สิทธิของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ตามหลักการยอกยาการ์ตา พลัส 10 ตอนที่ 2: สิทธิที่จะรับรู้ความจริง สิทธิในเนื้อตัวร่างกายและความท้าทายทางการแพทย์ที่เด็กอินเตอร์เซ็กซ์เผชิญ

ในขณะที่บทความตอนที่ 1 THAi iNTERSEX RiGHTS ได้ปูพื้นฐานการแยกแยะให้เห็นความต่างระหว่าง “คุณลักษณะทางเพศ” (Sex Characteristics) ออกจากเรื่องของ อัตลักษณ์และรสนิยมทางเพศ แล้วนั้น ในบทความตอนที่ 2 นี้ จะมุ่งเน้นไปที่ภัยคุกคามที่รุนแรงที่สุดประการหนึ่งที่บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์เผชิญ นั่นคือ การแทรกแซงทางกายภาพโดยปราศจากความยินยอม ซึ่งเอกสาร “หลักการยอกยาการ์ตา พลัส 10” (YP+10) ได้บัญญัติข้อคุ้มครองไว้โดยเฉพาะใน หลักการข้อที่ 32: สิทธิในบูรณภาพของร่างกายและจิตใจ (The Right to Bodily and Mental Integrity)

ในหลักการข้อที่ 32 ได้ระบุรับรองสิทธิขั้นพื้นฐานไว้ในวรรคแรกอย่างชัดเจนว่า

“ทุกคนมีสิทธิในบูรณภาพของร่างกายและจิตใจ ความเป็นอิสระในการปกครองตนเอง (Autonomy) และการกำหนดเจตจำนงด้วยตนเอง (Self-determination) โดยไม่คำนึงถึงรสนิยมทางเพศ อัตลักษณ์ทางเพศ การแสดงออกทางเพศสภาพ หรือคุณลักษณะทางเพศ”

ข้อความนี้ ยืนยันหลักการสำคัญข้อหนึ่งว่า ร่างกายของมนุษย์ทุกคน รวมถึงบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ ย่อมเป็นสิทธิเด็ดขาดของบุคคลผู้นั้นในการตัดสินใจ ดูแล รักษา โดยที่รัฐหรือบุคคลอื่นใด จะละเมิด หรือ แทรกแซงมิได้ และได้ระบุข้อห้ามเฉพาะเจาะจงในมิติทางการแพทย์ไว้ว่า “ห้ามมิให้บุคคลใดต้องตกอยู่ภายใต้กระบวนการทางการแพทย์ที่รุกรานล่วงล้ำ (Invasive) หรือไม่สามารถแก้ไขย้อนกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ (Irreversible) เพื่อตัดแต่งคุณลักษณะทางเพศ โดยปราศจากความยินยอมโดยเสรี ก่อนการทำหัตถการ และได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน (Free, prior and informed consent) เว้นแต่จะมีความจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายที่ร้ายแรง เร่งด่วน และไม่สามารถแก้ไขได้”

ความท้าทายทางการแพทย์: การผ่าตัด ตัดแต่งอวัยวะในวัยทารกและเด็ก

ข้อกำหนดในหลักการข้อที่ 32 เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองต่อแนวปฏิบัติทางการแพทย์ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งมักเผชิญกับข้อจำกัดทางค่านิยมแบบทวิลักษณ์ (Binary Norms) เมื่อทารกอินเตอร์เซ็กซ์ถือกำเนิดขึ้น (เช่น ทารกที่มีโครโมโซมหรืออวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก ที่ไม่สามารถตัดสินได้ว่าเป็นจู๋หรือจิ๋ม (ไม่ชัดเจนว่าเป็นชายหรือหญิง) แนวปฏิบัติเดิมในทางศัลยกรรมมักจะเร่งรัดทำการผ่าตัด ตัดแต่งอวัยวะ เพื่อ “แก้ไข” “ตัดแต่ง” หรือ “กำหนด” อวัยวะเพศภายนอกของทารกให้สอด คล้องกับเพศใดเพศหนึ่ง (มักอ้างอิงตามเพศที่แพทย์หรือผู้ปกครองเลือกกำหนดให้) ตั้งแต่ช่วงสัปดาห์หรือเดือนแรก ๆ หลังคลอด

