OHVIRA syndrome ( โอวีร่า ซินโดรม )และ Müllerian Duct Anomalies(มุลเลเรียน ดักต์ อะนอมมะลีส์)

OHVIRA syndrome ( โอวีร่า ซินโดรม )และ Müllerian Duct Anomalies(มุลเลเรียน ดักต์ อะนอมมะลีส์)

อยู่ในคำจำกัดความของ ความหลากหลายของคุณลักษณะร่างกายแต่กำเนิด (Diversity of Sex Characteristics) ที่เราใช้เพื่อมุ่งเน้นในการดูแลสุขภาพของบุคคลที่เป็นเจ้าของร่างกายนั้น เพื่อการรับรู้เรื่องราวของตนเองโดยใช้คำอธิบายที่ง่ายและไม่ตีตรา คืนอำนาจให้เจ้าของประสบการณ์เป็นผู้อธิบายตนเอง

Müllerian Duct Anomalies (MDAs)
คือ คำนิยามกว้างๆ ที่ใช้เรียกความแตกต่างแต่กำเนิดของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง ซึ่งเกิดจากการที่ท่อ มุลเลอเรียน (Müllerian duct) พัฒนาหรือรวมตัวกันต่างออกไปในขณะที่เป็นตัวอ่อนในครรภ์

  • ครอบคลุมหลายลักษณะ: เช่น มดลูกรูปหัวใจ (Bicornuate uterus), มดลูกมีผนังกั้น (Septate uterus), หรือการไม่มีมดลูกแต่กำเนิด (MRKH syndrome:อ่านเพิ่มเติมได้จากบทความที่เคยลงก่อนหน้า)
  • สาเหตุ: เกิดจากการไม่เชื่อมกัน (Non-fusion), การไม่สลายของผนังกั้น (Non-resorption) หรือการไม่พัฒนา (Aplasia) ของท่อมุลเลอเรียน

OHVIRA Syndrome คือ กลุ่มชื่อที่เฉพาะเจาะจง (Specific Syndrome) ที่เป็นหนึ่งในรูปแบบของ MDAs ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า Herlyn-Werner-Wunderlich syndrome

ชื่อ OHVIRA เป็นตัวย่อของลักษณะความต่างของการพัฒนา 3 อย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกัน

  1. O (Obstructed): มีการอุดกั้น
  2. HV (Hemivagina): ของช่องคลอดครึ่งหนึ่ง (ช่องคลอดมีผนังกั้นตามยาว ทำให้ข้างหนึ่งตัน)
  3. IRA (Ipsilateral Renal Agenesis): ร่วมกับการไม่มีไตในข้างเดียวกันกับที่มีการอุดกั้น

บทความ 1
“The Genetic Landscape of Müllerian Duct Anomalies: A Comprehensive Review” (ตีพิมพ์เมื่อ พฤศจิกายน 2025)

บทความนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างครอบคลุมเกี่ยวกับการพัฒนาที่ต่างออกไปของท่อมุลเลอเรียน (MDAs) โดยเน้นไปที่ “กลไกทางพันธุกรรม (Genetic Etiology)” และกระบวนการพัฒนาของตัวอ่อน ซึ่ง OHVIRA syndrome ถูกระบุว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มอาการที่ซับซ้อนที่สุด

สรุปกรณีศึกษาและกลไกของ OHVIRA Syndrome

บทความระบุว่า OHVIRA (หรือ Herlyn-Werner-Wunderlich syndrome) มีลักษณะเฉพาะที่เกิดจากความต่างออกไปของพัฒนาการตัวอ่อนในช่วงสัปดาห์ที่ 6-9 โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

