** บทความนี้เป็นเพียงการนำเสนอแนวคิดของ ซัยยิด กาซิม อัล-ยัซดี ต่อการปฏิบัติตามบทบัญญัติศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์
ของคุนซา มุชกิล และมัมซูฮฺ ผ่านบทความวิจัยของ เมห์รดาด อาลีปูร์ (2025)[1]
ซึ่งเป็นแนวคิดที่อาจเปิดพื้นที่ให้คุนซา มุชกิล[2] และมัมซูฮฺ[3] บางประเภทอาจถูกพิจารณาว่า
มีธรรมชาติของการดำรงอยู่ที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยกรอบการแบ่งมนุษย์ออกเป็นเพียงชายหรือหญิง
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการตีความทางวิชาการร่วมสมัย
มิใช่ข้อยุติที่เป็นเอกฉันท์ ของนักนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์ทั้งหมด **
การถกเถียงในหมู่นักนิติศาสตร์อิสลาม (ไม่ว่าจะทั้งภายในนิกายซุนนีหรือชีอะห์) เกี่ยวกับบทบัญญัติศาสนาเมื่อเกิดข้อสงสัยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ เพราะเมื่อบริบทสังคมและสิ่งเร้ารอบตัวได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา พฤติกรรมทางสังคมรูปแบบใหม่หรือสิ่งที่ปรากฏขึ้นใหม่นั้นต้องได้รับการถกเถียงและวินิจฉัยผ่านกระบวนการอิจติฮาด (Ijtihad)[4] เพื่อหาข้อสรุปว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มุสลิมสามารถกระทำได้ตามบทบัญญัติศาสนาหรือไม่?
ประเด็นเกี่ยวกับคุนซา มุชกิล และมัมซูฮฺ ก็เป็นหนึ่งในข้อถกเถียงที่มีความสำคัญในลักษณะดังกล่าว เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการกำหนดสถานะของบุคคลภายใต้บทบัญญัติศาสนาอิสลาม ซึ่งส่งผลต่อการวินิจฉัยในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิบัติศาสนกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ตลอดจนสิทธิและหน้าที่ทางกฎหมายอิสลาม เมื่อความรู้ทางการแพทย์และความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะทางเพศมีความก้าวหน้ามากขึ้น คำถามทางนิติศาสตร์เกี่ยวกับบุคคลกลุ่มนี้จึงได้รับความสนใจและถูกนำกลับมาพิจารณาอีกครั้งผ่านกระบวนการอิจติฮาด และถกเถียงกันภายในหมู่นักนิติศาสตร์อิสลามชีอะห์เพื่อหาข้อสรุปว่า ทั้งคุนซา มุชกิล และมัมซูฮฺ จะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติศาสนาในฐานะมุสลิมอย่างไร โดยเฉพาะหลักการว่าด้วยการใช้ชีวิตและการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในสังคม
ซึ่งจากกระบวนการอิจติฮาดนี้ อัล-ยัซดี ได้นำเสนอข้อถกเถียงที่อาจเปิดพื้นที่ให้คุนซา มุชกิล และมัมซูฮ์บางประเภท อาจถูกพิจารณาว่ามีธรรมชาติของการดำรงอยู่ที่แตกต่างจากกรอบการแบ่งมนุษย์ออกเป็นเพียงชายหรือหญิง เนื่องจากนิยามของความเป็น “ชาย” และ “หญิง” อาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายธรรมชาติของบุคคลกลุ่มนี้ได้ และด้วยเหตุนี้ บทบัญญัติเฉพาะของเพศชายหรือเพศหญิงที่จำเป็นต้องพึงปฏิบัติเมื่อเข้าสังคมจึงไม่อาจนำมาใช้กับคุนซา มุชกิล และมัมซูฮฺ ได้ในทันที
THAi iNTERSEX RiGHTS จึงขอนำความคิดเห็นของ อัล-ยัซดี หนึ่งในนักนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์อิหม่ามสิบสอง ที่มีต่อแนวทางการปฏิบัติตัวเมื่อเข้าสังคมของคุนซา มาใช้อ้างอิงถึงมุมมองนอกกรอบเพศทวิลักษณ์ โดยเนื้อหาทั้งหมดนี้ นำมาจากบทความวิชาการ Navigating Body Politics in Shiʿi Legal Tradition ของ เมห์รดาด อาลีปูร์ ทั้งนี้ มุมมองในการพิจารณานี้เป็นเพียงความคิดเห็นของ อัล-ยัซดี และยังมิใช่ข้อสรุปทั้งหมดของนักนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์
มุมมองต่อการสำรวมสายตาต่อเพศตรงข้าม:
ตามที่ปรากฏในบทความวิชาการของ อาลีปูร์ ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที่ระบุถึงบทบัญญัติที่มุสลิมพึงต้องปฏิบัติเมื่อเข้าสังคมแตกต่างกันในระดับเพศ กล่าวคือ ชายและหญิงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสำรวมสายตาต่อเพศตรงข้ามกับบุคคลที่มิใช่มะห์รอม[5] (หรือบุคคลที่ไม่สามารถแต่งงานได้ตามหลักการนิกะห์ของศาสนาอิสลาม) ทำให้เกิดคำถามว่า คุนซา มุชกิล และมัมซูฮฺ จำเป็นจะต้องปฏิบัติตามบทบัญญัตินี้หรือไม่?
