คุนซา และมัมซูฮฺ กับหลักการว่าด้วยการแต่งกายและการละหมาด

** บทความนี้เป็นเพียงการนำเสนอแนวคิดของ ซัยยิด กาซิม อัล-ยัซดี ต่อการปฏิบัติตามบทบัญญัติศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์
ของคุนซา และมัมซูฮฺ ผ่านงานวิจัยของ เมห์รดาด อาลีปูร์ (2025) ซึ่งเป็นแนวคิดที่อาจเปิดพื้นที่
ให้คุนซา มุชกิล (Khuntha Mushkil) และมัมซูฮฺบางประเภท ถูกพิจารณาในฐานะกลุ่มที่แตกต่างออกไป
จากกรอบการแบ่งแบบชายกับหญิง อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการตีความทางวิชาการร่วมสมัย
มิใช่ข้อยุติที่เป็นเอกฉันท์ ของนักนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์ทั้งหมด **

อย่างที่ได้กล่าวในบทความที่แล้วว่า การถกเถียงเรื่องคุนซา โดยเฉพาะคุนซา มุชกิล หรือคุนซาประเภทที่วินิจฉัยเพศได้ยาก และมัมซูฮฺ ในหมู่นักนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์นั้นไม่ได้หยุดอยู่แค่คำถามว่า “พวกเขาเป็นชายหรือหญิง” แต่ยังชวนให้คิดต่อว่า การแบ่งมนุษย์ออกเป็นเพียงสองเพศนั้นเพียงพอหรือไม่ในการอธิบายความเป็นจริงของมนุษย์ เพราะอาจมีบุคคลบางกลุ่มที่ไม่สามารถจัดเข้าไปอยู่ในกรอบเพศชายหรือเพศหญิงได้อย่างชัดเจน และควรถูกทำความเข้าใจในฐานะกลุ่มที่มีคุณลักษณะเฉพาะของตนเอง

คำถามดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงประเด็นเชิงทฤษฎีหรือข้อถกเถียงทางกฎหมายศาสนาเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคุนซาและมัมซูฮฺโดยตรง เพราะบทบัญญัติทางศาสนาหลายประการถูกกำหนดแตกต่างกันระหว่างเพศชายกับเพศหญิง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งกาย การสวมใส่ผ้าไหม การแต่งกายขณะละหมาด หรือการอ่านออกเสียงขณะละหมาด ดังนั้น เมื่อมีบุคคลที่ไม่สามารถจัดอยู่ในกรอบชายหรือหญิงได้อย่างชัดเจน คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า พวกเขาควรปฏิบัติตามบทบัญญัติเหล่านี้ในฐานะใดกันแน่?

THAi iNTERSEX RiGHTS จึงจะพาทุกคนไปสำรวจแนวคิดของ อัล-ยัซดี ว่า เขามีวิธีให้เหตุผลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามบทบัญญัติที่เป็นคำสั่งของพระเจ้าต่อ คุนซา และมัมซูฮฺ ที่เป็นมุสลิมอย่างไร? และเหตุใดเขาจึงมีแนวคิดเช่นนี้? อย่างไรก็ดี แนวคิดของ อัล-ยัซดี ไม่ได้เป็นข้อยุติที่นักนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน อาลีปูร์ ชี้ว่า ภายในนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์มีทั้งกลุ่มที่พยายามจัดคุนซาและมัมซูฮฺให้อยู่ในกรอบชายหรือหญิง และกลุ่มที่เห็นว่าบุคคลบางประเภทอาจมีสถานะเป็นกลุ่มที่แตกต่างออกไปจากทั้งสองเพศ โดยอัล-ยัซดีเป็นหนึ่งในผู้เสนอแนวคิดในแนวทางหลัง