  • ไตรลักษณ์ของลักษณะ : ประกอบด้วย 3 อาการหลักที่ต้องพบร่วมกันคือ
    (1) Uterus Didelphys (มดลูกแฝดแยกจากกันชัดเจน)
    (2) Obstructed Hemivagina (ผนังกั้นช่องคลอดทำให้ข้างหนึ่งอุดตัน) และ
    (3) Ipsilateral Renal Agenesis (ไม่มีไตในข้างเดียวกับช่องคลอดที่ตัน)
  • พันธุกรรมที่เกี่ยวข้อง (HNF1B Mutation): บทความชี้ให้เห็นว่ามีการค้นพบความเชื่อมโยงระหว่างความแตกต่าง (Variation) ของยีน HNF1B กับกลุ่มอาการที่ต่างออกไปของทั้งระบบสืบพันธุ์และระบบทางเดินปัสสาวะ (Renal and Müllerian anomalies) โดยยีนนี้ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของท่อมุลเลอเรียนและการสร้างไต
  • อาการทางคลินิก: กรณีศึกษามักพบในเด็กสาววัยรุ่น(เข้าสู่ระยะทุติยภูมิ/ระยะเจริญพันธุ์)ที่เริ่มมีประจำเดือน โดยจะมีอาการ ปวดท้องน้อยอย่างรุนแรงแบบเรื้อรัง (Dysmenorrhea) เนื่องจากเลือดประจำเดือนไม่สามารถไหลออกมาได้จากช่องคลอดฝั่งที่ตัน (Hematocolpos) จนนำไปสู่ภาวะมดลูกสะสมเลือด (Hematometra) และอาจเกิดภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ตามมา

ประเด็นสำคัญด้านการวินิจฉัยและรักษา (จากงานวิจัย)

  • ความท้าทายในการวินิจฉัย: เนื่องจากผู้ป่วยมักมีประจำเดือนออกมาตามปกติจากมดลูกอีกฝั่งหนึ่ง ทำให้แพทย์อาจมองข้ามภาวะอุดตันของมดลูกอีกฝั่งไป จนกว่าจะมีอาการปวดรุนแรงหรือตรวจพบก้อนในท้องน้อย
  • การเชื่อมโยงระหว่างอวัยวะ: บทความเน้นย้ำว่า หากตรวจพบความแตกต่างของมดลูกแบบ Didelphys “ต้อง” ตรวจหาดูไตด้วยเสมอ เพราะมีต้นกำเนิดจากเนื้อเยื่อตัวอ่อน (Mesoderm) ในบริเวณใกล้เคียงกัน
  • แนวทางการรักษา: การผ่าตัดเอาผนังกั้นช่องคลอดส่วนที่อุดตันออก (Vaginal Septotomy) เป็นมาตรฐานการรักษาเพื่อระบายเลือดคั่งและรักษาโอกาสในการมีบุตรในอนาคต

บทความ 2
Müllerian Duct Anomalies (MDAs) จาก Radiopaedia แหล่งข้อมูลด้านรังสีวิทยา

บทความชี้ให้เห็นว่า มีความเกี่ยวข้องกับระบบทางเดินปัสสาวะ (Associated Anomalies)

โดยบทความระบุชัดเจนว่า 20-30% ของผู้ที่มี MDAs จะมีความต่างออกไปของระบบทางเดินปัสสาวะร่วมด้วย โดยเฉพาะการไม่มีไตข้างใดข้างหนึ่ง (Renal Agenesis) ซึ่งคือคำอธิบายทางชีววิทยาของตัว “IRA” ในกลุ่มอาการ OHVIRA นั่นเอง

การวินิจฉัยด้วยภาพ (Imaging)

  • MRI: ถือเป็นมาตรฐานทองคำ (Gold Standard) เพราะเห็นรายละเอียดของกล้ามเนื้อมดลูกและช่องคลอดได้ชัดเจนที่สุด
  • Ultrasound (3D): เป็นเครื่องมือแรกที่ใช้คัดกรองที่มีประสิทธิภาพสูง
  • HSG: ใช้ดูโพรงมดลูกและการตีบตันของท่อนำไข่

จำนวนบุคคลที่อยู่ร่วมกับคุณลักษณะนี้ในประชากร ( #การพบในประชากร )

การเพิ่มขึ้น “ในปี 2025 มีจำของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมดลูกแฝด (Uterus Didelphys) เพิ่มขึ้น 5 รายต่อประชากร 100,000 คน”