โดยในหลักการข้อที่ 32 นั้น เรียกร้องให้รัฐรับประกันว่า เด็กจะได้รับการคุ้มครองจากหัตถการที่มีลักษณะ รุกรานล่วงล้ำ หรือไม่อาจแก้ไขย้อนกลับได้ (ไม่สามารถหวนคืน) รอจนกว่าเด็กจะมีความสามารถในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ พร้อมทั้งระบุว่าการพิจารณาเรื่องประโยชน์สูงสุดของเด็กควรสอดคล้องกับสิทธิบูรณภาพของร่างกาย สิทธิในการกำหนดชีวิตของตนเอง และการมีส่วนร่วมของเด็กตามวัยและวุฒิภาวะ

เอกสาร YP+10 ชี้ให้เห็นว่า การผ่าตัดในลักษณะ “การตัดแต่ง” ที่กล่าวไว้ข้างต้นนี้ มักเป็นกระบวนการที่ “ล่วงล้ำและไม่สามารถแก้ไขย้อนกลับคืนได้” (Invasive and Irreversible) ซึ่งบ่อยครั้งไม่ได้ทำเพื่อรักษาชีวิตหรือแก้ปัญหาด้านสุขภาพที่เร่งด่วน แต่ทำไปเพื่อเหตุผลของความสอดคล้องกันกับความคาดหวังของสังคม ความสวยงามทางกายภาพ หรือความสะดวกในการจัดหมวดหมู่เพศสภาพ

ผลกระทบทางชีววิทยาที่ตามมาจากการผ่าตัดในวัยเด็กที่สำคัญมีดังนี้

1. การสูญเสียเนื้อเยื่อและเส้นประสาท: การศัลยกรรมเพื่อลดขนาดหรือดัดแปลงอวัยวะ มักส่งผลให้ความรู้สึกทางเพศลดลงหรือสูญเสียไปอย่างถาวรในวัยผู้ใหญ่

2. ภาวะเป็นหมันอย่างถาวร: ในบางกรณีมีการผ่าตัดนำต่อมเพศ (Gonads) ออก เช่น อัณฑะหรือรังไข่ภายใน ที่ถูกตีความว่า ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้บุคคลนั้นหมดโอกาสในการเจริญพันธุ์

3. ต้องใช้ฮอร์โมนทดแทนระยะยาว: การนำต่อมเพศออกส่งผลให้ร่างกายขาดฮอร์โมนที่ผลิตขึ้นได้เอง และต้องพึ่งพาฮอร์โมนภายนอก (สังเคราะห์) ไปตลอดชีวิต

ความยินยอมที่ครบถ้วนรอบด้าน คืออะไร

หากแพทย์ประจำตัวได้อธิบายโดยละเอียดว่า การผ่าตัดที่ให้การแนะนำไปนั้น จะมีกระบวนการแบบนี้ มีความเสี่ยงทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างไร มีทางเลือกอื่นอีกหรือไม่ และได้ให้เวลาพิจารณาตัดสินใจที่จะเข้าร่วมการผ่าตัดดังกล่าวหรือไม่ เรามักเรียกสิ่งนี้ว่า การให้ความยินยอมโดยได้รับข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน (Informed Consent) อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีคำว่า “โดยเสรี” และ “ก่อนการทำหัตถการ” ร่วมประกอบด้วย เพราะการยินยอมจะมีความหมายก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นมีอิสระที่จะตอบว่า “ไม่” ซึ่งหากการตัดสินใจนั้น เกิดขึ้นภายใต้แรงกดดัน ความหวาดกลัว หรือการได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วน การยินยอมนั้นอาจไม่ใช่การยินยอมที่แท้จริง

