือแนวปฏิบัติทางการแพทย์แบบเก่า ดังที่ปรากฏหลักฐานข้อเท็จจริงใน หลักการข้อที่ 32 ของเอกสาร YP+10 ที่ระบุเจาะจงให้รัฐต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาการนำการเหมารวมเหล่านี้มาเป็นข้ออ้าง
“รัฐต้องดำเนินมาตรการเพื่อจัดการกับการตีตรา การเลือกปฏิบัติ และการเหมารวมที่อิงตามเพศและเพศสภาพ และต่อต้านการใช้การเหมารวมเหล่านั้น รวมถึงโอกาสในการแต่งงาน/ สมรส (Marriage prospects) และเหตุผลรองรับทางสังคม ศาสนา และวัฒนธรรมอื่น ๆ เพื่อนำมาอ้างความชอบธรรมในการผ่าตัดดัดแปลง/ ตัดแต่ง คุณลักษณะทางเพศ รวมถึงในเด็ก”
ข้อบัญญัตินี้ชี้ให้เห็นว่า บ่อยครั้งที่ผู้ปกครองและแพทย์ตัดสินใจผ่าตัด ตัดแต่ง ดัดแปลง แก้ไขอวัยวะเพศของเด็กอินเตอร์เซ็กซ์
ตั้งแต่แรกเกิด ไม่ใช่เพราะเหตุผลด้านการรักษาโรค แต่เกิดจากความกลัว ที่อิงกับการเหมารวมของสังคม
เช่น กลัวว่าเด็กจะโตขึ้นมาแล้วไม่สามารถแต่งงานได้ตามกรอบประเพณี กลัวว่าจะไม่สามารถมีเพศสัมพันธ์ตามแบบ
ความเชื่อที่คุ้นเคยได้ หรือกลัวว่าเด็กจะไม่สามารถเข้าสู่ระบบโรงเรียนและสังคมได้
ข้อสังเกตนี้มีนัยสำคัญสะท้อนว่า การคุ้มครองสิทธิของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ไม่อาจอาศัยมาตรการทางกฎหมาย
หรือทางการแพทย์เพียงอย่างเดียว หากยังต้อง คำนึงถึงปัจจัยทางสังคมและวัฒนธรรม ที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของผู้คน
เอกสาร YP+10 จึงกำหนดเป็นหลักการทางวิชาการว่า ข้ออ้างเรื่องวัฒนธรรม ศาสนา หรือโอกาสในการแต่งงาน ไม่สามารถนำมาใช้ลบล้างสิทธิขั้นพื้นฐานในบูรณภาพของร่างกายของบุคคลได้
การเลือกปฏิบัติและการตีตราในระบบการศึกษา การทำงาน และบริการสาธารณะ
เมื่อพิจารณาในมุมมองของสิทธิมนุษยชน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ “บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์มีคุณลักษณะทางเพศอย่างไร”
แต่เป็นคำถามที่ว่า “ สังคมตอบสนองต่อความหลากหลาย ดังกล่าวอย่างไร” ซึ่งสะท้อนความท้าทาย
ที่บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ต้องเผชิญ อันมิได้เกิดขึ้นจากคุณลักษณะทางเพศเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
หากแต่ยังเกี่ยวข้องกับวิธีที่สังคมทำความเข้าใจและ ให้ความหมาย แก่ความแตกต่างนั้น
นอกเหนือจากมิติทางการแพทย์แล้ว เอกสาร YP+10 ยังเผยให้เห็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิและการตีตราในพื้นที่ต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ โดยมีการกำหนดภาระผูกพันเพิ่มเติมสำหรับรัฐ (Additional State Obligations) ในหลายมิติ
1. พื้นที่ทางการกีฬา: บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์มักเผชิญกับการตรวจสอบคุณลักษณะทางเพศ (Sex testing) และถูกกีดกันออกจากการแข่งขันกีฬาเนื่องจากความหลากหลายทางโครโมโซมหรือฮอร์โมนตามธรรมชาติ เอกสารจึงกำหนดให้รัฐต้อง “รับรองว่าบุคคลทุกคนสามารถเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาได้ โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ บนฐานของ คุณลักษณะทางเพศ” และต้อง “ขจัดการกลั่นแกล้ง (Bullying) และพฤติกรรมเลือกปฏิบัติในทุกระดับของการกีฬา”
2. เทคโนโลยีทางการแพทย์และการเลือกปฏิบัติก่อนคลอด: ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การตีตราและการเหมารวมได้ขยายตัวไปถึงระดับพันธุศาสตร์ เอกสารระบุให้รัฐต้อง “ต่อต้านแนวปฏิบัติในการคัดเลือกก่อนคลอด (Prenatal selection) บนฐานของคุณลักษณะทางเพศ โดยการแก้ไขที่รากเหง้าของการเลือกปฏิบัติ” เพื่อป้องกันไม่ให้นำเทคโนโลยีมาใช้ยุติการตั้งครรภ์เพียงเพราะตรวจพบว่าทารกในครรภ์มีภาวะอินเตอร์เซ็กซ์