  • Müllerian Duct Anomalies (MDAs)
  • ในผู้หญิง อยู่ที่ประมาณ 3-5%
  • ในกลุ่มผู้หญิงที่มีประวัติแท้งบุตรซ้ำ อาจสูงถึง 13-25%
  • Uterus Didelphys (มดลูกแฝด):
  • พบได้ประมาณ 0.3% ของประชากรหญิงทั่วไป (ถือเป็นส่วนน้อยในกลุ่ม MDAs)
  • OHVIRA Syndrome:
  • มี ต่ำมาก (Ultra-rare) และมักไม่ได้เก็บสถิติในระดับประชากรภาพรวม ส่วนใหญ่ข้อมูลจะมาจากรายงานผู้ป่วยในโรงพยาบาลใหญ่ๆ เท่านั้น

ข้อท้าทาย

ข้อมูลกลุ่มประชากรของ OHVIRA หรือ MDAs ในประเทศไทยมักจะ ” #ต่ำกว่าความเป็นจริง ” เนื่องจา

  • การวินิจฉัยที่ล่าช้า (มักตรวจพบเมื่อมีอาการปวดรุนแรงตอนวัยรุ่น)
  • การเข้าถึงบริการสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกลยังจำกัด
  • ความเขินอายหรือการถูกตีตราทำให้บุคคลไม่กล้าเข้ารับการตรวจ

การสนับสนุนให้เข้าถึงการดูแลสุขภาพ #ตนเอง จึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสื่อสารนี้


เชิงอรรถ

การอ่านคำเต็มและคำอธิบายองค์ประกอบของ OHVIRA

O — Obstructed

  • คำอ่าน: ออบ-สตรัค-เต็ด
  • คำอธิบาย: หมายถึง “การอุดกั้น” ซึ่งในที่นี้คือการที่ทางออกของช่องคลอดข้างหนึ่งถูกปิดกั้น ทำให้ของเหลวหรือเลือดประจำเดือนไม่สามารถไหลออกมาได้

H — Hemivagina

  • คำอ่าน: เฮ-มิ-วา-ไจ-น่า
  • คำอธิบาย: หมายถึง “ช่องคลอดครึ่งซีก” เป็นการที่ช่องคลอดถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยผนังกั้นตามแนวตั้ง (Longitudinal Vaginal Septum) ทำให้มีช่องคลอดสองฝั่งแยกจากกัน

V — Vaginal (บางครั้งรวมกับตัว H เป็น HV: Hemivagina)

  • คำอ่าน: วา-ไจ-นัล
  • คำอธิบาย: เกี่ยวกับ “ช่องคลอด” ซึ่งเป็นอวัยวะสืบพันธุ์ส่วนที่เกิดการอุดตันในกลุ่มอาการนี้

I — Ipsilateral

  • คำอ่าน: อิพ-สิ-แล-เทอ-รัล
  • คำอธิบาย: หมายถึง “ข้างเดียวกัน” เป็นคำศัพท์เฉพาะทางที่บอกว่า ความแตกต่างของระบบสืบพันธุ์และความแตกต่างของไต เกิดขึ้นที่ร่างกายซีกเดียวกัน เช่น เป็นที่มดลูกฝั่งขวา และไม่มีไตข้างขวา

R — Renal

  • คำอ่าน: รี-นัล
  • คำอธิบาย: หมายถึง “เกี่ยวกับไต” หรือระบบทางเดินปัสสาวะ ซึ่งมีต้นกำเนิดการพัฒนามาจากเนื้อเยื่อกลุ่มเดียวกับระบบสืบพันธุ์ในช่วงที่เป็นตัวอ่อน

A — Agenesis

  • คำอ่าน: อะ-เจ-เน-ซิส
  • คำอธิบาย: หมายถึง “การไม่พัฒนาหรือไม่มีมาแต่กำเนิด” ในบริบทนี้คือการที่ร่างกายไม่มีไตมาตั้งแต่เกิด (Renal Agenesis)

CATEGORIES:

Comments are closed