และเนื่องจากผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดอยู่ในวัยทารกหรือวัยเด็กเล็กที่ไม่สามารถรับทราบข้อมูล ประเมินผลกระทบ หรือส่งเสียงปฏิเสธได้ การตัดสินใจจึงตกอยู่กับผู้ปกครองและแพทย์ ซึ่งบ่อยครั้งขาดซึ่งการเข้าถึงข้อมูลที่รอบด้านจำเป็นเกี่ยวกับผลกระทบระยะยาวในอนาคต

พันธกรณีของรัฐในการคุ้มครองและแก้ไขปัญหา (State Obligations)

เพื่อขจัดข้อจำกัดและผลกระทบทางการแพทย์ดังกล่าว เอกสาร YP+10 จึงได้กำหนดหน้าที่หลักที่รัฐภาคีจะต้องดำเนินการ (States Shall) ไว้ภายใต้หลักการข้อที่ 32 หลายประการ โดยมีข้อกำหนดเชิงระบบที่สำคัญดังนี้

1. ข้อบัญญัติทางกฎหมาย (ข้อ B): รัฐต้องสร้างหลักประกันว่ามีกฎหมายที่คุ้มครองทุกคน รวมถึงเด็กทุกคน จากการ ดัดแปลงคุณลักษณะทางเพศ ในทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นจากการบังคับ การขู่บังคับ หรือโดยไม่สมัครใจ (ดัดแปลงคุณลักษณะทางเพศ: การผ่าตัดตกแต่งอวัยวะ การให้ฮอร์โมนเพื่อให้ร่างกายเป็นไปตามเพศที่พ่อแม่หรือแพทย์กำหนด )
.
2. การจัดการกับทัศนคติทางสังคมและการแพทย์ (ข้อ C): รัฐต้องดำเนินมาตรการเพื่อจัดการกับตราบาป (Stigma) การเลือกปฏิบัติ และการเหมารวม (Stereotypes) ที่อิงตามเพศและเพศสภาพ พร้อมทั้งต่อต้านการนำข้ออ้างเรื่องการเหมารวมเหล่านั้น รวมถึงโอกาสในการแต่งงาน (Marriage prospects) หรือเหตุผลทางสังคม ศาสนา และวัฒนธรรมอื่น ๆ มาใช้ เพื่อสร้างความชอบธรรม ในการผ่าตัด ตัดแต่งอวัยวะ หรือ การดัดแปลงคุณลักษณะทางเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเด็ก

3. การมีส่วนร่วมและการประเมินศักยภาพของเด็ก (ข้อ D): รัฐต้องคำนึงถึงสิทธิในการมีชีวิต การไม่เลือกปฏิบัติ และผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก (Best interests of the child) โดยต้องรับรองว่าเด็กจะได้รับการปรึกษาและข้อมูลอย่างครบถ้วนเกี่ยวกับ ความจำเป็น ในการผ่าตัด (ในกรณีที่จำเป็น แปลว่า หากไม่ทำจะ อันตรายถึงแก่ชีวิต และต้องพิสูจน์ได้จริง) และต้องมั่นใจว่าการปรับเปลี่ยนใดๆ จะได้รับความยินยอมจากเด็กในลักษณะที่สอดคล้องกับความสามารถที่พัฒนาขึ้นตามวัยของเด็ก (Evolving capacity)

4. การห้ามบิดเบือน หลักผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก (ข้อ E): รัฐต้องรับรองว่าแนวคิด “ผลประโยชน์สูงสุดของเด็ก” จะไม่ถูกนำไปตีความบิดเบือนหรือ ใช้เป็นข้ออ้าง เพื่อรองรับแนวปฏิบัติที่ขัดแย้งกับสิทธิในบูรณภาพของร่างกายของเด็ก นอกจากนี้ ในเอกสาร (ภายใต้ข้อผูกพันเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิทธิที่จะ ปลอดจากการทรมาน) ยังระบุชัดเจนว่า รัฐต้อง ตระหนักว่า การผ่าตัดตกแต่งคุณลักษณะทางเพศของบุคคลโดยการบังคับ ขู่บังคับ หรือโดยไม่สมัครใจนั้น “เทียบเท่ากับการทรมาน หรือการปฏิบัติหรือการลงทัณฑ์ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรี”