ตามที่ อาลีปูร์ ได้ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับแนวคิดของ อัล-ยัซดี และนำเสนอผ่านบทความวิชาการ Navigating Body Politics in Shiʿi Legal Tradition เราจะพบว่า อัล-ยัซดีตั้งสมมติฐานว่า เมื่อนิยามของความเป็น “ชาย” และ “หญิง” ไม่สามารถนำมาใช้อธิบายตัวตนของคุนซาและมัมซูฮฺได้ ก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องนำบทบัญญัติที่ถูกกำหนดขึ้นเฉพาะสำหรับ “ชาย” หรือ “หญิง” มาใช้กับบุคคลเหล่านี้โดยอัตโนมัติ ดังนั้นจึงคงเหลือเพียงบทบัญญัติที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับมนุษย์โดยทั่วไปเท่านั้นที่คุนซาและมัมซูฮฺจำเป็นต้องปฏิบัติตาม

Khunthā.9.1
Khunthā.9.2

อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านควรเข้าใจว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการตีความของอัล-ยัซดี ซึ่งเมห์รดาด อาลีปูร์นำมาศึกษาและวิเคราะห์ในฐานะหนึ่งในแนวคิดที่มีอยู่ภายในนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์ มิใช่ข้อยุติที่เป็นเอกฉันท์ของนักนิติศาสตร์ชีอะห์ทั้งหมด โดยเฉพาะในประเด็นคุนซา มุชกิล กับมัมซูฮฺ และจากเหตุผลดังกล่าว อัล-ยัซดีจึงเสนอว่า:

1) การแต่งกายโดยทั่วไป
ในสังคมมุสลิม การแต่งกายมักถูกกำหนดให้แตกต่างกันระหว่างเพศชายกับเพศหญิง อย่างไรก็ตาม ในกรอบการตีความของอัล-ยัซดี เขาให้เหตุผลว่า คุนซา มุชกิล และมัมซูฮฺบางประเภทอาจไม่สามารถจัดอยู่ในกลุ่มชายหรือหญิงได้อย่างชัดเจน และเมื่อพระเจ้ามิได้ประทานบทบัญญัติเฉพาะเกี่ยวกับการแต่งกายของบุคคลกลุ่มนี้ไว้เป็นการเฉพาะ ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่โดยทั่วไปถือเป็นของผู้ชายหรือของผู้หญิงได้

2) การใส่ผ้าไหม
ในนิติศาสตร์อิสลาม การสวมใส่ผ้าไหมถือเป็นข้อห้ามที่ถูกกำหนดไว้เฉพาะสำหรับผู้ชายมุสลิม ขณะที่ผู้หญิงได้รับอนุญาตให้สวมใส่ได้ ดังนั้นจึงเกิดคำถามต่อมาว่า หากมีบุคคลที่ไม่สามารถจัดอยู่ในกลุ่มชายหรือหญิงได้อย่างชัดเจน บุคคลดังกล่าวควรอยู่ภายใต้ข้อห้ามนี้หรือไม่
ในประเด็นนี้ อัล-ยัซดี ให้เหตุผลว่า ในกรอบการตีความของเขา คุนซา มุชกิล และมัมซูฮฺบางประเภทอาจไม่สามารถจัดอยู่ในกลุ่มชายหรือหญิงได้อย่างชัดเจน ดังนั้น ข้อห้ามที่ถูกกำหนดขึ้นเฉพาะสำหรับผู้ชายจึงไม่อาจนำมาใช้กับบุคคลกลุ่มนี้ได้โดยอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเห็นว่าคุนซา มุชกิล และมัมซูฮฺสามารถสวมใส่ผ้าไหมได้

3) การแต่งกายสำหรับละหมาด
ในนิติศาสตร์อิสลาม บทบัญญัติเกี่ยวกับการแต่งกายขณะละหมาดถูกกำหนดไว้แตกต่างกันระหว่างผู้ชายและผู้หญิง โดยเฉพาะในเรื่องขอบเขตของร่างกายที่ต้องปกปิดระหว่างการประกอบศาสนกิจ ดังนั้นจึงเกิดคำถามขึ้นว่า หากมีบุคคลที่ไม่สามารถจัดอยู่ในกลุ่มชายหรือหญิงได้อย่างชัดเจน บุคคลดังกล่าวควรปฏิบัติตามข้อกำหนดของฝ่ายใด
ในประเด็นนี้ อัล-ยัซดี ให้เหตุผลว่า ในกรอบการตีความของเขา คุนซา มุชกิล และมัมซูฮฺบางประเภทอาจไม่สามารถจัดให้อยู่ในกลุ่มชายหรือหญิงได้อย่างชัดเจน ดังนั้น บทบัญญัติที่กำหนดขึ้นเฉพาะสำหรับผู้หญิงจึงไม่อาจนำมาใช้กับบุคคลกลุ่มนี้ได้โดยอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเห็นว่า คุนซา มุชกิล และมัมซูฮฺไม่จำเป็นต้องปกปิดร่างกายทั้งหมดในลักษณะเดียวกับที่กำหนดไว้สำหรับผู้หญิง

