ตามข้อเท็จจริงที่ผู้นำเสนอเคยได้เขียนไว้ปรากฏในบทความ “โรงเรียนบอกว่าเราไม่ปกติ: เมื่อตำราเรียนสร้างบาดแผลให้เด็กอินเตอร์เซ็กซ์” เมื่อครั้งก่อนว่า การกลั่นแกล้งรังแก หรือการล้อเลียน ดูถูก และเหยียดหยามนี้ ไม่ได้มาจากเพียงอุปนิสัยส่วนบุคคล หรือความไม่รู้ ไม่เข้าใจเกี่ยวกับคุณลักษณะทางเพศที่หลากหลายของบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์เท่านั้น แต่โครงสร้างสถาปัตย์ในโรงเรียนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจสร้างความสร้างความวิตกกังวลให้กับนักเรียนอินเตอร์เซ็กซ์ เช่น ห้องน้ำแยกเพศหญิง-เพศชาย และห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าในคาบเรียนพลศึกษา ที่นำไปสู่การกลั่นแกล้งรังแกกันภายในโรงเรียนได้
ในครั้งนี้ THAi iNTERSEX RiGHTS จะมาอธิบายเพิ่มเติมว่า เมื่อห้องน้ำ และห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าในอาคารพลศึกษาคือ จุดลับสายตาที่มักใช้เป็นพื้นที่กลั่นแกล้งรังแกกันภายในโรงเรียน แล้วการออกแบบโครงสร้างสถาปัตย์แบบใดจึงจะช่วยลดอัตราการกลั่นแกล้งรังแกกันภายในโรงเรียนได้อย่างมีนัยสำคัญ?
[ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประสบการณ์ในโรงเรียน]
จากรายงานวิจัย The needs of students with intersex variations ของ Tiffany Jones ที่ตีพิมพ์ผ่านวาร Sex Education Vol.16 เมื่อปี 2016 เปิดเผยว่า กว่า 66% (2 ใน 3) ของนักเรียนอินเตอร์เซ็กซ์ในออสเตรเลีย เคยมีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้งในรั้วโรงเรียนอย่างน้อยหนึ่งรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการล้อเลียนทางวาจา และการกลั่นแกล้งทางร่างกาย โดยสถานที่ในโรงเรียนที่เป็นจุดอับและเสี่ยงต่อการกลั่นแกล้งกันมากที่สุดคือ ห้องน้ำ และห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าในอาคารพลศึกษา และเป็นผลให้เด็กอินเตอร์เซ็กซ์รู้สึกอับอาย สับสนในอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง และต้องปิดบังตัวตนเป็นความลับจากเพื่อนและครู
ซึ่งผลการวิจัยนี้ ไม่ได้ผิดคาดจากสิ่งที่เราคาดคิด เนื่องจากเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับรายงาน How the School Built Environment Exacerbates Bullying and Peer Harassment ของ Sheila M. Fram และ Ellyn M. Dickmann เมื่อปี 2012 ที่ระบุว่า นอกเหนือจากปัจจัยที่มาจากหลักสูตรที่ส่งต่อความเข้าใจผิดกับอินเตอร์เซ็กซ์ว่า ผิดปกติ หรือเป็นภาวะที่ต้องได้รับการรักษา ครูหรือผู้บริหารโรงเรียนเพิกเฉยต่อการล้อเลียนหรือการคุกคามเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างนักเรียนด้วยกัน รวมถึงการไม่มีมาตรการ หรือกฎระเบียบที่คุ้มครองนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศภายในโรงเรียนแล้ว โครงสร้างสถาปัตย์ในโรงเรียนก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดการกลั่นแกล้งรังแกกันภายในโรงเรียนอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวคือ พื้นที่ที่ยากต่อการเข้าไปกำกับดูแล และจังหวะเวลาที่เหมาะสม มักนำไปสู่การก่อความรุนแรงตั้งแต่ระดับวาจาไปจนถึงการกลั่นแกล้ง และการล่วงเกินเนื้อตัวร่างกายของนักเรียนอินเตอร์เซ็กซ์มากที่สุด
นี่จึงเป็นการบรรจบกันของกรณีศึกษาที่เริ่มจากประเด็นที่ต่างกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้รับกลับมีทิศทางตรงกันคือ การเพิกเฉยของครูและบุคลากรในโรงเรียน ร่วมกับโครงสร้างสถาปัตย์ในโรงเรียน ทั้งสองสิ่งนี้นำมาซึ่ง อัตราการกลั่นแกล้งรังแกในโรงเรียนเพิ่มสูงขึ้น และนักเรียนที่มีภูมิหลังแตกต่างจากบรรทัดฐานหลักของโรงเรียน เช่น คุณลักษณะทางกายภาพ ความหลากหลายทางเพศ หรือการมีสถานะทางสังคมที่ด้อยกว่า ก็มีแนวโน้มที่จะถูกเลือกเป็นเป้าหมายของการกลั่นแกล้งอย่างเป็นระบบมากกว่าปกติเช่นกัน
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ ผลลัพธ์รายงานวิจัยของ Tiffany Jones ค้นพบว่า มีบุคคลอินเตอร์เซ็กซ์ในออสเตรเลียหลุดจากระบบการศึกษาเป็นจำนวนมาก และในจำนวนนี้มีถึง 18% ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หรือ Early High School เท่านั้น
[สถาปัตย์ในโรงเรียนควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร?]