สำหรับหลักการ “ประโยชน์สูงสุดของเด็ก” (Best Interests of the Child) นั้น เป็นหลักการที่กำหนดให้การดำเนินการทุกประการที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ต้องประเมินและชั่งน้ำหนัก สิทธิของเด็กในหลายมิติร่วมกัน ทั้งงสิทธิของเด็กในการมีชีวิต รอดชีวิตและ พัฒนาอย่างเต็มที่ (Right to life, survival and development) สิทธิในการแสดงความคิดเห็น (Right to be heard) สิทธิในการรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง (Right to preserve identity) และสิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองจากอันตราย (Right to protection from harm) โดยคำนึงถึงสถานการณ์เฉพาะของเด็กแต่ละคนเป็นสำคัญ ในบริบทของเด็กอินเตอร์เซ็กซ์

หลักการนี้จึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า การตัดสินใจใดเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเด็กอย่างแท้จริง และการแทรกแซงที่ ส่งผลถาวร ต่อร่างกายมีความจำเป็นในขณะนั้น หรือ สามารถรอ จนกว่าเด็กจะมีวุฒิภาวะเพียงพอที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจได้ ด้วยเหตุนี้ เด็กจึงมิใช่เพียงผู้ที่ต้องได้รับการคุ้มครอง แต่ เด็กเป็นผู้ทรงสิทธิ (Rights-Holder) ซึ่งเสียง ความคิดเห็น และสิทธิในการกำหนดชีวิตของตนเองควรได้รับการเคารพตามวัยและวุฒิภาวะ

ดังนั้น แก่นของหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กจึงเป็นการรักษาทางเลือกไว้ให้มากที่สุด เพื่อให้เด็กมีโอกาสตัดสินใจเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายของตนเองเมื่อพร้อม

และหากพิจารณา หลักการข้อที่ 32 อย่างละเอียด จะพบอีกว่าให้ความสำคัญกับการที่บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์และครอบครัวสามารถ เข้าถึงข้อมูล การให้คำปรึกษา การสนับสนุนที่เป็นอิสระ การส่งเสริมการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับความหลากหลายของคุณลักษณะทางเพศ และการมีโอกาสพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ อย่างเพียงพอโดยปราศจากแรงกดดัน ก่อนการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกาย ส่งผลให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีโอกาสตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และปราศจากแรงกดดัน ซึ่งในทางปฏิบัตินั้น มีครอบครัวจำนวนมากที่ไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับอินเตอร์เซ็กซ์มาก่อน การได้รับแจ้งว่าบุตรมีคุณลักษณะทางเพศที่แตกต่าง อาจเกิดขึ้นภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วันหลังคลอด

ในช่วงเวลาอันสับสนดังกล่าว ผู้ปกครองต้องเผชิญกับ ข้อมูลทางการแพทย์ที่ซับซ้อน คำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคย และการตัดสินใจที่อาจส่งผลต่อชีวิตของเด็กในระยะยาว และหาก การละเมิดได้เกิดขึ้นแล้ว บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์มี สิทธิที่จะได้รับรู้ความจริง แม้หลักการข้อที่ 32 จะมุ่งป้องกันมิให้เกิดการแทรกแซงทางการแพทย์โดยปราศจากความยินยอม แต่ในความเป็นจริงแล้ว บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์จำนวนไม่น้อยทั่วโลกได้ผ่านหัตถการดังกล่าวมาตั้งแต่วัยทารกหรือวัยเด็กแล้ว