อัล-ยัซดี ให้เหตุผลต่อประเด็นนี้ว่า ประเด็นสำคัญมิใช่อยู่ที่การยกเว้นคุนซา มุชกิล หรือมัมซูฮฺ จากหน้าที่ในการสำรวมสายตา หากแต่อยู่ที่การตีความขอบเขตของบทบัญญัติ กล่าวคือ เมื่อบทบัญญัติเรื่องการสำรวมสายตาถูกกำหนดขึ้นสำหรับเพศชายและเพศหญิงเป็นการเฉพาะ ขณะที่ยังไม่มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการสำรวมสายตาสำหรับคุนซา มุชกิล หรือมัมซูฮฺโดยตรง อัล-ยัซดี จึงเห็นว่า ยังไม่มีเหตุผลทางนิติศาสตร์เพียงพอที่จะนำบทบัญญัติเฉพาะของเพศชายหรือเพศหญิงมาบังคับใช้กับบุคคลกลุ่มนี้โดยอัตโนมัติ โดยข้อเสนอดังกล่าวเป็นผลจากการให้เหตุผลทางนิติศาสตร์เกี่ยวกับขอบเขตการบังคับใช้ของบทบัญญัติ มิใช่การเสนอว่าบุคคลกลุ่มนี้ได้รับการยกเว้นจากหลักศีลธรรมของศาสนาอิสลาม
มุมมองต่อการนิกะห์ (สมรสภายใต้บทบัญญัติศาสนาอิสลาม)[6]:
แม้ว่าแนวคิดของอัล-ยัซดีจะเปิดพื้นที่ให้เกิดข้อถกเถียงว่า คุนซา มุชกิล และมัมซูฮ์บางประเภท อาจถูกพิจารณาว่ามีธรรมชาติของการดำรงอยู่ที่แตกต่างจากกรอบการแบ่งมนุษย์ออกเป็นเพียงชายหรือหญิง (Third Ontological Category)[7] แต่สำหรับสิทธิในการนิกะห์นี้ เขากลับมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ เมื่อบทบัญญัติการนิกะห์หรือการสมรสในศาสนาอิสลามถูกกำหนดไว้สำหรับชายกับหญิงอย่างชัดเจน ขณะที่คุนซา มุชกิล และมัมซูฮ์ ซึ่งอาจถูกพิจารณาว่ามีธรรมชาติของการดำรงอยู่ที่แตกต่างจากกรอบการแบ่งมนุษย์ออกเป็นเพียงชายหรือหญิง (Third Ontological Category) ตามกฎหมายอิสลาม ยังไม่ปรากฏรูปแบบสัญญาสมรสที่รองรับบุคคลเหล่านี้อย่างชัดเจน ทำให้เขามีมุมมองว่า คุนซา มุชกิล และมัมซูฮฺ อาจไม่สามารถสมรสได้
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของ อัล-ยัซดี ในประเด็นนี้ มิได้หมายความว่า เขาเสนอให้ปรับเปลี่ยนหรือรื้อโครงสร้างกฎหมายสมรสของอิสลาม หากแต่สะท้อนให้เห็นว่า แม้เขาจะเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงเกี่ยวกับธรรมชาติของคุนซา มุชกิล และมัมซูฮฺ ในฐานะบุคคลที่อาจไม่อาจอธิบายได้ด้วยกรอบชายหรือหญิงเพียงสองประเภท แต่เมื่อเข้าสู่บทบัญญัติเรื่องการสมรส เขายังคงยึดกรอบกฎหมายอิสลามที่กำหนดสัญญาสมรสไว้ระหว่างชายกับหญิงเป็นหลัก ดังนั้น ข้อเสนอของเขาจึงมิใช่การสร้างรูปแบบการสมรสใหม่ หากแต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า การยอมรับความซับซ้อนของธรรมชาติของมนุษย์ ไม่จำเป็นต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติทางกฎหมายทุกประการ
ทั้งนี้ นักนิติศาสตร์ชีอะห์ในยุคคลาสสิกบางท่านเคยกล่าวถึงคุนซาในฐานะคู่สมรส และเคยมีการคำนวณมรดกของคุนซาในฐานะคู่สมรสด้วย ดังนั้น อาลีปูร์ จึงเสนอว่า ประเด็นนี้ควรได้รับการศึกษาต่อ เพราะประวัติศาสตร์ทางนิติศาสตร์อาจมีความซับซ้อนกว่าที่เข้าใจกันในปัจจุบัน และการให้เหตุผลทางนิติศาสตร์อาจไม่ได้นำไปสู่คำตอบเพียงแบบเดียวเสมอไป Thai intersex Rights จึงหยิบยกเอาบทความวิจัยในประเด็น คุนซา และมัมซูฮฺ มานำเสนอเพื่อสะท้อนว่า ภายในกลุ่มนักนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์เองก็พยายามทำความเข้าใจความซับซ้อนของมนุษย์ผ่านการตีความ และการให้เหตุผลทางนิติศาสตร์ อีกทั้งยังสามารถนำเสนอคำตอบที่ได้จากการพิจารณาตามบทบัญญัติอย่างไม่เป็นเอกฉันท์เพื่อนำไปสู่การถกเถียงต่อไปได้
ท้ายที่สุดนี้ THAi iNTERSEX RiGHTS หวังว่า การนำเสนอประเด็น คุนซา และมัมซูฮฺนี้ จะนำมาซึ่งการเปิดพื้นที่พูดคุย ถกเถียง และทำความเข้าใจว่า ภายในประเพณีทางนิติศาสตร์อิสลาม มีนักนิติศาสตร์บางส่วนที่เสนอว่า ธรรมชาติของมนุษย์บางกรณีอาจไม่สามารถอธิบายได้ด้วยกรอบชายหรือหญิงเพียงสองประเภท
บทความ: อัส
บรรณาธิการ: ดร.สาลาม๊ะ หลงสะเตียะ
อ้างอิง:
[1] Alipour, Mehrdad. (2025) Navigating Body Politics in Shi#i Legal Tradition: Examining Sayyid Kāzim alYazdī’s Account of Non-Binary Intersex
[2] คุนซา มุชกิล หมายถึง บุคคลที่มีคุณลักษณะทางเพศที่ปรากฏบนร่างกายในแบบผสมผสานทั้งของเพศชายและเพศหญิง และมีความซับซ้อนจนไม่สามารถพิจารณาได้ในทันทีว่า เป็นชายหรือหญิง
[3] มัมซูฮฺ หมายถึง บุคคลที่มีคุณลักษณะทางเพศที่ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเพศชายหรือเพศหญิง
[4] อิจติฮาด (Ijtihad) หมายถึง กระบวนการที่นักนิติศาสตร์อิสลามนำหลักวิชาการจากแหล่งอ้างอิงที่ได้รับการยอมรับมาสกัดให้ได้บทบัญญัติศาสนาที่สอดคล้องกับทั้งบทบัญญัติและวิถีชีวิตของผู้คนในสังคม ณ ช่วงเวลานั้นๆ
[5] มะห์รอม หมายถึง บุคคลที่ไม่สามารถสมรสได้ตามหลักการนิกะห์ของศาสนาอิสลาม เนื่องจากมีความใกล้ชิดทางสายเลือด เช่น เป็นบิดา มารดา พี่ชาย น้องสาว ลุง/ป้า หรืออา/น้า เป็นต้น
[6] นิกะห์ หมายถึง รูปแบบพันธสัญญาการสมรสตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลาม โดยพันธสัญญานี้ถูกระบุไว้ในอัลกุรอานว่า เป็นพันธสัญญาที่จะกระทำได้ระหว่างชายกับหญิงเท่านั้น เพื่อให้ชายกับหญิงคู่นั้นเป็นสามีภรรยาตามบทบัญญัติศาสนา
[7] Third Ontological Category หรือ “ธรรมชาติของการดำรงอยู่ที่แตกต่างจากกรอบการแบ่งมนุษย์ออกเป็นเพียงชายหรือหญิง” เป็นคำที่ใช้เรียกข้อเสนอของนักนิติศาสตร์อิสลามบางกลุ่มซึ่งตั้งคำถามว่า คุนซาและมัมซูฮ์บางประเภท อาจมีสถานะเชิงภววิทยาที่ไม่อาจอธิบายได้ด้วยกรอบชายหรือหญิงเพียงสองประเภท ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวมิได้หมายความว่า นักนิติศาสตร์เหล่านี้ได้ยอมรับ “เพศที่สาม” ในความหมายร่วมสมัย หากแต่เป็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับการทำความเข้าใจธรรมชาติของบุคคลภายใต้กรอบนิติศาสตร์อิสลาม