ตามที่ วณัฐย์ พุฒนาค เคยได้นำเสนอในบทความ “‘พื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียนออกแบบได้’ ชวนส่องสถาปัตยกรรมที่อาจช่วยให้การบูลลี่ลดลง” ไว้ว่า เมื่อมีข้อสังเกตว่าตึก อาคารและห้องเรียนอันเป็นบรรยากาศสำคัญที่ทำให้การกลั่นแกล้งเกิดขึ้นได้ ดังนั้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบางประการในโรงเรียน เช่น เรื่องของแสง หรือการมองเห็น อาจมีส่วนช่วยทำให้ครู หรือบุคลากรในโรงเรียน สามารถมองเห็นเหตุที่อาจเกิดขึ้นในพื้นที่ที่เคยลับตาได้มากขึ้น ทำให้ วณัฐย์ พุฒนาค มีข้อเสนอ จำนวน 5 ประการ เพื่อการปรับปรุงโครงสร้างอาคารเรียนที่เป็นมิตรกับเด็กทุกคน ดังนี้
1. ปรับโครงสร้างให้เน้นการมองเห็นที่ทั่วถึง
ห้องเรียนและสถานที่ต่าง ๆ ภายในโรงเรียน ควรถูกออกแบบให้เกิดการมองเห็นได้ ทำให้ทั้งครู เจ้าหน้าที่อื่น ๆ มองเห็นกิจกรรมต่าง ๆ ที่ดำเนินไปได้โดยตลอด
2. ติดตั้งหน้าต่างขนาดใหญ่โถงทางเดิน
การติดตั้งหน้าต่างขนาดใหญ่จึงช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกในหลายระดับ ทั้งช่วยนำแสงธรรมชาติเข้าสู่อาคาร และยังช่วยนำสายตาของครูออกไปสู่พื้นที่นอกอาคารเช่นลานกว้าง หรือมุมตึก
3. ปรับแสงไฟในห้องเรียนให้นุ่มนวลขึ้น
การออกแบบให้โรงเรียนมีความสว่างเพียงพอ อาจเริ่มจากออกแบบให้ห้องเรียนที่หน้าตาที่รับแสงธรรมชาติเข้ามาได้มากขึ้น ตลอดจนปรับโทนของแสงไฟในห้องเรียนนุ่มนวลลงก็จะทำให้บรรยากาศในห้องเรียนลดความตึงเครียดลงได้
4. มีพื้นที่รองรับบุคลิกเด็กที่หลากหลาย
โดยปกติโรงเรียนมักออกแบบและสร้างด้วยลักษณะที่เหมือน ๆ กัน แต่ความไม่หลากหลายของพื้นที่ในโรงเรียนทำให้เด็กๆ รู้สึกไม่ปลอดภัย ดังนั้นการออกแบบโรงเรียนให้มีพื้นที่หลากหลาย รองรับกับนิสัยของนักเรียนที่มักมี
5. ห้องน้ำที่เข้าถึงง่ายและรองรับทุกเพศ
การจัดวางห้องน้ำให้มีลักษณะที่มีอ้างล่างน้ำอยู่ตรงกลางโถงทางเดิน ลดขนาดห้องสุขาลงเพื่อลดพื้นที่ส่วนตัว ทั้งยังออกแบบให้เป็นห้องน้ำที่ไม่ระบุเพศและเข้าถึงได้ง่าย จะช่วยทำให้ลดการเป็นพฤติกรรมเชิงลบในห้องน้ำ
อย่างไรก็ดี การปรับปรุงโครงสร้างสถาปัตย์ในโรงเรียน เป็นการเพียงปรับเปลี่ยนความรู้สึกของเด็กในเชิงโครงสร้างกายภาพเท่านั้น
แต่สิ่งที่สำคัญคือ บุคลากรในโรงเรียนทุกคนจำเป็นต้องโอบรับความคิดที่เกี่ยวข้องกับความหลากหลายของมนุษย์
ไม่ว่าจะทั้งเรื่องของเพศ คุณลักษณะทางเพศ คุณลักษณะทางกายภาพอื่น ๆ หรือแม้แต่เชื้อชาติ ผิวสี และศาสนา
เพื่อให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่จำลองให้เด็กได้ใช้ชีวิตในสังคมพหุวัฒนธรรมได้อย่างปลอดภัย และปราศจากการตัดสินซึ่งกันและกัน
ดังนั้น โรงเรียนจึงยังจำเป็นต้องมีกฎระเบียบ และมาตรการสร้างเสริมมุมมองเชิงบวกต่อความหลากหลายของมนุษย์ให้กับเด็ก
เพื่อพวกเขาคุ้นชินกับความหลากหลายในสังคม ก่อนจะออกไปใช้ชีวิตภายนอกโรงเรียนด้วยตนเอง
บทความ: อัส
บรรณาธิการ: พรีส
อ้างอิง:
[1] Tiffany Jones. (2016). The needs of students with intersex variations
[2] Sheila M. Fram and Ellyn M. Dickmann. (2012). How the School Built Environment Exacerbates Bullying and Peer Harassment
[3] Vanat Putnark. (2021). ‘พื้นที่ปลอดภัยในโรงเรียนออกแบบได้’ ชวนส่องสถาปัตยกรรมที่อาจช่วยให้การบูลลี่ลดลง