4) การอ่านออกเสียงขณะละหมาด
ในนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์อิหม่ามสิบสอง มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการอ่านออกเสียงขณะละหมาดที่แตกต่างกันระหว่างผู้ชายและผู้หญิงในบางช่วงของการละหมาด ดังนั้นจึงเกิดคำถามขึ้นว่า หากมีบุคคลที่ไม่สามารถจัดอยู่ในกลุ่มชายหรือหญิงได้อย่างชัดเจน บุคคลดังกล่าวควรปฏิบัติตามข้อกำหนดของฝ่ายใด
ในประเด็นนี้ อัล-ยัซดี ให้เหตุผลว่า ในกรอบการตีความของเขา คุนซา มุชกิล และมัมซูฮฺบางประเภทอาจไม่สามารถจัดให้อยู่ในกลุ่มชายหรือหญิงได้อย่างชัดเจน ดังนั้น บทบัญญัติที่กำหนดขึ้นเฉพาะสำหรับผู้ชายหรือผู้หญิงจึงไม่อาจนำมาใช้กับบุคคลกลุ่มนี้ได้โดยอัตโนมัติ ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเห็นว่าคุนซา มุชกิล และมัมซูฮฺสามารถเลือกได้ด้วยตนเองว่าจะอ่านออกเสียงดังหรืออ่านออกเสียงเบาในการละหมาด

ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างของการที่ ซัยยิด กาซิม อัล-ยัซดี พยายามตอบคำถามทางนิติศาสตร์อิสลามที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลบางกลุ่มไม่สามารถถูกจัดอยู่ในกรอบเพศชายหรือเพศหญิงได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกรณีของคุนซา มุชกิล และมัมซูฮฺ

จากการศึกษาของ เมห์รดาด อาลีปูร์ เราจะเห็นว่า อัล-ยัซดี ไม่ได้เริ่มต้นจากคำถามว่า บุคคลเหล่านี้ควรถูกบังคับให้เลือกอยู่ฝ่ายใดระหว่างชายกับหญิง แต่เริ่มต้นจากการพิจารณาว่า บทบัญญัติใดที่พระเจ้าทรงกำหนดไว้สำหรับมนุษย์ทุกคน และบทบัญญัติใดที่ถูกกำหนดขึ้นเฉพาะสำหรับเพศชายหรือเพศหญิง เมื่อบุคคลหนึ่งไม่อาจถูกจัดอยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้อย่างชัดเจน เขาจึงเสนอว่า บทบัญญัติเฉพาะของชายหรือหญิงไม่ควรถูกนำมาใช้กับบุคคลนั้นโดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านควรเข้าใจว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นการตีความของอัล-ยัซดี ซึ่งอาลีปูร์นำมาศึกษาและวิเคราะห์ในฐานะหนึ่งในแนวทางที่มีอยู่ภายในนิติศาสตร์อิสลามนิกายชีอะห์ มิใช่ข้อยุติที่เป็นเอกฉันท์ของนักนิติศาสตร์ชีอะห์ทั้งหมด แต่ถึงกระนั้น แนวคิดนี้ก็ช่วยให้เราเห็นว่า ภายในประเพณีทางนิติศาสตร์อิสลามเอง มีความพยายามทำความเข้าใจความซับซ้อนของมนุษย์ผ่านการถกเถียง การตีความ และการให้เหตุผลทางนิติศาสตร์ เพื่อแสวงหาคำตอบต่อคำถามที่ไม่ได้มีคำตอบเพียงแบบเดียวเสมอไป

บทความ: อัส
บรรณาธิการ: ดร.สาลาม๊ะ หลงสะเตียะ

CATEGORIES:

Comments are closed