หลักการยอกยาการ์ตา พลัส 10 จึงได้บัญญัติ หลักการข้อที่ 37: สิทธิที่จะได้รับรู้ความจริง (The Right to Truth) เพื่อรับรองว่า ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการละเมิดสิทธิมนุษยชนย่อมมีสิทธิได้รับรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับ การละเมิดที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุ เหตุการณ์ กระบวนการตัดสินใจ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงมีสิทธิได้รับการสอบสวนอย่างเป็นอิสระ การเยียวยา และหลักประกันว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นเดิมขึ้นอีก

สำหรับบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ สิทธินี้มีความหมายอย่างยิ่ง เพราะหลายคนเติบโตขึ้นมาโดยไม่เคยได้รับการบอกเล่าว่า เพราะเหตุใด ตนเองจึงถูกผ่าตัด ทำไมจึง ต้องรับฮอร์โมนตลอดชีวิต หรือเพราะอะไรจึงไม่สามารถมีบุตรได้ บางคนเพิ่งค้นพบความจริงเมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ หรือจากการขอเวชระเบียนของตนเองในภายหลัง

สิทธิที่จะได้รับรู้ความจริงจึงมิใช่เพียงสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ หากแต่เป็นสิทธิในการทำความเข้าใจประวัติชีวิตของตนเอง การได้รับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียม และการได้รับความยุติธรรมจากการละเมิดสิทธิที่เกิดขึ้นในอดีต ดังนั้น เมื่อย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น การเคารพสิทธิของบุคคลของคนคนหนึ่ง อาจไม่ได้หมายถึงการรีบตัดสินใจแทนตัวคนคนนั้นด้วยความหวังดี แต่อาจหมายถึง “การรอ” อย่างเข้าใจ จนกว่าเจ้าของร่างกายจะมีโอกาสเป็นผู้ตัดสินใจด้วยตนเอง

บทสรุปและก้าวต่อไป จากการคุ้มครองทางกายภาพสู่ความท้าทายในมิติสังคม

ข้อเท็จจริงจากหลักการข้อที่ 32 ข้อที่ 37 และข้อผูกพันเพิ่มเติมในเอกสาร YP+10 ชี้ให้เห็นว่า
การคุ้มครองบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ไม่ได้เรียกร้องสิ่งใดไปมากกว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในการเป็นเจ้าของร่างกายตนเอง
และ การยุติ แนวปฏิบัติทางการแพทย์ เร่งรัดที่สร้างความเสียหายอย่างถาวร รวมถึงการเปิดเผยความจริง
การยอมรับความผิดพลาดในอดีต และการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ
เพราะสิทธิในบูรณภาพของร่างกาย ย่อมไม่อาจสมบูรณ์ได้ หากเจ้าของร่างกาย ไม่เคยได้รับรู้ความจริง เกี่ยวกับร่างกายของตนเอง

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่หยั่งรากลึกกว่านั้นในสังคม คือ “ตราบาป” และ “การเหมารวม”
ที่กลายเป็นเหตุผลหลักที่บีบคั้นให้ครอบครัวและแพทย์ต้องเลือกหนทางผ่าตัดตั้งแต่แรกเกิด

ในตอนต่อไป THAi iNTERSEX RiGHTS จะขยายกรอบการวิเคราะห์จากเรื่องของร่างกายและข้อกฎหมายทางการแพทย์
ไปสู่บริบททางสังคมและทัศนคติในชีวิตประจำวัน โดยจะร่วมกันเจาะลึกในประเด็น “การจัดการกับตราบาป (Stigma)
และการทลายกรอบการเหมารวม (Stereotypes)” รวมถึงอุปสรรคของการเลือกปฏิบัติที่บุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ต้องเผชิญ
ในระบบการศึกษา การทำงาน และบริการสาธารณะ

เรียบเรียงเพื่อนำมาสื่อสาร/ กราฟฟิก: ตุ้ย
บรรณาธิการ: พรีส
อ้างอิง:
[1] OHCHR. Human Rights Violations Against Intersex People – A Background Note

CATEGORIES:

Comments are closed