3. ระบบการศึกษาและการฝึกอบรม: อคติมักเกิดจากการขาดความรู้ที่ถูกต้อง เอกสาร YP+10 จึงกำหนดให้รัฐต้องบรรจุเนื้อหาที่ถูกต้อง สมบูรณ์ และเป็นเชิงบวกเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพและคุณลักษณะทางเพศ (Affirmative and accurate material on biological and physical diversity) เข้าไปใน หลักสูตรการศึกษาของนักเรียน และ หลักสูตรการฝึกอบรมครูผู้สอน เพื่อทลายกรอบการเหมารวมและลดการกลั่นแกล้งในโรงเรียน
ในบริบทนี้ ความท้าทายที่บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์เผชิญจึง มิได้เกิดจากความหลากหลายของคุณลักษณะทางเพศ โดยตัวของมันเอง หากเกิดจาก ความคาดหวังที่สังคมมีต่อร่างกายของมนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับการวิเคราะห์ของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ในหลายประเทศยังคงเผชิญกับการเลือกปฏิบัติและความรุนแรง การละเมิดสิทธิจำนวนมากเกิดขึ้นในบริบทที่สังคมให้ความสำคัญกับ การทำให้ร่างกายสอดคล้องกับบรรทัดฐานเกี่ยวกับเพศ มากกว่าการเคารพความหลากหลายที่มีอยู่ตามธรรมชาติ ทั้งยังเน้นย้ำว่า การเป็นบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ มิใช่ เรื่องเดียวกับอัตลักษณ์ทางเพศ (gender identity) หรือรสนิยมทางเพศ (sexual orientation) แต่อย่างใด
ดังนั้น การรับรองสิทธิทางกฎหมายและมุ่งส่งเสริมความเข้าใจของสังคมจึงเป็นมาตรการที่ต้องดำเนินควบคู่กัน ไม่ใช่เป็นทางเลือกที่ทดแทนกันได้ เพราะเมื่อบุคลากรทางการแพทย์ ครู ผู้กำหนดนโยบาย สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป มีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความหลากหลายของคุณลักษณะทางเพศ ความเข้าใจดังกล่าวย่อมช่วยลดการใช้ภาพเหมารวมและลดการตีตรา เป็นการสร้างความเข้าใจในระดับโครงสร้างและบรรทัดฐานของสังคม และเพราะความแตกต่างของมนุษย์ ไม่ควรเป็นเหตุให้ บุคคลสูญเสียศักดิ์ศรี ความเสมอภาค หรือการได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย
บทสรุปและก้าวต่อไป จากการทลายอคติสู่การรับรองโดยรัฐ
ข้อเท็จจริงจากเอกสาร YP+10 แสดงให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาตราบาปและการเหมารวมต่อบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์
ไม่สามารถทำได้เพียงแค่การรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ลอย ๆ แต่จำเป็นต้องอาศัยการรื้อถอนเชิงโครงสร้าง
ทั้งในระบบสาธารณสุข นโยบายการศึกษา และจริยธรรมทางการแพทย์ เพื่อให้สังคมมองเห็นว่าภาวะอินเตอร์เซ็กซ์
คือหนึ่งในความหลากหลายทางชีวภาพตามธรรมชาติของมนุษย์ ไม่ใช่ความผิดปกติที่ต้องถูกปกปิดหรือกำจัดให้หมดไป
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสังคมจะลดอคติลงแล้ว แต่ตราบใดที่โครงสร้างทางกฎหมายและเอกสารราชการของรัฐ
ยังคงผูกขาดอยู่กับระบบทวิลักษณ์ชาย-หญิงอย่างเข้มงวด บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ก็ยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรค
ในการดำเนินชีวิตและการยืนยันสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของตนเองอยู่ดี
ในตอนต่อไป ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของซีรีส์นี้ THAi iNTERSEX RiGHTS จะร่วมกันวิเคราะห์เนื้อหาใน
“หลักการข้อที่ 31: สิทธิในการได้รับการรับรองทางกฎหมาย” (The Right to Legal Recognition)
เพื่อสำรวจข้อกำหนดเชิงนโยบายและแนวทางสากลในการปรับเปลี่ยนเอกสารสำคัญของรัฐ
เช่น สูติบัตร บัตรประชาชน และการเปิดสิทธิ์ในทางเลือกตัวเลือกเพศสภาพที่หลากหลาย
เพื่อคืนความเป็นธรรมทางกฎหมายให้กับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์อย่างแท้จริง
เรียบเรียงเพื่อนำมาสื่อสาร/ กราฟฟิก: ตุ้ย
บรรณาธิการ: พรีส
อ้างอิง:
[1] OHCHR. Human Rights Violations Against Intersex People – A Background Note